แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 27 สี่สำนักรวมพล
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่หนานก็พยักหน้ารับรู้
เขาแค่สงสัยก็เลยลองถามดูเล่นๆ เท่านั้น
ไม่นาน อวี้เซียนก็จัดแจงให้เย่หนานพักห้องที่อยู่ติดกับนาง
ส่วนผู้อาวุโสและศิษย์คนอื่นๆ ต่างก็พักผ่อนอยู่ในห้องของตน จึงไม่รู้ว่าเย่หนานมาพักที่นี่ด้วย
หากรู้ว่าเย่หนานมา มู่ไป๋และพรรคพวกคงต้องเอามือกุมหน้าด้วยความอับอายแน่ๆ
หลังจากจัดการเรื่องที่พักให้เย่หนานเรียบร้อย อวี้เซียนก็กลับมาที่ห้องของตน
นางหยิบหยกสื่อสารออกมา แล้วบีบมันแตกทันที
ท่านอาจารย์ มีเรื่องด่วนอันใดหรือขอรับ มู่ไป๋ที่ได้รับข้อความรีบรุดมาหาทันที
เขาไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของอาจารย์
เพราะหลังจากกลับมา อวี้เซียนก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและรักษาอาการบาดเจ็บเบื้องต้นไปบ้างแล้ว
เจ้าจงไปสืบดูว่า มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์นามว่ากู้เฉิน เข้าร่วมการประลองหน้าใหม่ในครั้งนี้หรือไม่
หากเจอตัว จงรีบหาทางดึงตัวเขามาเข้าสำนักอวี้หัวของเราให้ได้ ไม่ว่าเขาจะมีเงื่อนไขอะไร ก็ให้ตอบตกลงไปทั้งหมด อวี้เซียนสั่งมู่ไป๋ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
รับทราบขอรับ ท่านอาจารย์ มู่ไป๋ไม่ถามให้มากความ รีบรับคำสั่งแล้วจากไป
ลึกๆ แล้ว มู่ไป๋รู้สึกตกใจไม่น้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่อาจารย์ของเขาให้ความสำคัญกับศิษย์หน้าใหม่มากขนาดนี้
ข้าอยากจะรู้นักว่า เจ้าเด็กใหม่คนนี้มันมีดีอะไร แม้มู่ไป๋จะเป็นคนสุขุม แต่ความอยากเอาชนะตามประสาคนหนุ่มสาวก็ยังมีอยู่
เขาอยากจะเห็นกับตาว่า คนที่อาจารย์ให้ความสำคัญขนาดนี้ จะมีความพิเศษตรงไหน
ในความคิดของอวี้เซียน แม้จะดึงตัวเย่หนานมาร่วมไม่ได้ แต่ขอแค่ได้ตัวกู้เฉินมา ก็เท่ากับได้ตัวเย่หนานมาครองกลายๆ แล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันรุ่งขึ้นก็มาถึง
ศิษย์และผู้อาวุโสทั้งหมดของสำนักอวี้หัว มารวมตัวกันที่ชั้นล่างเพื่อรออวี้เซียน
พวกเขาต่างก็แปลกใจ ปกติเจ้าสำนักไม่ใช่คนตื่นสาย แถมผู้ฝึกตนระดับ ขั้นกายาบริสุทธิ์ ก็แทบไม่ต้องนอนหลับพักผ่อนแล้ว
หารู้ไม่ว่า ไม่ใช่อวี้เซียนที่ตื่นสาย
แต่เป็นเย่หนานและหลิงหลงต่างหากที่ตื่นสาย
เวลานี้ อวี้เซียนไม่ได้อยู่ในห้องของตัวเอง
แต่นางมายืนรออยู่ที่หน้าห้องเย่หนานตั้งนานแล้ว รอให้เย่หนานตื่น
นางไม่กล้าเข้าไปรบกวน
รอไปอีกราวครึ่งชั่วยาม
ทุกคนที่รออยู่ข้างล่างเริ่มกระวนกระวาย
เพราะ ใกล้จะถึงเวลาประลองแล้ว
มีเพียงอวี้เซียนที่ยืนรอหน้าห้องเย่หนานด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ทุกข์ร้อน
หากเป็นเมื่อก่อน งานใหญ่ระดับนี้ นางคงไม่อาจใจเย็นอยู่ได้
แต่ คุณค่าของเย่หนานนั้น เหนือกว่างานประลองในวันนี้มากนัก
แอ๊ด
ประตูห้องเย่หนานเปิดออก
ทันทีที่เปิดประตู เย่หนานก็ชะงักกึก
ขอโทษที นอนเพลินไปหน่อย เย่หนานยิ้มแก้เก้อให้อวี้เซียน
เขารู้ว่าวันนี้มีงานประลองยุทธ์สี่สำนักใหญ่
รีบจัดการธุระส่วนตัว แล้วไปปลุกหลิงหลงที่ห้องข้างๆ
ครู่ต่อมา เย่หนานและหลิงหลง ก็เดินตามอวี้เซียนลงมาข้างล่างด้วยท่าทีนอบน้อม
เมื่อเห็นเย่หนานและหลิงหลงเดินตามหลังอวี้เซียนมา
ทุกคนในสำนักอวี้หัวต่างก็ตกตะลึง
เหล่าผู้อาวุโสต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เจอกันแค่คืนเดียว กลายเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกไปแล้วหรือ
มีเพียงบรรดาศิษย์ที่สีหน้าดูไม่ได้ ราวกับไปกินของแสลงมา
โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่โดนเย่หนานตบหน้าหันไปหลายที
รีบเอามือปิดหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ
เหล่าผู้อาวุโสอยากจะถามอวี้เซียนว่าสองคนนี้เป็นใคร
แต่อวี้เซียนไม่เปิดโอกาสให้ถาม
นางเอ่ยตัดบททันทีว่า เอาล่ะ ออกเดินทางกันได้
พูดจบ นางก็เบี่ยงตัวหลบทางให้เย่หนาน แล้วผายมือเชิญอย่างนอบน้อม เชิญเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโส
เห็นฉากนี้ ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง
เหล่าศิษย์รู้ดีว่าเย่หนานแข็งแกร่ง แต่นึกไม่ถึงว่า แม้แต่เจ้าสำนักของพวกเขา ก็ยังต้องยอมศิโรราบ
ช่างเถอะ ข้าไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตา อีกอย่าง วันนี้เป็นเวทีของพวกเจ้า ข้าแค่มาดูเรื่องสนุกเฉยๆ เย่หนานกล่าวอย่างจนใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี้เซียนจำต้องเดินนำหน้าขบวน
นางเข้าใจดีว่า ยอดฝีมือบางคนมักรักสันโดษ ไม่ชอบทำตัวเด่น
ขบวนของสำนักอวี้หัวจึงเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่งานประลองอย่างยิ่งใหญ่
ตลอดทาง เย่หนานสังเกตเห็นบ้านเรือนที่พังเสียหายกำลังได้รับการซ่อมแซม
แววตาของผู้คนเหล่านั้นไม่ได้เศร้าสร้อย แต่กลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
เย่หนานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เขารู้ว่าอวี้เซียนได้จัดการเรื่องนี้ให้เขาเรียบร้อยแล้วจริงๆ
เย่หนานคิดถูกแล้ว
เมื่อวานหลังจากกลับไป อวี้เซียนก็สั่งการให้จัดการเรื่องนี้ทันที
เมื่อเห็นสีหน้าที่พึงพอใจของเย่หนาน
อวี้เซียนก็ลอบยินดีในใจ
หากสามารถมัดใจเย่หนานได้ ย่อมเป็นเรื่องดียิ่ง
ใช้เวลาไม่นาน ภายใต้การนำของอวี้เซียน ทั้งคณะก็มาถึงลานกว้างขนาดมหึมา
รอบลานกว้าง มีหอคอยสูงตระหง่านตั้งอยู่ทั้งสี่ทิศ
เวลานี้ หอคอยสามแห่งมีคนนั่งจับจองเต็มหมดแล้ว
และทิศทางที่อวี้เซียนนำคณะมุ่งหน้าไป ก็คือหอคอยที่ยังว่างอยู่นั่นเอง
เมืองเมฆาไม่มีเจ้าเมือง แต่ถูกปกครองโดยสี่สำนักใหญ่ร่วมกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นสถานที่ที่สะดวกแก่การคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักนั่นเอง
ที่ด้านหน้าสุดของหอคอยอีกสามแห่ง มีบุรุษผู้มีท่าทางองอาจนั่งประทับอยู่
ทั้งสามท่านนี้คือเจ้าสำนักของอีกสามสำนักที่เหลือ
ทว่า เวลานี้พวกเขากำลังขมวดคิ้วครุ่นคิดบางอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แม้แต่ตอนที่สำนักอวี้หัวมาถึง พวกเขาก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น
ท่านผู้อาวุโส เชิญนั่งที่ตำแหน่งประธานเจ้าค่ะ อวี้เซียนรีบเชิญให้เย่หนานนั่ง
ข้าบอกแล้วไงว่าไม่จำเป็น เจ้านั่งเถอะ เย่หนานยืนกรานปฏิเสธ
เมื่อเย่หนานยืนยันเช่นนั้น อวี้เซียนจำต้องนั่งลงที่ตำแหน่งประธาน
แต่ทว่า นางดูจะนั่งไม่ค่อยติดที่นัก
ก็แน่ล่ะ ท่านเทพเย่หนานนั่งอยู่ข้างๆ นางนี่นา
โหม่ง
เสียงฆ้องดังกึกก้อง
เจ้าสำนักทั้งสามที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิด จึงได้สติกลับคืนมา
เจ้าสำนักอวี้ วันนี้ไฉนมาช้านักเล่า ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าดุดันที่นั่งอยู่หอคอยทางซ้ายของสำนักอวี้หัวเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม
เขาคือเจ้าสำนักดาบอัสนี นามว่าเย่ว์ซาน
นั่นสิ ปกติสำนักอวี้หัวจะกระตือรือร้นที่สุด ครั้งนี้เกิดอะไรขึ้นหรือ ชายวัยกลางคนผู้ดูภูมิฐานจากหอคอยทางขวาก็เอ่ยถามเช่นกัน
เขาคือเจ้าสำนักเหมันต์ นามว่าหานถาน
เมื่อถูกถามไถ่จากทั้งสองสำนัก
อวี้เซียนตอบกลับอย่างสงบนิ่งว่า มีธุระนิดหน่อย เลยล่าช้าไปบ้าง ต้องขออภัยที่ให้ทุกท่านรอนาน
สามขุมอำนาจต่างทักทายปราศรัยกันตามมารยาท
มีเพียงเจ้าสำนักไร้ขอบเขต ฉินอู๋เต้า ที่นั่งอยู่ตรงข้ามสำนักอวี้หัวเท่านั้นที่ยังคงนิ่งเงียบ
สำหรับฉากนี้ อีกสองสำนักต่างชินชาเสียแล้ว
เป็นที่รู้กันดีว่าสำนักไร้ขอบเขตกับสำนักอวี้หัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน
เป็นเขานั่นเอง หญิงสาวชุดฟ้าผู้งดงามที่นั่งอยู่ข้างกายฉินอู๋เต้าอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ
หลิงเอ๋ย มีอะไรหรือ ฉินอู๋เต้าหันไปถามหญิงสาวชุดฟ้า
ไม่ใช่ใครอื่น นางคือหลานหลิง สตรีที่ปฏิเสธการรับศิษย์ของเย่หนานนั่นเอง
ท่านเจ้าสำนัก ท่านเห็นชายหนุ่มชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างเจ้าสำนักอวี้หรือไม่เจ้าคะ หลานหลิงชี้ชวนให้ฉินอู๋เต้าดู
อืม ข้าสังเกตเห็นนานแล้ว แค่ ขั้นกลั่นลมปราณ คนหนึ่ง มีอะไรน่าแปลกใจหรือ ฉินอู๋เต้าไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์อาจจะไม่ทราบ หลานหลิงจึงเล่าเรื่องที่เย่หนานเคยขอรับนางเป็นศิษย์ให้ฟัง
โอ้ น่าสนใจดีนี่ ขั้นกลั่นลมปราณ คิดจะรับเจ้าเป็นศิษย์เชียวรึ ฉินอู๋เต้าหันไปพิจารณาเย่หนานด้วยความสนใจ
ความจริงหลานหลิงก็แปลกใจไม่น้อย
นางคิดไม่ถึงว่า เย่หนานจะเป็นคนของสำนักอวี้หัว
แต่ ก็แค่ความสงสัยใคร่รู้ชั่ววูบ ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากนัก
ก็แค่ ขั้นกลั่นลมปราณ กระจอกๆ คนหนึ่ง
อีกสองสำนักที่เหลือ ต่างก็สังเกตเห็นเย่หนานเช่นกัน
เพราะคนที่สามารถนั่งเคียงข้างอวี้เซียนได้ ย่อมต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างกับนาง
แต่ เมื่อสัมผัสได้ถึงระดับพลังของเย่หนาน ความสนใจของพวกเขาก็หมดลงทันที
ถึงขั้น หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัย
หรือว่าเย่หนานจะเป็นชายบำเรอที่อวี้เซียนเลี้ยงไว้ เพราะ หน้าตาของเย่หนานก็จัดว่าหล่อเหลาเอาการ
ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร เรื่องพรรค์นี้ถือเป็นเรื่องปกติสามัญ