แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 26 อุ๊ย เผลอออมแรงไม่ทัน
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา ดวงตาของเย่หนานก็เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
ตูม
เย่หนานระเบิดพลังเต็มพิกัด ในความคิดของเขา เจ้าสำนักระดับนี้ต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ ดังนั้นเขาต้องทุ่มสุดตัว
วินาทีนี้ เย่หนานจริงจังขึ้นมาแล้ว
เขาเตรียมจะปลดปล่อยแรงกดดันทั้งหมดในร่างออกมาโดยไม่กั๊ก
ตูม
ทว่า ทันทีที่เขาเริ่มรวบรวมพลัง
สีหน้าของอวี้เซียนก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
วินาทีนี้ นางไม่กล้าออมมืออีกต่อไป ระเบิดพลังทั้งหมดที่มีออกมาต้านทาน
แต่ มันไร้ผล
ตุบ
นางทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นทันที
ไม่เพียงแค่นั้น เดิมทีเย่หนานพักอยู่ชั้นสอง
แต่ในวินาทีนี้ พื้นชั้นสองทะลุเป็นรูโหว่ ร่างของคนทั้งสองร่วงลงสู่ชั้นหนึ่งทันที
พลังกดดันอันมหาศาลทำให้อวี้เซียนขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
นางถูกกดให้คุกเข่าจากชั้นสองทะลุลงมาถึงชั้นหนึ่ง
โครมคราม
วินาทีต่อมา โรงแรมทั้งหลังก็พังครืนลงมา
อั้ก
อวี้เซียนกระอักเลือดออกมาคำโต
พื้นใต้เข่าของนางยุบลงไปเป็นหลุมลึก
ที่หัวเข่าดูเหมือนจะมีเลือดซึมออกมา
นางไม่สนใจฝุ่นผงที่เกาะเต็มตัว ทำได้เพียงจ้องมองเย่หนานที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง
แค่ก แค่ก ข้ายังไม่ทันเอาจริงเลย ทำไมเป็นงี้ไปได้ล่ะ เย่หนานเองก็เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นผง
เพียงแต่ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกผิด เพราะ โรงแรมพังยับเยินไปทั้งหลังแล้ว
งานนี้ต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่าไหร่กันเนี่ย
เชี่ยเอ๊ย ใครวะ เล่นบ้าอะไรเนี่ย
แขกที่พักอยู่ในโรงแรมคนอื่นๆ เริ่มตะโกนด่าทอ
โชคดีที่คนพักส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญเพียร หากเป็นคนธรรมดา โดนถล่มทับแบบนี้คงไม่รอด
นั่นสิ ฝีมือใคร แน่จริงก็ออกมาสิวะ เย่หนานกลอกตาไปมา แล้วตะโกนด่าผสมโรงไปด้วย
แต่ทว่า ไม่ไกลจากเย่หนานนัก มีเด็กหญิงตัวน้อยที่เนื้อตัวมอมแมม กำลังจ้องเย่หนานเขม็งด้วยความโกรธ
พี่หนาน หลิงหลงตะโกนเรียกเย่หนานเสียงเขียว
แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้พูดมากไม่ได้ จึงทำได้แค่เรียกชื่อ
แหะๆๆ คุมไม่อยู่ คุมไม่อยู่จริงๆ เย่หนานรีบวิ่งไปหาหลิงหลงแล้วกระซิบเสียงอ่อย
เย่หนานหันกลับไปมองอวี้เซียนที่ยังคงคุกเข่าอยู่
เฮ้อ ข้าก็นึกว่าเจ้าจะเก่ง ที่ไหนได้ อ่อนแอชะมัด เย่หนานบ่นอุบอย่างเสียอารมณ์
อวี้เซียน:
เย่หนานนึกว่านางจะเก่งกว่านี้ เขาเลยกะจะใส่เต็มแม็กซ์
ท่านผู้อาวุโส อวี้เซียนในตอนนี้ ไม่เหลือเค้าความสง่างามดั่งนางพญาเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
นางพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัว
นางคาดไม่ถึงว่า นางที่เป็นถึงยอดฝีมือ ขั้นกายาบริสุทธิ์ จะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะต่อต้าน
เย่หนานใช้เพียงแค่แรงกดดัน ก็สยบนางได้อยู่หมัด
หากนางรู้ว่าเย่หนานเพิ่งจะเริ่มรวบรวมพลัง ยังไม่ได้ลงมือจริงๆ คงช็อกตายคาที่แน่
เอาเถอะๆ ดูแล้วเจ้าก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร แค่อยากจะกู้หน้าคืน ข้าก็จะไม่ถือสาหาความเจ้าแล้วกัน เย่หนานโบกมือ
ตอนนี้เขาต้องรีบชิ่ง
เขากลัว กลัวเถ้าแก่โรงแรมจะมาเรียกค่าเสียหาย
แม้โรงแรมจะถล่มลงมาในพริบตา จนไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือเขา
แต่กันไว้ดีกว่าแก้ ดังนั้นการหนีคือทางออกที่ดีที่สุด
แต่ทว่า เมื่อเขาเดินออกมาจากซากปรักหักพังของโรงแรม
เขาก็ต้องยืนอึ้ง
เพราะภาพที่เห็นคือ บ้านเรือนรอบข้างล้มระเนระนาด
แม้แต่พื้นดินก็ยังมีรอยแตกร้าวเป็นทางยาว
ชิบหายแล้ว งานเข้าแล้วไง เล่นใหญ่ไปหน่อย เย่หนานเริ่มใจเสีย
เขารู้ตัวดีว่า ต้องเป็นเพราะเมื่อกี้เขาออมแรงไม่ทันแน่ๆ สภาพรอบข้างถึงได้เละเทะขนาดนี้
เมื่อกี้มัวแต่คิดจะประลองกับอวี้เซียน เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองจะแข็งแกร่งขนาดนี้
หากมีผู้บริสุทธิ์ต้องมาตายเพราะน้ำมือเขา บาปกรรมคงหนาเตอะ
แม้เมืองนี้จะไม่ใหญ่โต แต่ประชากรก็หนาแน่นไม่น้อย
หากมองจากมุมสูงลงมายังเมืองเมฆา จะเห็นว่าพื้นที่ในรัศมีทำลายล้างยุบตัวลงไปเล็กน้อย
แต่ทว่า ไม่มีใครสังเกตเห็นจุดนี้
ทุกคนแค่รู้สึกเหมือนแผ่นดินไหววูบหนึ่ง นอกจากบ้านพัง ก็ไม่มีเรื่องร้ายแรงอื่นใด
สาเหตุหลักเป็นเพราะพลังของเย่หนานยังไม่ได้ระเบิดออกมาเต็มที่ แค่เริ่มรวบรวมพลัง เขาก็ร่วงลงมาเสียก่อน ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงเลวร้ายกว่านี้มาก
เย่หนานรีบสำรวจความเสียหายรอบๆ บริเวณ พบว่าไม่มีใครเสียชีวิต มีแค่บ้านเรือนพังเสียหายบางส่วน
ค่อยยังชั่ว ยังดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร เย่หนานถอนหายใจอย่างโล่งอก
ประเด็นสำคัญคือ ในเมืองนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรอาศัยอยู่เยอะพอสมควร
แล้วจะเอายังไงดีเนี่ย ต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่กัน เย่หนานทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินข้างทาง มองดูบ้านเรือนที่พังทลายด้วยความกลัดกลุ้ม
เขาจะหนีไปเลยก็ได้ แต่เขาทำใจไม่ได้
ถ้าหนีไปตอนนี้ มันคงกลายเป็นปมในใจเขาไปตลอด
ในขณะที่เขากำลังคิดว่าจะหาที่ขายเคล็ดวิชา เสียงของอวี้เซียนก็ดังขึ้น
ท่านผู้อาวุโส ข้าสามารถให้คนนำเงินทองไปชดเชยให้พวกเขาได้ เรื่องแค่นี้จัดการได้ไม่ยากเจ้าค่ะ อวี้เซียนพยุงร่างลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก
เมื่อได้ยินข้อเสนอของอวี้เซียน ดวงตาของเย่หนานก็เป็นประกาย
จริงเหรอ ไม่ได้หลอกข้านะ เย่หนานรีบหันขวับไปถามอวี้เซียน
ผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว เงินทองเพียงเล็กน้อย ไม่นับเป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ หวังเพียงว่าวันนี้ท่านจะไม่ถือสาที่ผู้น้อยเสียมารยาท อวี้เซียนกล่าวด้วยความนอบน้อม
หากต้องจ่ายเป็นหินวิญญาณ พวกเขาคงกระอักเลือด
แต่ ถ้าเป็นเงินทองของคนธรรมดา จ่ายมากหน่อยก็ไม่มีปัญหา
สำหรับสำนักอวี้หัว เงินทองก็แค่ตัวเลข ไม่มีความหมายอะไร
นางที่เป็นถึงยอดฝีมือ ขั้นกายาบริสุทธิ์ ระดับห้า ยังถูกบดขยี้อย่างไร้ทางสู้
คาดว่าต่อให้บรรพชนระดับ ขั้นกายาคงกระพัน ของสำนักมาเอง ก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของชายผู้นี้
ดูจากกลิ่นอายพลังที่เย่หนานปล่อยออกมาเมื่อครู่ก็รู้ได้
เมื่อเห็นความจริงใจของอวี้เซียน เย่หนานก็พยักหน้าตกลง
เพราะเรื่องนี้ สำนักอวี้หัวเป็นต้นเหตุ
เขาจึงยอมรับข้อเสนอได้อย่างสบายใจ
ตกลง งั้นข้าต้องขอบใจเจ้ามาก พูดจบ เย่หนานก็เตรียมพาหลิงหลงเดินจากไป
ท่านผู้อาวุโส อวี้เซียนรีบตะโกนรั้งไว้
มีอะไรอีก เย่หนานหันกลับมามอง
ไม่ทราบว่า ท่านผู้อาวุโสมาทำธุระอันใดที่เมืองเมฆาหรือเจ้าคะ หากมีสิ่งใดที่ผู้น้อยพอจะช่วยได้ ผู้น้อยยินดีรับใช้เจ้าค่ะ มาถึงขั้นนี้แล้ว อวี้เซียนไม่อยากปล่อยโอกาสให้หลุดมือ
เย่หนานอาจจะเป็นบุคคลระดับเดียวกับบรรพชนของนาง นางอยากจะลองผูกมิตรดู
ต่อให้ดึงมาเป็นพวกไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้คุ้นเคยกันไว้ ก็ถือว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันบ้างแล้ว
เรื่องนี้จะทำให้สามสำนักใหญ่ที่เหลือต้องเกรงใจ
หากดึงเย่หนานมาเป็นพวกได้จริงๆ ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ย่อมมหาศาลจนไม่ต้องพูดถึง
เมื่อได้ยินคำถามของอวี้เซียน เย่หนานก็นึกขึ้นได้
จริงด้วยสิ ข้าลืมพวกเจ้าไปได้ยังไง ข้ามาตามหาลูกศิษย์ เจ้าเคยได้ยินชื่อเด็กหนุ่มที่ชื่อกู้เฉินบ้างไหม เย่หนานไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ก็ลองถามดูเผื่อฟลุค
กู้เฉิน อวี้เซียนขมวดคิ้วครุ่นคิด
ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เป็นประกาย ท่านผู้อาวุโส การประลองของสี่สำนักใหญ่ในครั้งนี้ นอกจากประลองฝีมือรุ่นเยาว์แล้ว ยังมีการเปิดรับศิษย์หน้าใหม่ด้วย
ในรายชื่อผู้สมัครหน้าใหม่ ข้าเหมือนจะเห็นชื่อกู้เฉินอยู่ด้วย แต่ไม่แน่ใจว่า จะใช่ลูกศิษย์ที่ท่านตามหาหรือไม่
ได้ยินดังนั้น เย่หนานก็ยิ้มออก
เขาเดาไม่ผิดจริงๆ งานประลองยุทธ์ครั้งนี้ เขาจะได้เจอกู้เฉินแน่
ท่านผู้อาวุโส ในเมื่อโรงแรมนี้พังไปแล้ว เชิญไปพักที่ที่พักของข้าดีกว่าเจ้าค่ะ อวี้เซียนสังเกตเห็นสีหน้าของเย่หนาน
นางรู้ว่าตัวเองโชคดีเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเจอเข้าแล้ว
เอาสิ เย่หนานจนปัญญา ก็ต้องตามน้ำไป
เมื่อเห็นเย่หนานตอบตกลง อวี้เซียนก็ดีใจเนื้อเต้น รีบเดินนำทางอย่างนอบน้อม
ไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงหอเทียนเซียงสาขาเมืองเมฆา
เมื่อเห็นหอเทียนเซียงยังตั้งตระหง่านไร้รอยขีดข่วน เย่หนานก็อดทึ่งไม่ได้
สมกับเป็นสถานที่ของขุมอำนาจใหญ่จริงๆ เย่หนานรำพึง
เอ๊ะ พวกเจ้ามีกันสี่สำนักไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมีแค่สำนักอวี้หัวของเจ้ามาล่ะ เย่หนานถามอวี้เซียนด้วยความสงสัย
เรียนท่านผู้อาวุโส เพื่อเป็นการฝึกฝนเหล่าศิษย์ พวกเราจึงเดินทางมาก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน ส่วนสำนักอื่นๆ จะเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ อวี้เซียนตอบอย่างจริงจัง