แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 146 ยอดฝีมือจากสำนักเหมียวอิน
ณ เวลานี้ เหมียวอินและเหมียวชิงอี ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ มุมปากมีรอยเลือดไหลซึม ร่างกายคุกเข่าจมอยู่ในหลุมลึกที่เกิดจากแรงกดดันเมื่อครู่
เห็นสภาพของทั้งสอง เย่หนานก็ทำหน้าเจื่อนด้วยความรู้สึกผิด ทั้งที่เพิ่งคุยโวว่าควบคุมพลังได้ดีขึ้นแท้ ๆ
พ… พวกเจ้า เป็นอะไรมากไหม รีบลุกขึ้นเถอะเย่หนานรีบเข้าไปประคองสองสาวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
แม้จะได้รับบาดเจ็บภายในบ้าง แต่โชคดีที่ไม่ถึงขั้นสาหัส
ทว่าสายตาที่ทั้งสองมองเย่หนานกลับเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เมื่อครู่เพียงแค่เย่หนานปลดปล่อยแรงกดดันออกมา พวกนางก็ถูกสยบจนแทบจะหายใจไม่ออก ไม่ต้องพูดถึงการขัดขืน แม้แต่จะอ้าปากส่งเสียงยังทำไม่ได้
ม… ไม่เป็นไรเจ้าค่ะทั้งสองตอบเสียงอ่อย ทั้งที่ในใจยังสั่นสะท้าน
พวกนางสัญญากับตัวเองในใจว่า ต่อไปนี้หากเย่หนานคิดจะลงมือทำอะไร พวกนางต้องรีบหนีไปให้ไกลที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก
การโจมตีของเย่หนานนั้นช่างไร้ความปราณี ไม่แยกมิตรแยกศัตรูเอาเสียเลย
หลังจากทานยารักษาอาการบาดเจ็บที่พกติดตัวมา สีหน้าของทั้งสองก็เริ่มดีขึ้น
พวกเจ้าพักผ่อนอีกสักหน่อยดีไหม แล้วค่อยออกเดินทางต่อเย่หนานเสนอด้วยความเกรงใจ
สองสาวพยักหน้าเห็นด้วย แล้วรีบนั่งขัดสมาธิโคจรพลังเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ใช้เวลาไม่นานนัก ทั้งคู่ก็ลืมตาขึ้น อาการบาดเจ็บทุเลาลงมากแล้ว
ท่านผู้อาวุโส เราไปกันเถอะเจ้าค่ะเหมียวอินกล่าว
ได้ ๆ ไปกันเถอะเย่หนานพยักหน้ารับ
จากนั้นทั้งสามก็นั่งรถม้าออกเดินทางต่อ บรรยากาศเริ่มกลับมาครึกครื้น มีเสียงพูดคุยหยอกล้อกันดังออกมาจากรถม้าเป็นระยะ
หลังจากที่เย่หนานจากไปได้ราวสองสามชั่วยาม
เงาร่างสองสาย หนึ่งแก่หนึ่งหนุ่ม ก็ปรากฏตัวขึ้น ณ บริเวณที่ตั้งแคมป์
ชายชราผู้มีบุคลิกเหมือนเซียนผู้หลุดพ้น และเด็กหนุ่มท่าทางคล่องแคล่ว
เฮ้อ! พวกเรามาช้าไปอีกแล้วชายชราขมวดคิ้วมุ่น
หากเย่หนานอยู่ที่นี่ ย่อมต้องจำทั้งสองคนได้แม่นยำ
พวกเขาไม่ใช่ใครอื่น คือชางหยวนและศิษย์เอกชางเนี่ยนนั่นเอง
ท่านอาจารย์ ทำอย่างไรดีขอรับ เราไม่มีเบาะแสอีกแล้วชางเนี่ยนหันไปมองอาจารย์ด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
ไม่ได้! เราต้องตามหาท่านผู้อาวุโสเย่ให้พบ ท่านไม่เพียงแต่เป็นวาสนาในภายภาคหน้าของเรา แต่ยัง…ชางหยวนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบหุบปากฉับ
ก่อนหน้านี้พวกเขาเดินทางไปหาเย่หนานที่สำนักหยกงาม แต่กลับพบว่าเย่หนานหายตัวไปแล้ว
หายไปชนิดที่ว่ายกภูเขาทิศใต้หายไปทั้งลูก!
เรื่องนี้ทำเอาสองศิษย์อาจารย์ทั้งทึ่งทั้งอึ้งในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของเย่หนาน
แต่ที่น่าเจ็บใจคือ เย่หนานจากไปโดยไม่บอกกล่าวสักคำ
กระนั้นพวกเขาก็ไม่ย่อท้อ แกะรอยตามหาจนมาถึงราชวงศ์เทียนฉี่
หลังจากไล่สอบถามข้อมูลจากสี่ตระกูลใหญ่ทีละตระกูล ไม่รู้ว่าโชคช่วยหรืออย่างไร ในที่สุดก็ได้เบาะแสที่อยู่ของเย่หนาน
พวกเขาจึงรีบเร่งเดินทางตามมาในทิศทางที่เย่หนานจากไป
เมื่อผ่านเทือกเขาแห่งนี้ และเห็นร่องรอยความเสียหายยับเยินเบื้องล่าง จึงตัดสินใจลงมาดู
พอเห็นกองไฟที่มอดดับและเศษซากเนื้อย่างที่เหลืออยู่ ชางเนี่ยนก็มั่นใจทันทีว่ามาถูกทาง
เพราะในใต้หล้านี้ มีเพียงท่านผู้อาวุโสเย่เท่านั้นที่ทำอาหารปิ้งย่างเช่นนี้
ท่านอาจารย์ แล้วตอนนี้เราจะไปตามหาที่ไหนต่อขอรับชางเนี่ยนถามต่อ
ท่านผู้อาวุโสเย่มักชอบไปในที่ที่ครึกครื้น หรือไม่ก็สถานที่อันตราย… ขอข้าคิดดูก่อน...ชางหยวนเดินวนไปวนมาอย่างใช้ความคิด
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย
จริงสิ! ข้าลืมไปได้ยังไง เมื่อกี้ได้ยินผู้นำตระกูลเหมียวพูดว่า บุตรสาวของเขาเป็นศิษย์สำนักเหมียวอินไม่ใช่รึ แถมยังออกเดินทางไปพร้อมกับท่านผู้อาวุโสเย่ด้วยชางหยวนยิ้มร่าอย่างมีความหวัง
ไป! เราจะไปสำนักเหมียวอินกันชางหยวนคว้าคอเสื้อชางเนี่ยนแล้วเหาะทะยานขึ้นฟ้าทันที
สำนักเหมียวอินได้ยินชื่อนี้ ชางเนี่ยนถึงกับกลืนน้ำลายเอือก
ท่านอาจารย์… ท่านแน่ใจนะว่าเราจะไปที่นั่นกันจริง ๆสีหน้าของชางเนี่ยนดูหวาดหวั่นราวกับนึกถึงความทรงจำอันเลวร้าย
เฮ้อ! มันช่วยไม่ได้นี่นา สถานการณ์พิเศษเช่นนี้ เราก็ต้องลองเสี่ยงดู อย่างมากก็แค่โดนซ้อมอีกสักรอบจะเป็นไรไปชางหยวนตอบอย่างปลงตก
ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงมุ่งหน้าสู่จุดหมายด้วยความเร็วสูง
ณ อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางเทือกเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยหมู่ตึกและตำหนักงดงามตระการตา
มวลหมู่บุปผาส่งกลิ่นหอมฟุ้ง เหล่าดรุณีแรกรุ่นร่ายรำอย่างงดงามอยู่กลางสวนดอกไม้
ในธารน้ำใสสะอาด มีหญิงสาวลงเล่นน้ำหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับโลกใบนี้ให้น่ารื่นรมย์ยิ่งขึ้น
ที่นี่คือสำนักที่มีแต่สตรีล้วน นามว่าสำนักเหมียวอิน
ภายในตำหนักใหญ่ใจกลางสำนัก มีสตรีหลายนางนั่งประชุมกันอยู่
ล้วนเป็นสตรีวัยกลางคนผู้ทรงเสน่ห์ หรือไม่ก็หญิงชราท่าทางน่าเกรงขาม
โดยเฉพาะสตรีวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ประมุข นางแผ่กลิ่นอายสูงส่งและทรงอำนาจ
เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้ พวกเจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรเหมียวฉางอันเจ้าสำนักเหมียวอิน เอ่ยถามเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งเรียงรายอยู่เบื้องล่างด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
ท่านเจ้าสำนัก ข้าว่านังหนูเหมียวอินคงจะเที่ยวเล่นจนเสียคนไปแล้ว ถึงได้กล้าพาผู้ชายแปลกหน้าเข้าสำนัก ข้าเห็นว่าควรสังหารเจ้าหนุ่มนั่นทิ้งเสีย เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมหญิงชราที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดฝั่งขวาเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธ
ข้าเห็นต่าง แม้เหมียวอินจะดูเอาแต่ใจไปบ้าง แต่นางเป็นคนรู้ความและมีเหตุผลเสมอสตรีวัยกลางคนทางฝั่งซ้ายแย้งขึ้น
นางคือผู้อาวุโสใหญ่ ส่วนหญิงชรานั้นคือผู้อาวุโสรอง
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูต่างวัย แต่ในโลกผู้ฝึกตน ย่อมวัดกันที่พลังฝีมือและพรสวรรค์
ส่วนชื่อของเหมียวอินนั้น ก็ตั้งตามชื่อของสำนักนั่นเอง
เฮ้อ! เอาเถอะ รอให้พวกเขากลับมาถึงค่อยว่ากัน ถือเสียว่าให้เกียรติศิษย์รักของข้าสักครั้ง… อีกอย่าง ตามข่าวที่เหมียวชิงอีส่งมา เจ้าหนุ่มที่ชื่อเย่หนานนั่น อย่างน้อยก็มีบุญคุณช่วยกอบกู้ตระกูลเหมียว แม้ข้าจะตัดขาดจากตระกูลเหมียวไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจเมินเฉยต่อเรื่องนี้ได้เหมียวฉางอันกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น
ได้ยินเช่นนั้น เหล่าผู้อาวุโสต่างนิ่งเงียบ มองดูเจ้าสำนักด้วยความเห็นใจ
เอาล่ะ ผู้อาวุโสใหญ่ รบกวนท่านออกไปรับนังหนูนั่นหน่อย ถือโอกาสทดสอบเจ้าหนุ่มเย่หนานนั่นด้วย ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะเข้าสำนักเหมียวอินก็เข้าได้ง่าย ๆน้ำเสียงของเหมียวฉางอันแฝงความจริงจัง
รับทราบเจ้าค่ะ ท่านเจ้าสำนักผู้อาวุโสใหญ่ลุกขึ้นคารวะ ก่อนจะเดินออกจากตำหนักไป
เมื่อออกมาด้านนอก ผู้อาวุโสใหญ่สะบัดมือวูบหนึ่ง
วูบ!
วิหคยักษ์ขนสีเทาสง่างามตัวหนึ่งบินโฉบลงมาหมอบอยู่เบื้องหน้านาง
มันก้มหัวลงอย่างนอบน้อม ผู้อาวุโสใหญ่ก้าวขึ้นไปยืนบนหลังของมันอย่างมั่นคง
ฟึ่บ!
พริบตาเดียว วิหคยักษ์ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งออกจากสำนักเหมียวอินด้วยความเร็วสูงลิบ
หลังจากผู้อาวุโสใหญ่จากไป ในพุ่มไม้ด้านล่าง เงาร่างสองสายที่ซุ่มซ่อนอยู่ก็โผล่หัวออกมา
ท่านอาจารย์… เรายังจะเข้าไปอีกเหรอขอรับ แค่นกยักษ์เมื่อกี้ ข้าว่าพลังมันพอ ๆ กับท่านอาจารย์เลยนะชางเนี่ยนกลืนน้ำลาย เริ่มถอดใจ
กลัวอะไร เราแค่ต้องระวังตัวให้มาก ตราบใดที่พวกระดับสูงของสำนักไม่จับได้ เราก็ปลอดภัย ทันทีที่หาท่านผู้อาวุโสเย่เจอ ทุกอย่างก็จบปากบอกไม่กลัว แต่ในใจชางหยวนก็เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
ท่านอาจารย์… งั้นท่านเข้าไปหาท่านผู้อาวุโสเย่คนเดียวดีไหม ข้ารออยู่ข้างนอกนี่แหละ ข้าพลังน้อยนิด กลัวจะเป็นตัวถ่วงท่านชางเนี่ยนหัวไวนึกข้ออ้างได้ทันควัน
เพียะ!
ฝ่ามืออรหันต์ฟาดเข้าที่กบาลของชางเนี่ยนเต็มรัก
ไอ้ศิษย์ไม่รักดี! มาถึงขนาดนี้แล้วจะมาปอดแหกอะไร มีอาจารย์ผู้เก่งกาจอย่างข้าคอยคุ้มครอง ใครจะกล้าแตะต้องเจ้า!ชางหยวนถลึงตาใส่ศิษย์รัก
แล้วคราวที่แล้วล่ะ จนป่านนี้ข้ายังรู้สึกเจ็บระบมอยู่เลยชางเนี่ยนบ่นอุบอิบ
เลิกพูดมาก! ตามข้ามาเงียบ ๆ อย่าให้คลาดสายตาเชียว!ชางหยวนตวาดเสียงเขียว ก่อนจะลากคอศิษย์รักให้เดินตามเข้าไปอย่างทุลักทุเล