แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 24 คันไม้คันมือ ขอตบระบายอารมณ์หน่อย
อ๊ากกก
เสียงร้องโหยหวนดังเล็ดลอดออกมาจากหน้าผาหิน
ฉากนี้ทำเอาคนที่เหลือยืนตะลึงตาค้าง
วินาทีนี้ มู่ไป๋และพรรคพวกต่างตระหนักได้แล้วว่า เย่หนานผู้นี้ผิดปกติอย่างมหันต์
ตบเดียวซัดผู้ฝึกตน ขั้นรวบรวมวิญญาณ ระดับห้าจนปลิว มิน่าเล่าถึงกล้าขวางทางพวกเขา
สหาย ท่านทำเกินไปแล้ว มู่ไป๋ตะโกนใส่เย่หนาน
เกินไป ข้ายังมีที่เกินไปกว่านี้อีก เย่หนานสะบัดมือวูบใหญ่
ฉับพลัน ฝุ่นทรายตลบอบอวล ก้อนหินปลิวว่อน พลังวิญญาณอันมหาศาลม้วนกวาดไปทั่วบริเวณ
กลุ่มของมู่ไป๋ไม่อาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย ร่างกายเสียสมดุลลอยละลิ่วเคว้งคว้าง
เพียงแค่เย่หนานขยับฝ่ามือโบกไปมาซ้ายขวา
ร่างของมู่ไป๋และคนอื่นๆ ก็ถูกเหวี่ยงกระแทกไปรอบทิศทางตามจังหวะมือของเย่หนาน
อ๊าก
เสียงร้องระงมดังขึ้นไม่ขาดสาย
ท่านผู้อาวุโส ได้โปรดหยุดมือเถิด พวกเราสำนึกผิดแล้ว มู่ไป๋รีบตะโกนขอชีวิต
เขานึกไม่ถึงเลยว่า เย่หนานที่ดูเหมือนอยู่แค่ ขั้นกลั่นลมปราณ แท้จริงแล้วจะเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นกาย
เมื่อเห็นว่าแต่ละคนถูกจับทุ่มจนหน้าบวมปูด เย่หนานจึงค่อยๆ หยุดมือด้วยความพึงพอใจ
ฟึ่บ
จากนั้นเย่หนานก็คว้ามือไปในอากาศ หญิงสาวจอมซน ชายหนุ่มจอมโอหัง และมู่ไป๋ ก็ถูกดึงดูดเข้ามายืนกองอยู่ตรงหน้าเย่หนาน
ส่วนคนอื่นๆ ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่กับที่ ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว
ทีนี้ยังอยากจะสั่งสอนข้าอยู่อีกไหม เย่หนานก้มมองทั้งสามคนที่สภาพยับเยินดูไม่ได้
ท่านผู้อาวุโส ท่านรังแกผู้เยาว์ หญิงสาวจอมซนยังคิดจะโต้แย้ง แต่พูดยังไม่ทันจบ
ตูม
แรงกดดันจากเย่หนานระเบิดออก
พื้นดินใต้เท้าของทั้งสามระเบิดกระจาย
ตุบ
เสียงเข่ากระแทกพื้นดังขึ้นพร้อมกัน
ฉากนี้ทำเอาหญิงสาวจอมซนขวัญหนีดีฝ่อ
ท่านผู้อาวุโส เป็นพวกเราที่เสียมารยาทก่อน ขอท่านโปรดอย่าถือสาหาความเด็กตัวเล็กๆ อย่างพวกเราเลย มู่ไป๋รีบฉวยโอกาสอธิบาย
ฮึ เห็นแก่ที่พวกเจ้าไม่มีเจตนาฆ่าฟันหรอกนะ ไม่อย่างนั้นข้าคงจับพวกเจ้าโปรยเป็นปุ๋ยไปแล้ว เย่หนานมองมู่ไป๋ด้วยสายตาดูแคลน
เมื่อได้ยินคำว่าจับโปรยเป็นปุ๋ย
หญิงสาวจอมซนและชายหนุ่มจอมโอหังถึงกับตัวสั่นเทา
มีเพียงมู่ไป๋ที่ยังพอประคองสติได้ แต่ลึกๆ ก็หวาดกลัวไม่แพ้กัน
พวกเจ้ากำลังจะไปร่วมงานประลองยุทธ์ที่เมืองเมฆาใช่หรือไม่ เมื่อครู่เย่หนานได้ยินมู่ไป๋พูดถึงเรื่องนี้
ขอรับ ท่านผู้อาวุโส มู่ไป๋รีบพยักหน้า
ดี ข้าก็จะไปที่นั่นพอดี งั้นข้าขอติดสอยห้อยตามไปด้วยแล้วกัน เย่หนานจ้องมองทั้งสาม
พอได้ยินดังนั้น ทั้งสามคนถึงกับสะดุ้งเฮือก
อยากจะร้องไห้ก็น้ำตาตกใน ไม่นึกเลยว่าระหว่างทางจะมาเจอเคราะห์กรรมเช่นนี้
ได้ขอรับ ท่านผู้อาวุโส มู่ไป๋ไม่กล้าปฏิเสธ
คงต้องรอไปลุ้นเอาดาบหน้า ว่าระดับสูงของสำนักจะรับมือเย่หนานได้หรือไม่
ทว่า ในจังหวะที่เดินผ่านหน้าชายหนุ่มจอมโอหังตัวต้นเหตุ เย่หนานปรายตามองเล็กน้อย
เพลี้ยะ
เย่หนานตบฉาดเข้าที่หน้าเด็กหนุ่มอย่างไม่ลังเล
เด็กหนุ่มเซถลาหน้าหัน แก้มบวมเป่งเป็นหัวหมูในพริบตา
แม้แต่มู่ไป๋และหญิงสาวจอมซนที่อยู่ข้างๆ ยังหนังตากระตุก
ทะ ท่านผู้อาวุโส ท่านตีข้าทำไม เด็กหนุ่มถามด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ท่าทางอวดดีก่อนหน้านี้หายวับไปจนสิ้น
คันไม้คันมือ อยากหาที่ลง เย่หนานตอบโดยไม่หันกลับไปมอง พาหลิงหลงเดินตรงไปยังสัตว์พาหนะของเด็กหนุ่มคนนั้น
หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็ก กระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังสัตว์อสูรหน้าตาเฉย
เมื่อเห็นว่าพาหนะของตนโดนยึด เด็กหนุ่มก็ยิ่งน้อยใจหนักกว่าเดิม
แต่ทำอะไรไม่ได้ จำต้องไปขอนั่งเบียดกับคนอื่น
จากนั้น ขบวนเดินทางที่พ่วงเย่หนานไปด้วย ก็มุ่งหน้าสู่เมืองเมฆาอย่างช้าๆ
ตลอดทาง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง
กลัวว่าจะไปกระตุกต่อมคันไม้คันมือของเย่หนานเข้าให้
แต่ต้องยอมรับว่า ความเร็วของสัตว์พาหนะพวกนี้รวดเร็วจริงๆ
ทว่า อย่างไรเสียก็ไม่ใช่สัตว์อสูรบินได้ ยังต้องใช้เวลาในการเดินทาง
ไม่นานฟ้าก็มืด
ทุกคนหยุดพักการเดินทาง
เย่หนานไม่รอช้า หยิบเตาย่างและเนื้อสัตว์อสูรที่เตรียมไว้ออกมาเริ่มปาร์ตี้บาร์บีคิว
การกระทำนี้ทำเอาคนอื่นๆ มองตาค้าง
เพียงครู่เดียว กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ฟุ้งกระจาย แม้แต่สัตว์พาหนะยังส่งเสียงร้องด้วยความอยาก
เหล่าศิษย์สำนักอวี้หัวต่างลอบกลืนน้ำลาย
แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอ
เดิมทีกำลังกัดเสบียงกรังของตัวเองอยู่
แต่พอเห็นเนื้อย่างบนเตาของเย่หนาน เสบียงในมือก็จืดชืดไร้รสชาติขึ้นมาทันที
เย่หนานย่างไป หลิงหลงก็โซยไปอย่างเอร็ดอร่อย
บางครั้งนางก็เหลือบตามองมู่ไป๋และพรรคพวกแวบหนึ่ง
พี่หนาน แบ่งให้พวกเขากินหน่อยดีไหมจ๊ะ หลิงหลงกระซิบข้างหูเย่หนาน
เย่หนานปรายตามองกลุ่มมู่ไป๋ ก่อนจะโยนเนื้อสดและเตาย่างอีกชุดไปให้
เอ้า เอาไปย่างกันเอง เย่หนานบอก
คนพวกนี้เนื้อแท้ไม่ได้เลวร้ายอะไร แค่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและหลงตัวเองไปหน่อย
ไม่อย่างนั้น เย่หนานคงฆ่าทิ้งไปนานแล้ว
เมื่อได้ยินเย่หนานอนุญาต มู่ไป๋และคนอื่นๆ รีบวิ่งเข้ามารับเนื้อและเตาย่าง
ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโส มู่ไป๋ยังคงรักษามารยาท
เย่หนานพยักหน้า แล้วโยนเครื่องเทศสำหรับย่างเนื้อไปให้
เครื่องเทศพวกนี้พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ กลิ่นของมันหอมหวนยั่วน้ำลายจริงๆ
ไม่นาน ทั้งกลุ่มก็เริ่มย่างเนื้อกันอย่างสนุกสนาน
แม้ฝีมือจะสู้เย่หนานไม่ได้ แต่ด้วยอานุภาพของเครื่องเทศ รสชาติย่อมดีกว่าเสบียงกรังหลายขุม
ค่ำคืนมาเยือน
เย่หนานวาดมือวูบหนึ่ง เตียงนอนขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น รวมถึงของหลิงหลงด้วย
เห็นการกระทำของสองพี่น้องเย่หนาน ทุกคนได้แต่พูดไม่ออก
ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ในป่าลึก พวกเขาคงนึกว่าสองคนนี้มานอนตากอากาศ
แต่ ในใจลึกๆ กลับตื่นตะลึง
เพราะ การที่จะยัดเตียงนอนหลังใหญ่ เนื้อสัตว์จำนวนมาก และอุปกรณ์ย่างเนื้อลงไปได้
แสดงว่าพื้นที่ในแหวนมิติของทั้งสองคนต้องกว้างใหญ่ไพศาลมาก
ขนาดท่านเจ้าสำนักของพวกเขา ยังไม่แน่ว่าจะมีแหวนมิติที่จุของได้เยอะขนาดนี้
อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่เคยเห็น
ศิษย์พี่ คนผู้นี้เป็นใครกันแน่ หญิงสาวจอมซนที่กำลังเคี้ยวเนื้อตุ้ยๆ เอ่ยถามมู่ไป๋ด้วยความสงสัยขณะมองดูเย่หนานปูที่นอน
นางมีนามว่า มู่เสวี่ย นางและมู่ไป๋เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักอวี้หัวอวี้เซียน
ส่วนชายหนุ่มอีกคน เป็นเพียงคนสนิทของทั้งสอง
แต่ ก็เป็นศิษย์ของระดับผู้อาวุโสเช่นกัน
ข้าเองก็ไม่รู้ ดูแล้วไม่น่าจะใช่คนของสำนักอื่น ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน บางทีอาจจะเป็นยอดฝีมือจากต่างถิ่น มู่ไป๋คาดเดา
แต่ว่า ดูยังไงเขาก็อยู่แค่ ขั้นกลั่นลมปราณ นี่นา ชายหนุ่มหน้าบวมพูดอย่างคับแค้นใจ
ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปว่าเขาโดนคน ขั้นกลั่นลมปราณ ตบจนหน้าบวมฉึ่ง มีหวังเอาปี๊บคลุมหัวเดินแน่
มู่ไป๋เองก็สงสัย ตอนแรกเขาคิดว่าเย่หนานกดระดับพลังเอาไว้
แต่ ไม่ว่าตอนลงมือหรือตอนพักผ่อน กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็คือ ขั้นกลั่นลมปราณ ชัดๆ
ดูไม่เหมือนการแสร้งทำ
อย่าคิดมากเลย บางทีท่านอาจารย์อาจจะรู้ก็ได้ มู่ไป๋ตัดบทไม่ให้ทุกคนฟุ้งซ่าน
เย่หนานไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบ
เขาปูที่นอนเสร็จก็ล้มตัวลงนอนหลับปุ๋ย
หลิงหลงเองก็ทำตามอย่างว่าง่าย
คนอื่นๆ ไม่มีเตียงนุ่มๆ แบบนี้ ทำได้เพียงนั่งสมาธิเดินลมปราณไปตามมีตามเกิด
ค่ำคืนผ่านไปอย่างเงียบสงบ ไร้เหตุร้าย
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงตะวันสาดส่องกระทบใบหน้าเย่หนาน
เย่หนานจำใจต้องลุกจากที่นอน
ส่วนหลิงหลงยังคงนอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องรู้ราว
เย่หนานไม่คิดจะปลุกนาง
เขาหยิบแปรงสีฟันและแก้วน้ำเดินไปแปรงฟันเงียบๆ
ความจริงแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรได้รับพลังวิญญาณหล่อเลี้ยง สิ่งสกปรกในกายจะถูกขับออกไปเอง ยิ่งระดับสูงขึ้นร่างกายยิ่งบริสุทธิ์ เรื่องการแปรงฟันจึงไม่จำเป็น
แต่นี่เป็นความเคยชินของเย่หนาน และเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เขายังระลึกได้ว่า ตนเองมาจากดาวโลก
ดังนั้น เขาจึงไม่อยากทิ้งมันไป
เขากลัวจริงๆ ว่าสักวันหนึ่ง เขาจะลืมเลือนไปว่าตนเองเคยเป็นมนุษย์โลกมาก่อน