แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 213 สองพ่อลูกตระกูลจินผู้ตกยาก
ฮึ่ม! อยากเห็นนักข้าก็จะให้ดู จะได้รู้ว่าข้าไม่ได้โม้! เสวี่ยขวงหาได้หวาดกลัวว่าจะมีผู้ใดมาแย่งชิงไม่ ในเมื่อเย่หนานยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ เขาจะกลัวหาพระแสงอะไร เขาจัดการคลี่ม้วนคัมภีร์เคล็ดวิชาในมือออก แล้วชูให้ฝูงชนเบื้องหน้าได้ทัศนาเป็นขวัญตา
จะ… จริงด้วย! นี่มันเคล็ดวิชาระดับแปดของจริง! เสียงลมหายใจหอบถี่ดังขึ้นจากรอบทิศทาง
ยอดฝีมือขั้นกายาคงกระพันหลายคนในตอนแรกไม่ได้ให้ความสนใจนัก แต่พอเห็นว่าเป็นของจริง หัวใจของพวกเขาก็เต้นระรัวด้วยความละโมบ
โดยเฉพาะพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ไร้ปูมหลัง ไร้สำนักหนุนหลัง ต้องปากกัดตีนถีบสู้ชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด ต่อให้พรสวรรค์ดีจนฝ่าฟันมาถึงขั้นกายาคงกระพันได้ แต่เรื่องของวิเศษและเคล็ดวิชากลับเป็นจุดอ่อนที่แก้ไม่ตก เว้นแต่จะมีวาสนาหล่นทับไปเจอสุสานยอดคนหรือการสืบทอดมรดกเข้า ซึ่งคนดวงดีขนาดนั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ฮ่าๆๆ! ของดีแบบนี้ เอามาให้ข้าเถอะ! ทันใดนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกายาคงกระพันคนหนึ่งทนไม่ไหว พุ่งตัวเข้าใส่หมายจะสังหารเสวี่ยขวงเพื่อชิงคัมภีร์
เสวี่ยขวงสะดุ้งโหยง ตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นยอดฝีมือพุ่งเข้ามา
ทว่าในพริบตาถัดมา…
ตูม!
ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นถูกฝ่ามือที่มองไม่เห็นกระแทกอัดลงกับพื้นจนแหลกเหลวคาที่ พื้นดินระเบิดเป็นหลุมลึก
เย่หนานชักมือกลับอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าเรียบเฉยแฝงแววดูแคลน
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่เหลือต่างพากันสะดุ้งโหยงด้วยความขวัญเสีย รีบกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวง
เลิกมองหาได้แล้ว ตราบใดที่พวกเจ้าไม่มีจิตคิดชั่ว และตั้งใจช่วยข้าตามหาคน เคล็ดวิชาพวกนี้ย่อมตกเป็นของพวกเจ้าแน่นอน แต่ถ้าใครยังกล้าลองดีเหมือนไอ้คนที่นอนอยู่ในหลุมนั่น… ก็เตรียมตัวไปคุยกับรากมะม่วงได้เลย! เสวี่ยขวงรู้ดีว่าเป็นฝีมือเย่หนาน ยามนี้เขาจึงยืดอกตะโกนสั่งการด้วยความลำพองใจ
การได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ตะคอกใส่ยอดฝีมือขั้นกายาคงกระพัน ทั้งที่ตัวเองเป็นแค่ขั้นนภาเร้นลับ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ฟินสุดๆ!
เมื่อได้ยินคำขู่ของเสวี่ยขวง ฝูงชนเริ่มได้สติ
ครานี้ทุกคนต่างมองเสวี่ยขวงด้วยความยำเกรง ไม่มีใครกล้าดูแคลนนักพรตขั้นนภาเร้นลับผู้นี้อีก เพราะชัดเจนว่ามีตัวตนระดับมหาประลัยคอยคุ้มกันเขาอยู่ในเงามืด
โดยเฉพาะชายชราที่เพิ่งด่าเสวี่ยขวงไปเมื่อครู่ ตอนนี้ขาสั่นพั่บๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่
ตกลง! ข้ารับคำท้า! แต่เจ้ามีคัมภีร์แค่เล่มเดียว พวกเรามีกันตั้งเยอะแยะ หากหาคนเจอพร้อมกันจะแบ่งกันยังไง ใครคนหนึ่งถามขึ้น ซึ่งเป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้
วูบ!
เสวี่ยขวงไม่รอช้า สะบัดมือวูบหนึ่ง กองคัมภีร์เคล็ดวิชากองมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้า
ภาพนี้ทำเอาทุกคนอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปไข่ได้
เพื่อให้ทุกคนเชื่อสนิทใจ เสวี่ยขวงสุ่มเปิดคัมภีร์อีกหลายเล่มให้ดูรัวๆ
เห็นกันชัดๆ แล้วนะ ข้าไม่มีคำว่าหลอกลวง ขอแค่ทำงานให้จริงจัง เคล็ดวิชาแจกไม่อั้นแน่นอน! แต่… ถ้าใครคิดจะอู้งานหรือมาต้มตุ๋นข้า ข้ารับรองว่ามันผู้นั้นไม่มีวันได้เดินออกจากป่าหมอกปีศาจแห่งนี้ไปในสภาพคนปกติแน่! สายตาของเสวี่ยขวงวาวโรจน์จ้องมองทุกคน
ยามนี้ทุกคนต่างเชื่อสนิทใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ขนาดตบยอดฝีมือขั้นกายาคงกระพันตายได้ในทีเดียว จะตบพวกเขาก็คงง่ายเหมือนตบยุง
ตกลง! ข้าเอาด้วย! เสียงขานรับเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงเซ็งแซ่
และแล้ว เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มาชุมนุมกันต่างแยกย้ายกระจายตัวกันออกไปตามหาเด็กหญิงในรูปวาดราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
ในเมื่อยังเข้าไปในลำแสงสีทองไม่ได้ การไปตามหาคนเพื่อแลกกับเคล็ดวิชาล้ำค่าก็นับเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขาแล้ว
ไม่นานนัก คลื่นมหาชนก็กระจายตัวออกไปรอบทิศทางโดยยึดเอาลำแสงสีทองเป็นศูนย์กลาง แต่ละคนพยายามมองหาเบาะแสอย่างเอาเป็นเอาตาย
เจ้าหมอนี่มันเป็นงานจริงๆ แฮะ เย่หนานมองเสวี่ยขวงจากระยะไกลพลางยิ้มมุมปาก
เขาเห็นอยู่ว่าเสวี่ยขวงไม่ได้งัดคัมภีร์ระดับเก้าออกมาแจก แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
ขอแค่ทำงานสำเร็จ เรื่องเคล็ดวิชาเขาไม่มีคำว่าขี้เหนียวอยู่แล้ว
ความจริงเสวี่ยขวงเองก็คอยชำเลืองมองสีหน้าเย่หนานอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าลูกพี่ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังดูพึงพอใจ แผ่นหลังที่เคยชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ก็ค่อยๆ แห้งลง
นั่นไงล่ะ! ขนาดลูกพี่ยังเอาไว้ใช้จุดไฟทำกับข้าว ข้าจะจิ๊กเก็บไว้ใช้เองบ้างนิดๆ หน่อยๆ คงไม่เสียหายหรอกมั้ง ฮิฮิฮิ… เสวี่ยขวงแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
ตัดมาอีกด้านหนึ่ง กลุ่มของหลิงหลงยังไม่รู้ตัวเลยว่าบัดนี้มี กองทัพนักล่าค่าหัว จำนวนมหาศาลกำลังดาหน้ากันเข้ามาตามหานาง
ฮี่ๆๆ… ศิษย์พี่หญิง นี่คือของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ที่ศิษย์น้องคนนี้ตั้งใจมอบให้ท่านขอรับ
มู่เป่ยเฉินที่ฟื้นตัวแล้ว กำลังเอาสมบัติที่เขา หยิบยืม มาจากพวกที่ไล่ตามเขา นำมาวางแบแบ่งครึ่งกับหลิงหลงอย่างหน้าบาน
หลิงหลงไม่ได้ปฏิเสธ นางเปิดดูห่อผ้าและแหวนมิติแต่ละวงด้วยท่าทางพินิจพิเคราะห์
เอาเถอะ ข้าขอเก็บแค่สมุนไพรวิญญาณกับหินปราณพวกนี้ไว้ก็พอ ส่วนอย่างอื่นข้าไม่อยากได้ รกกระเป๋าเปล่าๆ หลิงหลงทำหน้ายู่ โยนพวกคัมภีร์และอาวุธระดับธรรมดาๆ ทิ้งไปกองไว้อีกทางอย่างไม่ไยดี
สมุนไพรน่ะเก็บไว้ให้พี่ชายหนาน ส่วนหินปราณเอาไว้ใช้ซื้อของกินของเล่นตามประสาเด็ก
ได้เลยครับ ได้เลย! มู่เป่ยเฉินรีบรับคำ ของที่หลิงหลงไม่เอาเขาก็รวบเก็บไว้เอง เอาไปขายต่อย่อมได้ราคาดี
ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังแบ่งสันปันส่วนของที่ได้มาอย่างสนุกสนาน จู่ๆ เงาร่างสองสายก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง
ตูม!
ร่างทั้งสองกระแทกพื้นเข้าอย่างจังต่อหน้าต่อตากลุ่มของหลิงหลง จนพื้นดินเป็นหลุมยุบ
นั่นตัวอะไรน่ะ มู่เป่ยเฉินและคนอื่นๆ สะดุ้งโหยง
เมื่อฝุ่นจางลง ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนทำหน้าปูเลี่ยนๆ
มันคือมนุษย์ตุ้ยนุ้ยสองคน คนหนึ่งยังหนุ่มแน่น อีกคนเป็นชายวัยกลางคน สภาพของทั้งคู่ดูอนาถยิ่งนัก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
ฮ่าๆๆ! หนีสิ! ทำไมไม่หนีต่อล่ะ
ยังไม่ทันที่พวกหลิงหลงจะได้เอ่ยถาม เสียงหัวเราะอันจองหองก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏตัวขึ้น
วูบ! วูบ! วูบ!
เพียงพริบตาเดียว เงาร่างเจ็ดแปดสายก็ทะยานลงมาล้อมรอบหลุมนั้นไว้
ผู้นำกลุ่มคือชายหนุ่มในชุดคลุมสีเหลืองทองเคียงข้างมากับชายชราผู้หนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นผู้ติดตามในชุดสีเดียวกันหมด
สิ่งที่ทำให้อวี้เซียนและหญิงชราแม่นมตระกูลหยุนถึงกับหน้าถอดสี คือระดับตบะของคนกลุ่มนี้ นอกจากชายหนุ่มผู้นำแล้ว คนที่เหลือล้วนมีพลังไม่ต่ำกว่าหญิงชราแม่นมเลย โดยเฉพาะชายชราข้างกายชายหนุ่มชุดเหลืองนั้น กลิ่นอายที่แผ่ออกมามันช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
แต่ที่น่าประหลาดคือ ทั้งที่ดูแข็งแกร่งขนาดนี้ แต่ทุกคนกลับอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าเปื้อนเลือดและมีรอยบาดแผลเต็มตัว ราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักที่เจียนตายมา
แค่ก... พ่อลูกตระกูลจินเราไม่มีความแค้นต่อพวกท่าน เหตุใดต้องกัดไม่ปล่อยเช่นนี้ จินต้าฝูในหลุมลึกเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าซีดเผือด จินต้าเป่าที่หมอบอยู่ข้างๆ ก็อาการสาหัสไม่แพ้กัน
ไม่มีความแค้นงั้นรึ การที่เจ้าครอบครองของสิ่งนั้นถือเป็นความผิดมหันต์ที่สุด! บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าเจ้าได้สมบัติชิ้นนี้มาจากที่ไหน ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าล้างโคตรตระกูลจินของเจ้าซะ! ชายหนุ่มชุดเหลืองคำรามอย่างบ้าคลั่ง ในมือถือเศษไม้แกะสลักที่มีรอยแตกร้าวชิ้นหนึ่ง
ก็เพราะเจ้าไม้แกะสลักเฮงซวยนี่แหละ ที่ทำให้กองกำลังที่เขาพามาต้องพินาศไปกว่าครึ่ง แถมพวกที่เหลือยังบาดเจ็บสาหัสกันหมด
หากพลังในไม้แกะสลักชิ้นนี้ไม่หมดลงเสียก่อน พวกเขาคงได้ไปเฝ้ายมบาลกันหมดป่าหมอกปีศาจแห่งนี้แล้ว
ต่อให้ฆ่าข้าให้ตาย ข้าก็ไม่มีวันบอก! และข้าขอเตือนพวกท่านไว้ก่อน อย่าคิดจะแตะต้องเจ้าของไม้แกะสลักนี้เด็ดขาด มิเช่นนั้นหายนะจะมาเยือนพวกท่านแน่! จินต้าฝูกัดฟันขู่กลับอย่างไม่เกรงกลัว
หายนะ เหอะ! ตระกูลข้าคือหนึ่งในสี่ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งแดนทักษิณ ใครหน้าไหนจะกล้าหือ แม้อีกสามตระกูลยักษ์ใหญ่ที่เหลือยังต้องเกรงใจข้า! ชายหนุ่มชุดเหลืองเชิดหน้าอย่างโอหัง
โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ทันทีที่ไม้แกะสลักชิ้นนั้นปรากฏออกมา อวี้เซียน หลิงหลง และมู่เป่ยเฉิน ต่างก็ตาโตเป็นไข่ห่าน
โดยเฉพาะหลิงหลง นางจำไม้แกะสลักชิ้นนั้นได้แม่นยำ เพราะในกระเป๋านางมีของแบบนี้เพียบ!
นี่! ไอ้เจ้าอ้วน ไม้แกะสลักนั่น… พี่ชายหนานของข้าเป็นคนให้พวกเจ้ามาใช่ไหม
หลิงหลงเดินเท้าสะเอวเข้าไปหาจินต้าฝูและจินต้าเป่า พร้อมเอ่ยถามเสียงใส
คำถามของหลิงหลงทำเอาสองพ่อลูกตระกูลจินถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
พี่ชายหนาน ชื่อนี้มันคุ้นๆ แต่ในหัวที่มึนงงของทั้งคู่ยังนึกไม่ออกทันที
ส่วนชายหนุ่มชุดเหลืองและพวกพ้อง สังเกตเห็นกลุ่มของหลิงหลงนานแล้ว แต่เขามองข้ามไปเพราะเห็นว่าเป็นเพียงมดปลวกไร้ค่าที่ไม่คู่ควรแก่การใส่ใจเท่านั้นเอง