แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 208 เผชิญหน้ากับพายุ
ฮึ่ม!
หลิงหลงไม่เอ่ยคำใดอีก เพียงแต่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอเพื่อแสดงความไม่พอใจ
ไม่มีเจตนาอื่น เช่นนั้นเจ้ามาที่นี่เพื่อการใด อวี้เซียนถามด้วยความระแวง แม้ในใจจะยังลอบตื่นตะลึงที่หลานหลิงสามารถรอดพ้นจากแรงระเบิดมหาศาลระดับนั้นมาได้
ข้าเพียงต้องการเจรจาเรื่องบัวหยกม่วงเหมันต์ดอกนั้น หากพวกเจ้ายินดีแลกเปลี่ยน จะเป็นเคล็ดวิชา หรือสมบัติวิเศษ ข้าก็พร้อมจ่าย หลานหลิงยื่นข้อเสนอ สายตาจับจ้องไปที่กลุ่มของอวี้เซียน
ในสมองของนางมีเคล็ดวิชาระดับสูงมากมายที่สืบทอดมาจากอดีตชาติ แต่สมบัติวิเศษที่ติดตัวมาในชาตินี้มีจำกัด แม้จะมีของดีอยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจเทียบกับคลังความรู้ที่มีได้
ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นเตาหลอมสีดำทมิฬที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล ใจของหลานหลิงก็เต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น นางภาวนาในใจขอให้อีกฝ่ายเลือกเคล็ดวิชาเถิด
ไม่ต้องลำบากหรอก พวกเราไม่อยากเสวนากับเจ้า อวี้เซียนส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
เรื่องของฉีซวนกับผู้เฒ่าฉวนก่อนหน้านี้ ข้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย พวกเราเพียงแค่บังเอิญพบกันระหว่างทางและร่วมทางกันชั่วคราวเท่านั้น ตอนที่พวกเขาลงมือ ข้าก็ไม่ได้เข้าไปร่วมวงด้วย หลานหลิงพยายามอธิบาย เพราะเข้าใจว่าที่อวี้เซียนตั้งแง่รังเกียจเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่
ข้ารู้… มิเช่นนั้นข้าคงไม่เสียเวลายืนคุยกับเจ้าอยู่ตรงนี้หรอก ไปซะเถอะ เลิกหวังในบัวหยกม่วงเหมันต์ดอกนี้ได้แล้ว อวี้เซียนเอ่ยปากไล่ตรงๆ
หากข้าเสนอเคล็ดวิชาระดับราชันแลกกับบัวหยกม่วงเหมันต์เล่า พวกเจ้าจะว่าอย่างไร หลานหลิงยังไม่ยอมแพ้ เพิ่มเดิมพันให้สูงขึ้น
สำหรับนางแล้ว บัวหยกม่วงเหมันต์ไม่ใช่สิ่งเดียวที่นางต้องการ แต่มันคือทางลัดที่จะช่วยปลุกพลังกายาพิเศษของนางให้ตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ ยิ่งได้สมุนไพรธาตุน้ำแข็งระดับสูงมากเท่าไหร่ การตื่นรู้ก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นเท่านั้น
เคล็ดวิชาระดับราชันมีมูลค่ามหาศาล ย่อมคุ้มค่ากว่าสมุนไพรเพียงดอกเดียวในสายตาคนทั่วไป นางจึงมั่นใจว่าข้อเสนอนี้จะทำให้อีกฝ่ายใจอ่อน
ทว่านางคิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกปฏิเสธซ้ำสอง และยังมาจากกลุ่มคนกลุ่มเดิม
เมื่อได้ยินคำว่า เคล็ดวิชาระดับราชัน อวี้เซียนและหลิงหลงแทบไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แต่หญิงชราและเด็กสาวชุดดำกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
พวกนางไม่คาดคิดว่าหญิงสาวตรงหน้าจะมีเคล็ดวิชาระดับตำนานเช่นนี้อยู่ในครอบครอง แถมดูจากท่าทีเฉยชาของนางแล้ว ราวกับว่าเคล็ดวิชาระดับราชันเป็นเพียงของดาดดื่นที่หาได้ทั่วไป ถึงขนาดยอมเอามาแลกกับสมุนไพรเพียงต้นเดียว
ต้องยอมรับว่าข้อเสนอนี้น่าเย้ายวนใจยิ่งนัก ตระกูลของพวกนางเองก็มีเคล็ดวิชาระดับราชันอยู่เพียงเล่มเดียว ซึ่งถือเป็นสมบัติล้ำค่าสูงสุดของตระกูล มีเพียงสมาชิกระดับแกนนำเท่านั้นที่มีสิทธิ์ฝึกฝน
แต่เมื่อนึกถึงอาการเจ็บป่วยของนายน้อย หญิงชราจำต้องข่มใจสะกดความโลภเอาไว้
ไม่จำเป็น เชิญเจ้ากลับไปเถิด! อวี้เซียนยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งอีกครั้ง
หลานหลิงถึงกับชะงัก นางมั่นใจว่าไม้ตายนี้ต้องได้ผล แต่กลับผิดคาด
หญิงชราและเด็กสาวชุดดำมองอวี้เซียนด้วยสายตาแปลกใจ แต่เมื่อนึกถึงคลังสมบัติเคลื่อนที่อย่างหลิงหลง พวกนางก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมอวี้เซียนถึงไม่แยแสของพรรค์นี้
หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หลานหลิงก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย นางเข้าใจสถานการณ์ดี
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องปล่อยไป หลานหลิงไม่คิดจะดึงดันต่อ การปลุกพลังกายาอาจล่าช้าไปบ้าง แต่ด้วยความสามารถของนาง การหาสมุนไพรชิ้นอื่นมาทดแทนย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง
เมื่อร่างของหลานหลิงลับสายตาไป อวี้เซียนก็ขมวดคิ้วมุ่น
นางสังหรณ์ใจว่าผู้หญิงคนนี้อันตรายและจะเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงขึ้นเรื่อยๆ
ดูท่าข้าต้องระวังตัวให้มากขึ้น และต้องหาโอกาสบอกเรื่องนี้ให้คุณชายเย่ได้รับรู้ อวี้เซียนเตือนตัวเองในใจ
แม่นางอวี้ คุณหนูของข้าจำเป็นต้องรีบดูดซับพลังของบัวหยกม่วงเหมันต์ อาจจะต้องเสียเวลาพักอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง ก่อนจะออกเดินทางต่อ หญิงชรากล่าวกับอวี้เซียนด้วยความนอบน้อม
แม้วรยุทธ์ของอวี้เซียนจะด้อยกว่า แต่นางยกย่องให้อวี้เซียนและหลิงหลงอยู่ในสถานะที่สูงส่งกว่าตระกูลของนางไปแล้ว
ได้สิ แต่แถวนี้ไม่ค่อยปลอดภัย พวกเราหาที่หลบซ่อนตัวที่มิดชิดกว่านี้กันเถอะ อวี้เซียนพยักหน้าเห็นด้วย
ทั้งกลุ่มไม่รอช้า รีบพาตัวหลิงหลงที่ยังคงทำหน้าบึ้งตึงออกเดินทางจากจุดนั้นทันที
ตลอดทาง อวี้เซียนคอยจ้องมองหลิงหลงตาไม่กระพริบ กลัวว่าแม่ตัวดีจะนึกสนุกควักระเบิดมหาประลัยออกมาเล่นอีก
ไม่นานนัก พวกนางก็พบถ้ำแห่งหนึ่งที่ดูลับตาคนและปลอดภัยพอสมควร
อาจเป็นเพราะอานิสงส์จากแรงระเบิดก่อนหน้านี้ ทำให้สัตว์อสูรในละแวกนี้หายจ้อยไปหมด ซึ่งช่วยลดภาระให้พวกนางได้มากโข
เมื่อเข้าไปในถ้ำ เด็กสาวชุดดำรับบัวหยกม่วงเหมันต์จากหญิงชรา แล้วเริ่มนั่งขัดสมาธิโคจรพลังดูดซับฤทธิ์ยาทันที
เดิมทีนางตั้งใจจะรอให้ถึงกำหนดอาการกำเริบครั้งต่อไปก่อนค่อยใช้ แต่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านเช่นนี้ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีที่สุด
ทว่า… ในขณะที่เด็กสาวชุดดำกำลังเข้าฌานอยู่นั้น
เสียงตูมตามโครมครามดังสนั่นมาจากด้านนอกถ้ำ ราวกับมีกองทัพคนกำลังวิ่งไล่กวดกันมา พร้อมกับเสียงตะโกนด่าทอที่ดังลั่นป่า
ไอ้หัวขโมย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! วางของของพวกข้าลงซะ ไม่งั้นข้าจะแล่เนื้อเจ้าเป็นพันชิ้น!
ฮ่าๆๆ… แน่จริงก็ตามมาให้ทันสิโว้ย! มาเผชิญหน้ากับพายุสายลมกันหน่อยเป็นไง!
ภาพที่ปรากฏภายนอกคือชายชราในชุดนักพรตสภาพมอมแมม ผมเผ้ารุงรัง กำลังวิ่งหนีสุดชีวิต บนตัวพะรุงพะรังไปด้วยห่อผ้าขนาดใหญ่หลายห่อ นิ้วมือทั้งสิบนิ้วสวมแหวนมิติวงโตจนครบทุกนิ้ว
หือ เสียงนี้มันคุ้นๆ แฮะ หลิงหลงที่นั่งเบื่ออยู่ในถ้ำเงี่ยหูฟัง พึมพำกับตัวเอง
แต่เสียงข้างนอกมันอึกทึกเกินไป อวี้เซียนเองก็รู้สึกคุ้นหูเช่นกัน แต่ก็นึกไม่ออกทันทีว่าเป็นใคร
ยกเว้นเด็กสาวชุดดำที่กำลังเข้าฌาน อวี้เซียน หญิงชรา และหลิงหลง ต่างพากันย่องไปแอบดูที่ปากถ้ำ
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ข้างนอก ทั้งสามคนถึงกับตะลึงตาค้าง
ข้าว่าแล้วเชียวเสียงคุ้นๆ ที่แท้ก็เจ้าศิษย์น้องซกมกนี่เอง หลิงหลงเบ้ปากด้วยความเอือมระอา
เขาเข้ามาที่นี่ได้ยังไงกัน อวี้เซียนทำหน้าประหลาดใจ
นักพรตยาจกผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น มู่เป่ยเฉิน นั่นเอง
พี่สาวอวี้เซียน เราจะออกไปช่วยเขาไหม หลิงหลงหันไปถามอวี้เซียน พลางถูมือไปมาด้วยความคันไม้คันมืออยากร่วมวง
อย่าเพิ่งเลย เขายังไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างตอนนี้เราไม่ควรเปิดเผยตัว คุณหนูคนนั้นกำลังดูดซับยาอยู่ในช่วงสำคัญ ห้ามใครมารบกวนเด็ดขาด เอาไว้ค่อยตามไปสมทบทีหลังก็แล้วกัน อวี้เซียนมองกลับเข้าไปในถ้ำ พลางกระซิบตอบ
เหตุผลจริงๆ ที่อวี้เซียนไม่อยากออกไป คือนางกลัวว่าถ้าปล่อยหลิงหลงออกไปอาละวาด แม่คุณจะบ้าดีเดือดควักระเบิดออกมาบึ้มพวกเดียวกันเองจนเละเทะไปหมด
หญิงชราที่ฟังบทสนทนาอยู่ก็จับใจความได้ว่า นักพรตยาจกที่กำลังวิ่งนำหน้าฝูงชนอยู่นั้น เป็นคนกันเองกับพวกนาง
แต่สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจคือ นักพรตผู้นั้นมีตบะเพียงขั้นนภาเร้นลับขั้นสูงสุดเท่านั้น แต่ทำไมเหล่ายอดฝีมือที่ไล่ตามหลังมาเป็นโขยงถึงตามไม่ทัน ทั้งที่ทิ้งระยะห่างกันแค่สิบเมตรแทบจะเอื้อมถึง
ในกลุ่มผู้ไล่ล่านั้น มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้น กายาคงกระพัน ปะปนอยู่หลายคน ทุกคนดูโกรธเกรี้ยวจริงจัง ไม่เหมือนกำลังเล่นละครตบตา
อวี้เซียนมองภาพนั้นด้วยแววตาครุ่นคิด ลูกศิษย์ของเย่หนานย่อมไม่ธรรมดา จะใช้สามัญสำนึกมาตัดสินไม่ได้
คิกคิกคิก… ตลกชะมัดเลย มีเพียงหลิงหลงที่เอามือปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
บัดซบ! ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้วะ แค่ไอ้อ่อนตัวเดียว ทำไมพวกเราถึงไล่ตามมันไม่ทันสักที หนึ่งในผู้ไล่ล่าสบถออกมาด้วยความหัวเสีย
ไม่ใช่แค่เขา คนอื่นๆ ในกลุ่มต่างก็หน้าเขียวหน้าเหลืองด้วยความโมโห
บางคนถึงขั้นระเบิดพลังปราณบินพุ่งเข้าไปหมายจะดักหน้ามู่เป่ยเฉิน
แต่เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น ไม่ว่าพวกเขาจะเร่งความเร็วแค่ไหน จะวิ่งหรือจะบิน มู่เป่ยเฉินก็จะรักษาระยะห่างสิบเมตรไว้อย่างคงที่เสมอ ราวกับเขากำลังเล่นตลกกับพวกมัน
พวกเขาก็ไม่กล้าโจมตีระยะไกล เพราะกลัวว่าจะไปโดนแหวนมิติหรือห่อผ้าที่มู่เป่ยเฉินแบกอยู่ ซึ่งข้างในนั้นเต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าของพวกตน เกรงว่าสมบัติจะเสียหาย
ดังนั้น ภาพการไล่ล่าแบบแมวจับหนูที่ไม่มีวันจบสิ้น จึงกลายเป็นฉากตลกขบขันกลางป่าใหญ่ที่ใครเห็นเป็นต้องงง