แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 223 ตระกูลหวงผู้บ้าคลั่ง
วูบ!
แสงสว่างวาบขึ้น ร่างของเย่หนาน ชิงมู่ และอวิ๋นซาง ก็มาปรากฏตัวอยู่ที่ตำหนักหลังที่สาม
ภายในตำหนักอันกว้างใหญ่นั้นว่างเปล่า มีเพียงกระจกทองแดงบานมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง
เฮ้! ด่านนี้ให้ทำอะไรอีก เย่หนานตะโกนถามเสียงดัง
จงเอาชนะตนเอง จึงจะผ่านเข้าสู่ด่านที่สี่ได้
เสียงอันเลื่อนลอยดังก้องขึ้นอีกครั้ง
อะไรนะ เอาชนะตัวเอง ล้อกันเล่นหรือเปล่าเนี่ย เย่หนานเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง
วิ้ง…
สิ้นเสียงเย่หนาน พื้นผิวของกระจกทองแดงยักษ์ก็เกิดระลอกคลื่นสั่นไหว
วินาทีต่อมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งสามคน เงาร่างสามสายค่อยๆ เดินออกมาจากกระจก
โอ้โฮเฮะ! โคลนนิ่งชัดๆ! เย่หนานร้องอุทานด้วยความทึ่ง
ท่านอาจารย์ โคลนนิ่งคือสิ่งใดหรือขอรับ ชิงมู่ถามด้วยความสงสัย
เอ่อ… อธิบายยากแฮะ เอาไว้ว่างๆ ค่อยเล่าให้ฟังละกัน เย่หนานโบกมือปัดๆ
ทางด้านอวิ๋นซาง เมื่อได้ยินชิงมู่เรียกเย่หนานว่า ท่านอาจารย์ เขาก็สะดุ้งโหยง ในใจตื่นตระหนกไม่น้อย นึกไม่ถึงว่าเย่หนานจะสามารถกำราบยอดฝีมือสุดแกร่งอย่างชิงมู่ให้ยอมสยบได้จริงๆ
ตอนที่ข้าสลบไป มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อวิ๋นซางขมวดคิ้วสงสัย โดยเฉพาะเมื่อเห็นหอกมังกรทองทมิฬในมือชิงมู่
หอกเล่มนั้นถูกชิงมู่ทำพันธสัญญาเป็นเจ้าของแล้ว กลิ่นอายแห่งจักรพรรดิจึงถูกกดเก็บเอาไว้ ทำให้อวิ๋นซางสัมผัสไม่ได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริง
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามานั่งคิด ทั้งสามคนต่างจ้องมองร่างเงาที่หน้าตาเหมือนตนเองราวกับแกะที่ยืนอยู่ตรงหน้า
แม้แต่ระดับพลังตบะก็ยังเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
แต่ทว่า… เมื่ออวิ๋นซางและชิงมู่หันไปมองร่างเงาของเย่หนาน ทั้งคู่ก็ทำหน้าแปลกๆ
เพราะร่างเงาที่เดินออกมาจากกระจกนั้น มีระดับพลังเพียงแค่ ขั้นกลั่นลมปราณ เท่านั้น!
บัดซบ! นี่มันดูถูกกันชัดๆ! หน้าของเย่หนานดำทะมึนด้วยความหงุดหงิด
วูบ!
สิ้นเสียงสบถ แสงสว่างวาบขึ้นใต้เท้า ส่งตัวทั้งสามคนแยกย้ายกันไปโผล่บนลานประลองคนละแห่ง
เย่หนานยืนจ้องหน้าตัวเองในเวอร์ชันขั้นกลั่นลมปราณด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ
ฟุ่บ!
ร่างเงาของเย่หนานเริ่มเคลื่อนไหว พุ่งเข้าใส่เย่หนานทันที
ผัวะ!
เย่หนานตบฉาดเดียวเข้าที่หน้าของเจ้าตัวปลอม ร่างเงานั้นกระแทกพื้นลานประลองอย่างจัง
ไม่รู้ว่าลานประลองทำจากวัสดุอะไร จึงไม่เกิดรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย แต่ทว่าร่างเงาของเย่หนานนั้นทนแรงตบไม่ไหว สลายกลายเป็นควันหายไปในพริบตา
เฮ้อ! น่าเบื่อชะมัด เย่หนานบ่นอุบ
เขาอุตส่าห์คาดหวังว่าร่างเงาจะมีพละกำลังกายภาพและพลังที่แท้จริงเหมือนเขา แต่ที่ไหนได้ มันก๊อปปี้มาแค่ระดับพลังตบะที่เขาแสดงออกภายนอกเท่านั้น
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็วและน่าขัน
ฉากรอบข้างเปลี่ยนไป เย่หนานกลับมายืนอยู่ที่โถงตำหนักเดิม
ไร้สาระจริงๆ เย่หนานมองไปรอบๆ ไม่เห็นวี่แววของชิงมู่และอวิ๋นซาง ก็รู้สึกเหงาปาก
เขาจึงตัดสินใจก่อกองไฟ ย่างบาร์บีคิวรอทั้งสองคนออกมา
ตัดภาพมาที่ภายนอกป่าหมอกปีศาจ
กลุ่มคนนับสิบชีวิตที่มีกลิ่นอายดุดันได้เดินทางมาถึง
ฟังให้ดี! สิ่งมีชีวิตทุกอย่างในป่าหมอกปีศาจ จงฆ่าให้เรียบ! ไม่เว้นแม้แต่สัตว์อสูร! ใครบังอาจฆ่าลูกชายข้า ข้าจะทำให้ที่นี่ราบเป็นหน้ากลอง! ต่อให้เป็นแดนต้องห้ามข้าก็ไม่สน!
ชายชราผู้เป็นผู้นำกลุ่มตะโกนสั่งการด้วยความคลั่งแค้น เขาคือ หวงกัง บิดาของหวงจง และผู้นำตระกูลหวง
ท่านผู้นำ แต่ว่าขุมอำนาจใหญ่อื่นๆ ก็อยู่ในนี้นะขอรับ ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยท้วงด้วยความลังเล
ข้าแก่ป่านนี้แล้ว กว่าจะมีลูกชายสักคนกลับถูกใครไม่รู้ฆ่าตาย! ถ้าเป็นเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร ข้าต้องการให้สิ่งมีชีวิตทุกตัวในนี้ถูกฝังไปพร้อมกับลูกข้า! สี่ตระกูลใหญ่แล้วไง ข้าไม่สน! หวงกังดวงตาแดงก่ำด้วยจิตสังหาร ไม่เห็นหัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น
รับทราบ! เมื่อเห็นผู้นำตระกูลเด็ดขาดถึงเพียงนี้ เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
ความจริงแล้ว หวงกังเป็นคนรอบคอบและเจ้าเล่ห์ การที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ ย่อมต้องมั่นใจในอะไรบางอย่าง
และแล้ว มหกรรมสังหารหมู่ก็เริ่มขึ้น นอกจากผู้คนที่เข้าไปในศิลาจารึกแล้ว คนที่เหลือข้างนอกต่างถูกไล่ล่าฆ่าฟันอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่สัตว์อสูร
ในความคิดของหวงกัง เป็นไปได้ว่าสัตว์อสูรอาจเป็นตัวการที่ฆ่าลูกชายเขา เพราะเครื่องรางคุ้มกันที่เขามอบให้ลูกชายดูเหมือนจะไร้ผลในป่าแห่งนี้
ฮ่าๆๆ… ตาย! ตายให้หมด! หวงกังหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นเลือดนองพื้น
ท่ามกลางกลุ่มคนที่ถูกไล่ล่า มีกลุ่มของ เมี่ยวฉางอัน และชาวบ้านหมู่บ้านทะเลทมิฬรวมอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้พวกเขาพยายามตามหาวาสนาอยู่รอบนอก แต่คนเยอะเกินไปและมีทั้งคนแก่เด็กเล็ก จึงเดินทางได้ช้า เพิ่งจะมาถึงใกล้ๆ เขตแสงสีทอง
ไม่นึกเลยว่าจู่ๆ จะมีกลุ่มคนบ้าคลั่งไล่ฆ่าคนอย่างไม่เลือกหน้า
พวกเจ้าเป็นใคร พวกเราไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดต้องฆ่าแกงกันด้วย เมี่ยวฉางอันยืนขวางหน้าปกป้องชาวบ้าน นางสัมผัสได้ว่าศัตรูตรงหน้ามีระดับพลังไม่ด้อยไปกว่านางเลย
ผู้แข็งแกร่งอยู่ ผู้ย่อหย่อมตาย! นี่คือกฎเหล็กของโลกผู้บำเพ็ญเพียร! อย่ามัวพล่ามให้มากความ ตายซะเถอะไอ้พวกมดปลวก! ผู้ฝึกตนตระกูลหวงพุ่งเข้าใส่เมี่ยวฉางอัน
ชาวบ้านต่างหวีดร้องด้วยความหวาดกลัว
ฮึ่ม! ได้โอกาสลองดาบที่ท่านผู้อาวุโสเย่ให้มาพอดี
เมี่ยวฉางอันไม่รู้ว่าต้องใช้แรงแค่ไหน แต่เมื่อเป็นดาบของเย่หนาน นางคิดว่าคงต้องใส่สุดแรงเกิด
นางรวบรวมพลังปราณทั้งหมดถ่ายเทลงไปในดาบยาว
แต่สิ่งที่ทำให้นางงุนงงคือ พลังที่ใส่ลงไปกลับจมหายไปราวกับโยนหินลงทะเล ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
เมื่อเห็นศัตรูพุ่งเข้ามาถึงตัว เมี่ยวฉางอันไม่มีทางเลือกอื่น
เคร้ง!
นางหลับหูหลับตาตวัดดาบออกไปสุดแรง
คลื่นดาบที่มองไม่เห็นพุ่งทะยานออกจากคมดาบ
ตูม!!!
แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
เบื้องหน้าของเมี่ยวฉางอัน ปรากฏรอยแยกขนาดมหึมา กว้างนับร้อยวา ทอดยาวออกไปจนสุดลูกหูลูกตา ภายในรอยแยกมีปราณดาบสีทองวิ่งพล่านทำลายล้างทุกสิ่ง
ภูเขาน้อยใหญ่ที่ขวางทางถูกผ่าแยกเป็นสองซีก
ส่วนคนตระกูลหวงที่พุ่งเข้ามา… ร่างกายสลายกลายเป็นหมอกเลือดและหายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
วินาทีนั้น การต่อสู้ในบริเวณใกล้เคียงหยุดชะงักลงทันที
ทุกสายตาจ้องมองมาที่เมี่ยวฉางอัน และรอยแยกมรณะนั้นด้วยความหวาดผวา
นะ… นี่ข้าทำรึ เมี่ยวฉางอันยืนตะลึงกับผลงานตัวเอง
บัดซบ! หวงกังหันขวับมามอง สายตาจับจ้องไปที่ดาบในมือของเมี่ยวฉางอันเขม็ง
ดาบนั่น… หวงกังมองออกทันทีว่าระดับพลังของเมี่ยวฉางอันเพียงแค่ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ไม่มีทางสร้างพลังทำลายล้างระดับนี้ได้
คำตอบเดียวคือ… ดาบเล่มนั้น! ดาบที่อัดแน่นไปด้วยพลังธรรมะอันบริสุทธิ์และทรงพลัง
ความโลภเข้าครอบงำหวงกังทันที
ทุกคน! จับนางมาให้ได้! การโจมตีเมื่อครู่ต้องใช้พลังไปมหาศาลแน่ นางไม่มีทางใช้สมบัติระดับนั้นได้อีกเป็นครั้งที่สอง! หวงกังตะโกนสั่งลูกน้องเสียงดังลั่น
เมื่อได้ยินดังนั้น ความกลัวของคนตระกูลหวงก็หายไป แทนที่ด้วยความโลภ
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ…
คนตระกูลหวงนับสิบคนพุ่งเข้าใส่เมี่ยวฉางอันพร้อมกัน
เมี่ยวฉางอันได้สติกลับมาจากความตกตะลึง
วิ้ง…
เสียงดาบคำรามกึกก้องขึ้นอีกครั้ง แสงดาบสีทองสว่างวาบเจิดจ้า
อ๊ากกก!
เมื่อเห็นว่าเมี่ยวฉางอันยังสามารถใช้ออกได้อีกครั้ง คนตระกูลหวงที่กำลังพุ่งเข้ามาต่างร้องเสียงหลงด้วยความสิ้นหวัง
แต่ความเร็วของพวกเขามีหรือจะทันแสงดาบ
ฉัวะ!
คลื่นดาบสีทองกวาดผ่านไปอย่างราบคาบ คราวนี้กวาดล้างคนตระกูลหวงที่ดาหน้าเข้ามาจนเกลี้ยงไม่เหลือซาก ทิ้งรอยแยกมหึมาไว้บนพื้นดินเพิ่มอีกหนึ่งรอย