แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 186 โหมดคุ้มคลั่ง
แค้กๆๆ…
เมื่อฝุ่นควันจางลง เย่หนานก็ตะเกียกตะกายดึงศีรษะออกมาจากหลุมที่ยุบตัวลงไปในก้อนหินยักษ์ด้วยสภาพมอมแมม เขาถุยดินทรายออกจากปากสองสามที
บัดซบเอ๊ย! ไอ้ปัญญาอ่อน นี่มันปัญญาอ่อนขนานแท้! มีพาหนะบ้านไหนพอแบตหมดแล้วพุ่งชนหินบ้างวะ? เย่หนานปัดฝุ่นตามตัวพลางชี้หน้าด่ากราดใส่อาชาจักรพรรดิที่ฝังแน่นอยู่ในหิน
ทันทีที่เครื่องยนต์ดับสนิท ห่วงโซ่ทองคำที่เคยรัดตรึงราวกับปลิงดูดเลือดก็หมองแสงลง ก่อนจะคลายตัวออกพร้อมเสียง กริ๊ก
เย่หนานระบายอารมณ์ด้วยการเตะเข้าไปที่ตัวรถแข็งโป๊กเสียงดังลั่น โป๊ก!
แน่จริงก็ซ่าต่อสิ! แบตหมดแล้วล่ะสิ? ยังมีหน้ามาบอกว่าโหมดคุ้มคลั่ง ข้าว่าโหมดส่งวิญญาณลงนรกเสียมากกว่า!
ทว่าสภาพของคนอื่นๆ ด้านหลังนั้นดูอนาถยิ่งกว่าเย่หนานหลายเท่า
อ้วก…
เซวี่ยขวงคลานลงมาจากรถเป็นคนแรก สองมือยันพื้นแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างหมดสภาพ แทบจะคายน้ำดีออกมาด้วย
ละ… ลูกพี่… อ้วก… พาหนะนี่มัน… ระ… เร้าใจเกินไปแล้ว… กระดูกกระเดี้ยวข้า… อ้วก… ใบหน้าของเซวี่ยขวงซีดเผือด แววตาเลื่อนลอย ราวกับวิญญาณหลุดลอยไปกับการซิ่งนรกแตกเมื่อครู่
ชางหยวนเองก็สภาพไม่ต่างกัน เขาเกาะต้นไม้สีดำต้นหนึ่งไว้แน่น พยายามกลั้นอาเจียนจนตัวสั่นเทา ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่
ส่วนอวี๋ชิงที่มีตบะอ่อนด้อยที่สุด บัดนี้ลงไปนอนน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือกขาว สลบเหมือดคาพงหญ้าไปเรียบร้อยแล้ว วิญญาณคงยังวิ่งตามมาไม่ทันร่าง
มีเพียงเมี่ยวฉางอันที่อาการดีกว่าใครเพื่อน แม้ใบหน้าจะขาวซีดและหน้าอกกระเพื่อมไหวจากการหอบหายใจอย่างรุนแรง แต่นางก็รีบโคจรพลังปรับลมปราณในกายให้เข้าที่
นางมองเย่หนานด้วยสายตาที่ซับซ้อนระคนเลื่อมใส ภายใต้แรงกระแทกมหาศาลขนาดนั้น ร่างกายของเขากลับเพียงแค่เปรอะเปื้อนฝุ่นโคลน ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย กายาของผู้อาวุโสท่านนี้ช่างแข็งแกร่งจนน่าตระหนก!
พวกเจ้านี่อ่อนหัดชะมัด กลับไปต้องฝึกให้หนักกว่านี้นะ เย่หนานมองสภาพดูไม่ได้ของลูกทีมพลางเบ้ปาก โดยไม่พูดถึงความจริงที่ว่าเมื่อครู่เขาก็เกือบจะราดกางเกงเหมือนกัน
เขาหันกลับไปมองอาชาจักรพรรดิที่ฝังอยู่ในหิน แม้ปากจะด่าทอสาปส่ง แต่ในใจก็อดเสียดายไม่ได้ นี่เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยชิ้นเดียวที่เขามีในโลกต่างมิติแห่งนี้
เย่หนานคว้าแฮนด์รถแล้วออกแรงดึง กระชากอาชาจักรพรรดิออกมาจากก้อนหินเสียงดังครืดคราด
หลังจากตรวจสอบดูรอบๆ เย่หนานก็ต้องอุทานด้วยความทึ่ง โอ้โห คุณภาพคับแก้ว สีไม่ถลอกสักนิด
ไม่รู้ว่าอาชาจักรพรรดิสร้างขึ้นจากวัสดุชนิดใด แม้จะผ่านการพุ่งชนด้วยความเร็วระดับนั้น ตัวถังยังคงไร้รอยขีดข่วน แขนกลทั้งสองข้างก็ถูกเก็บกลับเข้าไปอย่างเรียบร้อย
เก็บไว้ก่อนแล้วกัน ว่างๆ ค่อยหาวิธีชาร์จไฟให้แก เย่หนานสะบัดมือ เก็บอาชาจักรพรรดิกลับเข้าสู่ระบบ
เมื่อสิ้นเสียงเครื่องยนต์คำราม บรรยากาศรอบด้านก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัด… เงียบจนน่าขนลุก
ถึงตอนนี้ ทุกคนเพิ่งจะมีสติพิจารณาสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ที่นี่คือป่าดงดิบอันทึบหนา แต่สิ่งที่แตกต่างจากโลกภายนอกคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ล้วนเป็นสีดำ
ลำต้นสีดำ ใบไม้สีดำ แม้แต่หญ้าและดินโคลนใต้เท้าก็ดำสนิทราวกับน้ำหมึก แผ่กลิ่นอายยะเยือกชวนสยดสยอง
ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดกดต่ำราวกับจะถล่มลงมา ไร้ซึ่งแสงตะวัน มีเพียงหมอกสีเทาจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ
ผู้อาวุโส ที่นี่ดูแปลกพิกลเจ้าค่ะ เมี่ยวฉางอันเดินเข้ามาหาเย่หนานหลังจากปรับลมปราณเสร็จ สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล อากาศที่นี่แทบไม่มีพลังปราณธรรมชาติหลงเหลืออยู่เลย มิหนำซ้ำ… พลังตบะของข้าดูเหมือนจะถูกกดดัน จนสามารถสำแดงพลังออกมาได้ไม่ถึงห้าส่วน
ข้าก็รู้สึกเช่นกันขอรับ เซวี่ยขวงที่เพิ่งเช็ดปากเสร็จเดินโซซัดโซเซเข้ามาสมทบ การโคจรพลังในร่างติดขัดไปหมด เหมือนกำลังแหวกว่ายอยู่ในโคลนตม
เย่หนานได้ยินดังนั้นจึงลองสำรวจตัวเองดูบ้าง
หือ? ข้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย? เย่หนานเกาหัวแกรกๆ
เขาอยู่เพียงขอบเขตกลั่นลมปราณ พลังอันน้อยนิดในร่างแทบไม่มีค่าให้พูดถึง ปกติเวลาสู้เขาก็ใช้พละกำลังของร่างกายและกระทะก้นดำฟาดฟันศัตรูอยู่แล้ว ดังนั้นกฎเกณฑ์การกดดันพลังปราณจึงไร้ผลต่อเขาโดยสิ้นเชิง
สมกับเป็นท่านผู้อาวุโส ผู้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร กฎเกณฑ์ฟ้าดินไม่อาจพันธนาการท่านได้จริงๆ เซวี่ยขวงไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย รีบสอดแทรกคำเยินยอทันที
พอได้แล้ว เลิกพล่ามแล้วไปปลุกอวี๋ชิงขึ้นมา เราต้องไปดูข้างหน้ากันต่อ เย่หนานใช้เท้าเขี่ยชางหยวนที่ยังนั่งพิงต้นไม้ทำท่าเหมือนจะตาย
ชางหยวนจำใจลุกขึ้น เดินไปกรอกยาใส่อวี๋ชิงแล้วกดจุดชีพจรจนอีกฝ่ายได้สติ
หลังจากจัดแจงสภาพร่างกายที่ยับเยินให้เข้าที่ คณะเดินทางก็เริ่มออกเดินสำรวจป่าสีดำแห่งนี้ด้วยความระมัดระวัง
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่ว ไม่มีเสียงแมลงหรือสัตว์ป่า มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาที่ย่ำลงบนใบไม้แห้งสีดำดัง กรอบแกรบ
กร๊อบ!
จู่ๆ เย่หนานที่เดินนำหน้าก็เหยียบเข้ากับวัตถุบางอย่างจนแตกละเอียด
เขาก้มลงมองแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย
มันคือโครงกระดูกขนาดมหึมา ดูเหมือนจะเป็นกระดูกของสัตว์อสูรที่ผุกร่อนไปกว่าครึ่ง จมอยู่ในดินโคลนสีดำ
กระดูกนี่… ดูท่าจะเก่าน่าดู เย่หนานใช้เท้าเขี่ยเบาๆ โครงกระดูกนั้นก็สลายกลายเป็นผุยผงทันที
ผู้อาวุโส ระวังตัวด้วยเจ้าค่ะ! เมี่ยวฉางอันส่งเสียงเตือนต่ำๆ กระบี่ในมือถูกชักออกมาทันที ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังความมืดมิดทางด้านขวา
ซูม… ซูม…
เสียงเสียดสีแผ่วเบาที่ชวนให้หนังศีรษะชาหนึบดังแว่วออกมาจากความมืด
ทันใดนั้น ดวงตาสีแดงฉานคู่แล้วคู่เล่าก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางป่าทึบ มันส่องแสงวาวโรจน์หนาแน่นจนนับจำนวนไม่ถ้วน
บัดซบ! หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ! เซวี่ยขวงกระชับดาบใหญ่ในมือแน่น เหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมากลางฝ่ามือ
เมื่อเพ่งมองผ่านความสลัว ในที่สุดพวกเขาก็เห็นร่างจริงของเจ้าของดวงตาเหล่านั้น
มันคือฝูงหมาป่ายักษ์สีดำทมิฬ แต่ละตัวมีขนาดใหญ่โตราวกับกระบือ เขี้ยวขาวโง้งยาวพ้นริมฝีปาก น้ำลายเหม็นเน่าหยดลงพื้น ขนสีดำของพวกมันกลมกลืนไปกับความมืดรอบกาย
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ บนร่างของพวกมันไร้ซึ่งกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต แต่กลับตลบอบอวลไปด้วยไอแห่งความตายอันเข้มข้น
นี่มัน… สัตว์อสูรวิญญาณมรณะ? เมี่ยวฉางอันหน้าถอดสี
จะตายหรือจะเป็น ใครขวางทางข้า… ตาย!
เย่หนานจ้องมองฝูงหมาป่าที่กำลังโอบล้อมเข้ามา แทนที่จะหวาดกลัว เขากลับแลบลิ้นเลียริมฝีปาก แววตาฉายประกายความตื่นเต้น
ในเมื่ออาชาจักรพรรดิแบตหมด ก็ได้เวลาออกกำลังยืดเส้นยืดสายด้วยตัวเองเสียที
ดีเลย ข้ากำลังหิวพอดี ไม่รู้ว่าเนื้อหมาป่าย่างแถวนี้รสชาติจะเป็นยังไง
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่หนาน เมี่ยวฉางอันและคนอื่นๆ ที่กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด แทบจะเข่าอ่อนลงไปกองกับพื้น
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ผู้อาวุโสยังจะมีกะจิตกะใจคิดเรื่องกินอยู่อีกหรือนี่!