แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 131 ความพิโรธของตระกูลต่ง
ฮี่ฮี่ฮี่… เอาล่ะ เจ้าลองนับดูสิ ว่าควรจ่ายเท่าไหร่ก็จ่ายมาเท่านั้นเย่หนานถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นกองสมบัติ
ผู้อาวุโสชิงอี รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะเหมียวอินหันไปเอ่ยกับหญิงงามวัยกลางคนที่ยังคงคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ด้านข้าง
ด… ได้ ได้เลยเจ้าค่ะคุณหนูเหมียวชิงอีรีบขานรับนางค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ท่าทีเต็มไปด้วยความนอบน้อมและหวาดหวั่น สายตาลอบชำเลืองมองเย่หนานเป็นระยะ ด้วยเกรงว่าจะทำสิ่งใดให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ขุ่นเคืองใจ
ใช่ ๆ ๆ พวกเจ้าจะคุกเข่ากันอยู่ทำไม รีบลุกขึ้นเถอะ ข้าเป็นคนดีนะ พวกเจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอกเย่หนานรีบโบกมือบอกเหล่าหญิงสาวที่ยังคงหมอบกราบอยู่บนพื้น
เมื่อได้ยินวาจาของเย่หนาน เหล่าอิสตรีต่างพากันพูดไม่ออก
ท่านเนี่ยนะคนดี ดูอย่างไรก็ห่างไกลจากคำว่าคนดีไปโขเลยไม่ใช่หรือ
ทว่าในเมื่อเย่หนานเอ่ยปากอนุญาต พวกนางย่อมไม่กล้าชักช้า รีบพยุงกายลุกขึ้นอย่างนอบน้อม
เพียงแต่… ทันทีที่หยัดยืนขึ้นและได้ยลโฉมหน้าอันหล่อเหลาไร้ที่ติราวกับเทพเซียนเดินดินของเย่หนาน พวงแก้มของพวกนางก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ สตรีใดเล่าจะไม่หวั่นไหวกับบุรุษที่เปี่ยมด้วยรูปโฉมและพลังฝีมืออันแข็งแกร่งเช่นนี้
แต่พอหวนนึกถึงวาจาและท่าทางก่อนหน้านี้ของเขา ความรู้สึกชื่นชมก็แปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนขบขัน
ฝ่ายเหมียวชิงอีแสร้งทำทีเป็นตรวจนับสมบัติและอาวุธวิเศษอย่างขะมักเขม้น นางย่อมไม่กล้าตรวจสอบจริงจัง เพียงทำเป็นพิธีให้เย่หนานเห็นเท่านั้น
หลังจากการเจรจาซื้อขายจบลง เย่หนานได้รับหินปราณก้อนโตมาครอบครอง รอยยิ้มบนใบหน้าเบิกบานราวดอกไม้แรกแย้ม
ภาพลักษณ์นี้ทำให้เหล่าหญิงสาวต่างงุนงงสงสัย เย่หนานเป็นถึงยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งปานนั้น ไฉนจึงดูให้ความสำคัญกับเศษเงินเศษทองเหล่านี้มากมายนัก
เอาล่ะ เรื่องราวจบลงแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อนเย่หนานหันไปกล่าวลาเหมียวอินและพรรคพวก
เมื่อเห็นว่าเย่หนานกำลังจะจากไป เหมียวอินก็รีบขยับปากเตรียมจะเอ่ยรั้ง
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เปล่งเสียง เย่หนานกลับชะงักฝีเท้าแล้วหันขวับกลับมาถามด้วยแววตาเป็นประกายแม่นางเหมียวอิน เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าแถวนี้มีเมืองใดบ้าง โดยเฉพาะเมืองที่มีของกินอร่อย ๆ เยอะ ๆ น่ะ
คำถามของเย่หนานทำเอาเหมียวอินและเหล่าศิษย์ในสำนักถึงกับตะลึงงัน
แต่เพียงชั่วพริบตา ดวงตาของเหมียวอินก็ทอประกายเจิดจ้า นางรีบตอบกลับด้วยความกระตือรือร้นผู้อาวุโส แถวนี้ไม่มีเมืองใหญ่หรอกเจ้าค่ะ แต่ข้ารู้จักสถานที่แห่งหนึ่งที่มีของอร่อยมากมายมหาศาล ตระกูลของข้าตั้งอยู่ที่นั่นพอดี
จริงรึดวงตาของเย่หนานลุกวาวขึ้นมาทันที
ข้าย่อมไม่กล้าหลอกลวงผู้อาวุโสแน่นอนเจ้าค่ะเหมียวอินรีบพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
ก่อนหน้านี้นางกำลังขบคิดอย่างหนักว่าจะผูกสัมพันธ์กับเย่หนานอย่างไรดี พลังฝีมือที่เขาสำแดงออกมาเมื่อครู่ อานุภาพรุนแรงเทียบเท่ากับเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดในสำนักของนางเลยทีเดียว
นางย่อมไม่อาจอยู่ที่ตระกูลได้ตลอดไป หากสามารถเชิญเย่หนานไปเป็นแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ที่ตระกูลได้ นี่นับเป็นโชคลาภมหาศาลที่คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ตกลง เช่นนั้นข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วยเย่หนานไม่รอช้า ก้าวเท้าเดินดุ่ม ๆ ขึ้นไปบนเรือเหาะของเหมียวอินทันที
มองดูแผ่นหลังของชายหนุ่ม เหมียวอินคลี่ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าตามไป เหล่าศิษย์คนอื่น ๆ แม้จะยังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ก็รีบติดตามขึ้นเรือไปเช่นกัน
ฟึ่บ!
เมื่อทุกคนขึ้นประจำที่ เรือเหาะลำยักษ์ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องนภาทันที
เฮ้อ! ถ้าข้าเหาะเองได้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย!เย่หนานเกาะขอบเรือ เหม่อมองทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำเบื้องล่างด้วยแววตาละห้อย แฝงความอิจฉาอยู่ในที
เหมียวอินและเหมียวชิงอีที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างหันมาสบตากันด้วยความฉงน
พลังที่เย่หนานเพิ่งสำแดงออกมานั้น เหนือกว่าขอบเขตนภาเร้นลับอย่างไม่ต้องสงสัย
คราแรกพวกนางเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตเทพปฐพีเสียด้วยซ้ำ นึกไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วเขาจะลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม เหมียวอินมิได้รู้สึกผิดหวังแต่อย่างใด ยอดฝีมือระดับนภาเร้นลับขั้นสูงสุดที่แข็งแกร่งเพียงนี้ หากได้ไปนั่งเมืองคุ้มครองตระกูลของนาง ย่อมสร้างความเกรงขามให้แก่ศัตรูได้ไม่น้อย พวกนางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเย่หนานเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขต กลั่นลมปราณตามที่เขาชอบอ้าง
เชิญผู้อาวุโสเข้าไปดื่มชาด้านในเถิดเจ้าค่ะเหมียวอินสั่งบ่าวไพร่ให้เตรียมน้ำชาชั้นดีรอไว้แล้ว
ได้สิเย่หนานพยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าไปนั่งจิบชาในห้องรับรองอย่างว่าง่าย
ผู้อาวุโสเจ้าคะ ท่านสังหารองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์เทียนฉี่และนายน้อยตระกูลต่ง ข้าเกรงว่าพวกเขาจะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ แน่… อีกทั้งตามข่าวลือ ตระกูลของพวกเขามีบรรพชนระดับเทพปฐพีคอยหนุนหลังอยู่ โดยเฉพาะราชวงศ์เทียนฉี่ที่มีตัวตนระดับนั้นปรากฏให้เห็นชัดเจนถึงสองท่านเหมียวอินเอ่ยเตือน พลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่ม
ไม่เป็นไรเทพปฐพีก็เทพปฐพีสิ ขอแค่ไม่มาหาเรื่องข้าก็พอเย่หนานยกชาขึ้นซดอึกใหญ่ เอ่ยตอบอย่างไม่ยี่หระ
เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่แยแสต่อสองขั้วอำนาจใหญ่ของเย่หนาน เหมียวอินก็ยิ่งรู้สึกหวั่นเกรงระคนเลื่อมใส
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก เย่หนานอายุมากกว่านางเพียงไม่กี่ปี ไม่แน่ว่าเบื้องหลังของเขาอาจมีขุมกำลังมหาอำนาจคอยหนุนหลังอยู่
หรืออีกนัยหนึ่ง… ไม่แน่ว่าเย่หนานอาจเป็นตาเฒ่าสัตว์ประหลาดพันปีที่ใช้วิชาลับบางอย่างคงความอ่อนเยาว์เอาไว้ก็เป็นได้
ไม่นานนัก อาหารรสเลิศและสุราชั้นดีก็ถูกยกมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ
สำหรับความคิดซับซ้อนในหัวของเหมียวอินนั้น เย่หนานหาได้ใส่ใจไม่ สิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้คือการกินให้อิ่มหนำสำราญ
เดินทางรอนแรมมาตั้งนาน แถมยังต้องออกแรงต่อสู้ เขาหิวจนไส้กิ่วแล้ว
เห็นสภาพการกินที่มูมมามราวกับพายุลงของเย่หนาน เหมียวอินและคนอื่น ๆ ก็ได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ช่างไร้ซึ่งมาดของยอดปรมาจารย์โดยสิ้นเชิง
แต่ทว่า ในโลกใบนี้ ความแข็งแกร่งคือสัจธรรม เรื่องมารยาทเล็กน้อยเหล่านี้ย่อมมองข้ามไปได้
ขณะที่เย่หนานกำลังสวาปามอาหารอย่างมีความสุข
ณ พระราชวังทองคำอันวิจิตรตระการตา บุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมมังกรสีเหลืองทองผู้นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พลันลืมตาโพลงขึ้น
ใครกัน ใครเป็นคนสังหารเทียนหลิน หรือว่า… จะเป็นฝีมือของสี่ตระกูลใหญ่ชายวัยกลางคนก้มมองป้ายหยกที่แตกละเอียดในมือ
นี่คือป้ายวิญญาณของเทียนหลิน และบุรุษผู้นี้คือบิดาของเทียนหลิน ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เทียนฉี่ นามว่าเทียนฉี่
ราชวงศ์เทียนฉี่ถูกตั้งชื่อตามนามของเขา
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เทียนฉี่จ้องมองป้ายวิญญาณที่แตกสลายด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความโศกเศร้าอาดูร
มุมปากของเขากลับยกยิ้มจาง ๆ ราวกับว่าผู้ที่ตายไปไม่ใช่บุตรชายในไส้ แต่เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไร้ความสำคัญ
เพล้ง!
ในเวลาเดียวกัน
ณ ห้องโถงประชุมตระกูลต่ง ประมุขตระกูลนามว่าต่งหวางขว้างถ้วยชาลงพื้นจนแตกกระจายด้วยโทสะอันเดือดดาล
เบื้องล่างนั้น เหล่าระดับสูงของตระกูลต่งนั่งเรียงรายแบ่งเป็นสองฝั่งด้วยความเงียบกริบ
ตรงกลางห้องโถงมีคนสองคนกำลังคุกเข่าอยู่
ไม่ใช่ใครอื่น คือปิงไท่และปิงเสวียนนั่นเอง
พวกเขารอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ โชคดีที่ไหวตัวทันจึงหนีรอดมาได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย
ปิงไท่ถึงกับเสียแขนไปข้างหนึ่ง ใบหน้าซีดเผือดขณะใช้มืออีกข้างกุมไหล่ที่ชุ่มไปด้วยเลือด
สารเลว! บังอาจฆ่าลูกข้า ข้าจะประหารเจ็ดชั่วโคตร ล้างบางมันให้สิ้นซาก!ต่งหวางคำรามลั่น จิตสังหารพวยพุ่ง
เจ้าบอกว่า… คนผู้นั้นมีสมบัติวิเศษที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ แถมมันยังมีระดับพลังเพียงแค่กลั่นลมปราณงั้นรึชายชราที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดเอ่ยถาม พลางจ้องมองปิงไท่เขม็ง
เมื่อผู้อาวุโสท่านนี้เอ่ยปาก แม้แต่ต่งหวางที่กำลังโกรธจัดยังต้องระงับโทสะ แล้วหันมาตั้งใจฟัง
เห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้มีสถานะไม่ธรรมดาในตระกูลต่ง
เขาคือต่งหวายมีศักดิ์ฐานะเป็นรองเพียงต่งหวาง แต่ความแข็งแกร่งนั้นมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
ท่านผู้เฒ่า ท่านหมายความว่าอย่างไรต่งหวางฟังแล้วยังจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงรีบเอ่ยถามแทรกขึ้น
หากสิ่งที่ปิงไท่พูดเป็นความจริง เช่นนั้นในมือของเจ้าเด็กขอบเขตกลั่นลมปราณนั่น จะต้องมีสมบัติวิเศษระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอยู่เป็นแน่
อีกอย่าง สมบัติที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างอาวุธได้ตามใจนึก พวกเจ้าเคยเห็นหรือเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนหรือไม่ หากไม่ใช่เพราะพึ่งพาอานุภาพของสมบัติชิ้นนั้น พวกเจ้าคิดหรือว่าลำพังแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณจะสามารถสังหารยอดฝีมือขอบเขตนภาเร้นลับถึงสองคนได้ต่งหวายวิเคราะห์อย่างใจเย็น
เมื่อได้ยินวาจาของต่งหวาย ดวงตาของทุกคนในที่ประชุมก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
ถ้าเป็นอย่างที่ท่านผู้เฒ่าว่า…แม้แต่ต่งหวางเอง แววตาก็เริ่มสั่นไหวด้วยความโลภ
ความแค้นเรื่องบุตรชายถูกฆ่าดูเหมือนจะถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ อารมณ์ที่เคยเกรี้ยวกราดกลับกลายเป็นความเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด
ต่งหวายไม่ได้ตอบคำถามของต่งหวาง แต่หันกลับไปถามปิงไท่อีกครั้งเจ้าแน่ใจนะว่าเจ้านั่นขึ้นเรือเหาะของตระกูลเหมียวไปแล้ว
ขอรับ! พวกข้าแอบซุ่มดูอยู่ไกล ๆ เห็นกับตาตนเอง แล้วจึงรีบกลับมารายงานทันทีปิงไท่รีบพยักหน้ารัวเร็ว
ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราต้องรีบไปทวงคนจากตระกูลเหมียวเดี๋ยวนี้ ต้องลงมือให้เร็วที่สุด!ต่งหวายตบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นยืนพรวดด้วยความร้อนรน สีหน้าฉายแววละโมบอยากครอบครองสมบัติจนปิดไม่มิด