แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 23 ข้าจะเบามือให้ก็แล้วกัน
ไม่นานนัก ภายใต้การนำทางของจูหลาน พวกเขาก็มาถึงลานเลี้ยงสัตว์อสูร
เมื่อเห็นสัตว์อสูรนับสิบตัวที่ถูกฝึกจนเชื่อง ดวงตาของเย่หนานก็ลุกวาว
ข้าเอาตัวนี้แหละ เย่หนานชี้ไปที่อินทรีตัวหนึ่งที่มีขนาดมหึมาราวกับบ้านหลังย่อมๆ
ได้เจ้าค่ะ จูหลานรีบสั่งให้คนนำอินทรียักษ์ตัวนั้นออกมา
ขอบใจมาก เย่หนานกล่าวขอบคุณ
จากนั้น เย่หนานก็พาหลิงหลงกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังของอินทรียักษ์
ฟึ่บ
สองพี่น้องเย่หนานนั่งบนหลังสัตว์อสูรบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จากไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนเกวียนลานั่นน่ะหรือ ช่างหัวมันเถอะ ราคาถูกแค่นั้น ทิ้งไปก็ไม่เสียดาย
ทันทีที่ทั้งสองจากไป หยวนหลินก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาหาจูหลาน
เฮ้อ กะว่าจะมาขอบคุณสักหน่อย มาช้าไปจนได้ หยวนหลินมีสีหน้าเสียดาย
เอ๊ะ เถ้าแก่เอาจูดูอารมณ์ดีจังเลยนะ หยวนหลินสังเกตเห็นสีหน้าของจูหลาน
ก็งั้นๆ แหละ จูหลานยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป
ตอนนี้นางมีเคล็ดวิชาระดับนภาอยู่ในมือ ขอเพียงให้เวลานางสักหน่อย นางก็พร้อมจะกลับไปงัดข้อกับตระกูลเดิมได้แล้ว
ในขณะเดียวกัน นางก็ได้สลักเงาร่างของเย่หนานลงไปในจิตใจอย่างลึกซึ้ง
หลังจากล้างแค้นสำเร็จเมื่อไหร่ นางจะกลับมาหาเย่หนาน
ต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้า นางก็เต็มใจ
วู้ววว บินนี่มันรู้สึกดีชะมัด เย่หนานที่นั่งอยู่บนหลังอินทรียักษ์ตื่นเต้นสุดขีด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้บินเลยนะ ถึงแม้จะเป็นการขี่นกก็เถอะ
แม้แต่หลิงหลง ก็ยังมองทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำเบื้องล่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ
พี่หนาน เมื่อไหร่พวกเราจะเหาะได้เองบ้างจ๊ะ หลิงหลงถามด้วยความใคร่รู้
เอ่อ ของเจ้าน่ะอีกไม่นานคงทำได้ ส่วนพี่น่ะเหรอ คงยาก เย่หนานรู้สึกจุกในอก
เขาฝึกมาจนถึง ขั้นกลั่นลมปราณ สองหมื่นกว่าชั้นแล้ว อยากจะเหาะเหรอ ฝันไปเถอะ
แม่งเอ๊ย ไอ้ระบบเฮงซวย เย่หนานสบถในใจ
อินทรียักษ์บินด้วยความเร็วสูง ทว่าบินไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้น
โฮก
อินทรียักษ์ที่แบกเย่หนานอยู่พลันเกิดอาการตื่นตระหนก ควบคุมไม่อยู่
เฮ้ย เป็นอะไรไป อย่าดิ้นสิโว้ย ทั้งเย่หนานและหลิงหลงต่างตกใจ
แต่อินทรียักษ์มีหรือจะฟัง
เสียงคำรามเมื่อครู่ทำให้มันกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
มันไม่ยอมบินต่อ แต่กลับหันหัวบินหนีกลับทางเดิม
เหวี่ยงเย่หนานและหลิงหลงตกลงมาจากหลังของมันทันที
หลิงหลง เกาะพี่ไว้แน่นๆ เย่หนานรีบคว้าตัวหลิงหลงมากอดไว้
ตูม
ร่างของทั้งคู่ร่วงหล่นจากความสูงหลายร้อยเมตรกระแทกพื้น
เกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่บนพื้นดิน
โอ๊ย เจ็บชะมัดยาด เย่หนานหน้าเขียวคล้ำด้วยความจุก
โชคดีที่หลิงหลงทับอยู่บนตัวเขา จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
พี่หนาน เมื่อกี้มีเสียงสัตว์อสูรขู่เจ้านกยักษ์นั่นจนตกใจใช่ไหมจ๊ะ หลิงหลงขมวดคิ้วเล็กๆ ด้วยความไม่พอใจ
เห็นได้ชัดว่านางเองก็หงุดหงิด
ไป ไปตามล่าไอ้ตัวต้นเหตุกัน จับมาทำบาร์บีคิวซะเลย เย่หนานลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว
ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ทีนี้จะทำยังไงล่ะ พาหนะก็ไม่มีแล้ว ป่าเขารกทึบแบบนี้ เมื่อไหร่จะไปถึงเมืองเมฆา
ยังดีที่จูหลานให้แผนที่มาด้วย
ไม่งั้น คนหลงทิศอย่างเขา คงหาทางออกไม่เจอแน่
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง
กลุ่มคนสวมชุดขาวขี่สัตว์อสูรเป็นพาหนะกำลังหัวเราะร่าเริง
ฮ่าฮ่าฮ่า ศิษย์พี่ เห็นเมื่อกี้ไหม สัตว์พาหนะของข้าแค่คำรามทีเดียว เจ้านกนั่นก็เตลิดหนีไปเลย เด็กหนุ่มคนหนึ่งหันไปคุยกับชายหนุ่มที่เป็นผู้นำกลุ่ม
ศิษย์น้อง คราวหน้าอย่าทำเช่นนี้อีก เมื่อกี้ข้าเหมือนจะเห็นคนตกลงมาจากหลังอินทรีตัวนั้นด้วย มู่ไป๋เอ่ยเตือนชายหนุ่มข้างกาย
รับทราบขอรับศิษย์พี่ ชายหนุ่มรับคำ แต่แววตากลับฉายแววดูแคลน
ในสายตาของเขา ศิษย์พี่ขี้ระแวงเกินไป เขาไม่เห็นจะมีใครสักคน
มู่ไป๋ย่อมรู้ทันความคิดของศิษย์น้อง
เขาได้แต่ส่ายหน้า ไม่พูดอะไรต่อ แล้วมุ่งหน้าเดินทางต่อ
พวกเขาคือคนของสำนักอวี้หัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ เคียงคู่กับสำนักไร้ขอบเขต
ครั้งนี้พวกเขาเดินทางเพื่อไปร่วมงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์ของสี่สำนักใหญ่
ผู้อาวุโสและเจ้าสำนักได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกฝนหาประสบการณ์ระหว่างทาง จึงไม่ได้พากลุ่มศิษย์ไปด้วย
เฮ้อ น่าเบื่อชะมัด นึกว่าจะได้เจอสัตว์อสูรโหดๆ หรือพวกโจรดักปล้นบ้าง ถ้ารู้แบบนี้ ตามเจ้าสำนักไปแต่แรกก็ดีแล้ว หญิงสาวท่าทางซุกซนที่อยู่ข้างๆ มู่ไป๋บ่นอุบ
อ้อ งั้นข้าจะสนองให้
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขวางหน้าพวกเขา
ใคร มู่ไป๋ได้สติเป็นคนแรก หันขวับไปมองเบื้องหน้า
คนอื่นๆ ก็หันตามไป
ภาพที่เห็นคือเงาร่างสองร่าง
หนึ่งบุรุษชุดขาวดูสง่างาม หนึ่งเด็กหญิงตัวน้อยน่ารัก
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเย่หนานและหลิงหลง
ทว่า เมื่อสัมผัสได้ว่าเย่หนานมีพลังเพียง ขั้นกลั่นลมปราณ ความสนใจของพวกเขาก็หมดลงทันที
สหาย เหตุใดจึงขวางทางพวกเรา มู่ไป๋ถามเย่หนาน
เหตุใดงั้นรึ เมื่อกี้ใช่สัตว์อสูรของพวกเจ้าหรือเปล่าที่ร้องคำรามมั่วซั่ว จนทำให้ข้าตกลงมาจากหลังนก สีหน้าของเย่หนานดูไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ชะงักไป
มู่ไป๋ยังพอทำเนา แต่คนอื่นๆ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มตัวต้นเหตุ ที่หัวเราะจนตัวงอ
สหาย เมื่อครู่เป็นศิษย์น้องของข้าเสียมารยาท ต้องขออภัยด้วย พูดจบ มู่ไป๋ก็โยนถุงเงินถุงหนึ่งให้เย่หนาน
ไม่ใช่หินวิญญาณ แต่เป็นเงินตราของมนุษย์
เพราะผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังไม่บรรลุ ขั้นกายาบริสุทธิ์ ยังจำเป็นต้องกินต้องใช้เงินทองแบบปุถุชน
อย่างเช่นค่าอาหาร แน่นอนว่าใช้หินวิญญาณก็ได้ แต่ ไม่มีใครฟุ่มเฟือยขนาดนั้น
เพลี้ยะ
เย่หนานปัดถุงเงินทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
ข้าต้องการให้เขามาขอโทษด้วยตัวเอง แล้วก็ เอาสัตว์อสูรที่เขานั่งอยู่มาชดใช้ ข้าพึ่งจะเสียสัตว์พาหนะไปเพราะมัน อีกอย่าง ถ้าข้าเป็นคนธรรมดา ป่านนี้ตกลงมาตายไปแล้ว คิดจะเอาเงินฟาดหัวแล้วจบเรื่องงั้นรึ เย่หนานหรี่ตามองกลุ่มคนตรงหน้า
ใช่ ถูกต้องที่สุด หลิงหลงยืนเท้าสะเอว จ้องมองพวกเขาด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
เมื่อได้ยินคำขาดของเย่หนาน มู่ไป๋ขมวดคิ้ว สหาย ทำแบบนี้คงไม่ดีกระมัง พวกเราเป็นศิษย์ของสำนักอวี้หัว และพวกเรากำลังรีบ มู่ไป๋ยกชื่อสำนักขึ้นมาอ้าง เพื่อให้เย่หนานถอยไป
กับแค่ ขั้นกลั่นลมปราณ คนเดียว เขาไม่อยากลงไม้ลงมือให้เสียเวลา
ข้าไม่สนหรอกว่าพวกเจ้าจะเป็นใคร ทำตามที่ข้าบอก ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ เย่หนานไม่แยแส
ศิษย์พี่ จะไปคุยกับมันให้มากความทำไม ให้ข้าจัดการสั่งสอนมันหน่อยดีกว่า หญิงสาวจอมซนหันไปบอกมู่ไป๋
ขยะเปียกแบบนี้ ไม่ต้องถึงมือศิษย์พี่หญิงหรอก ให้ข้าจัดการสั่งสอนบทเรียนให้มันเอง เด็กหนุ่มตัวต้นเหตุหักข้อนิ้วดังกร๊อบ มองเย่หนานด้วยสายตาดูถูก
ก็ได้ จำไว้ อย่าให้ถึงตาย รีบจัดการให้จบๆ มู่ไป๋พยักหน้าอนุญาต
เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขา มุมปากของเย่หนานก็ยกขึ้น
ไอ้หนู ตอนแรกกะว่าจะแค่ขู่ให้กลัว แต่ในเมื่อแส่หาเรื่องเจ็บตัว ก็ช่วยไม่ได้นะ เด็กหนุ่มแสยะยิ้มเยาะเย้ย
ฟึ่บ
เด็กหนุ่มพุ่งเข้าใส่เย่หนานด้วยความเร็วสูง
เมื่อเห็นเย่หนานยังยืนนิ่งไม่ไหวติง
เด็กหนุ่มนึกว่าเย่หนานกลัวจนก้าวขาไม่ออก
วางใจเถอะ ข้าจะเบามือให้ เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน
ดี งั้นข้าก็จะเบามือให้เหมือนกัน เย่หนานยกฝ่ามือขึ้น แล้วตบสวนออกไปทางเด็กหนุ่ม
ผัวะ
ร่างของเด็กหนุ่มปลิวละลิ่วกระเด็นกลับหลังไป
พุ่งอัดก็อปปี้ฝังเข้าไปในหน้าผาหินที่อยู่ไม่ไกล