แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 49 ดาบเลี้ยวได้
เรื่องของหลิงเอ๋ยที่ฉินอู๋เต๋อพูดถึง เย่หนานพอจะเดาออกลางๆ
แต่ เขาไม่มีอารมณ์จะไปสนใจเรื่องพวกนี้หรอก
ตอนนี้เขาแค่อยากจะเป็นปลาเค็มนอนอืดอย่างสงบสุข แต่ชอบมีคนมาหาเรื่องไม่หยุดหย่อน ยอดเขาหนานก็เพิ่งซ่อมไปหยกๆ
ดูทรงแล้วคราวนี้คงต้องย้ายยอดเขาใหม่ การซ่อมแซมคงลำบากน่าดู เรื่องนี้ทำให้เย่หนานหงุดหงิดไม่น้อย
ข้าไม่อยากฆ่าคน ถ้าพวกเจ้ารู้ความ ก็ทิ้งของมีค่าไว้ แล้วไสหัวไปซะ เย่หนานมองคนสามสำนักด้วยความรำคาญ
ได้ยินคำพูดของเย่หนาน ทุกคนต่างหัวเราะด้วยความโกรธ
พวกเขามาเพื่อล้างสำนัก แต่กลับถูก ขั้นกลั่นลมปราณ ข่มขู่ แถมยังจะมาปล้นพวกเขาอีก
พอได้แล้ว เลิกพล่ามกับมันเถอะ รีบทำลายสำนักอวี้หัวซะ เดี๋ยวจะยืดเยื้อเปล่าๆ เย่ว์ปู้ฉวินรีบตัดบทฉินอู๋เต๋อที่กำลังจะต่อปากต่อคำ
เมื่อเย่ว์ปู้ฉวินทักท้วง ฉินอู๋เต๋อก็จำต้องหุบปาก
ฆ่ามัน เย่ว์ปู้ฉวินตะโกนลั่น พุ่งนำออกไปเป็นคนแรก
ฮึ ดื้อด้านนัก เห็นเย่ว์ปู้ฉวินพุ่งเข้ามา เย่หนานก็ขี้เกียจจะพูดมากความแล้ว
เย่หนานวาดฝ่ามือออกไป ตบกวาดใส่เย่ว์ปู้ฉวิน
หือ เย่ว์ปู้ฉวินที่เพิ่งก้าวเท้าออกไปได้ไม่กี่ก้าว รู้สึกเหมือนถูกพลังมหาศาลล็อกเป้า
เมื่อหันไปมองด้านข้าง
เขาก็เห็นฝ่ามือที่เกิดจากพลังที่มองไม่เห็น กำลังตบกวาดเข้ามาหาเขา
เห็นฉากนี้ เย่ว์ปู้ฉวินหน้าถอดสี
รีบรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีตั้งรับ
อ๊าก
แต่พลังของเย่หนานนั้นแข็งแกร่งเพียงใด มีหรือที่เย่ว์ปู้ฉวินจะต้านทานไหว
โครมคราม
ตำหนักน้อยใหญ่พังครืนลงมาเป็นแถบๆ ด้วยฝ่ามือของเย่หนาน
ส่วนเย่ว์ปู้ฉวินที่อยู่ใจกลางพลังโจมตี ตอนแรกยังพอได้ยินเสียงร้องโหยหวน
แต่ช่วงหลังๆ เสียงก็เงียบหายไป
เวรเอ๊ย ใส่แรงเยอะไปอีกแล้ว เย่หนานมองตำหนักที่พังราบเป็นหน้ากลองด้วยความรู้สึกผิด
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ แม้แต่ศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักดาบอัสนี ยังลืมที่จะไปขุดหาบรรพชนของตัวเองในซากปรักหักพัง
ส่วนระดับสูงอย่างฉินอู๋เต๋อ สีหน้าเปลี่ยนจากดูแคลนในตอนแรก กลายเป็นตกตะลึง และความหวาดกลัวก็เริ่มเกาะกุมจิตใจของทุกคน
ฝ่ามือเมื่อครู่ คือความตระการตาที่น่าสยดสยองอย่างแท้จริง
แม้แต่บรรพชนระดับ ขั้นกายาคงกระพัน ยังต้านทานไม่ได้แม้แต่ฝ่ามือเดียว
แถม ดูท่าทางของเย่หนานแล้ว ยังดูผ่อนคลาย ราวกับไม่ได้ออกแรงอะไรเลย
ฉินอู๋เต๋อไม่สนใจอะไรอีกแล้ว หันหลังวิ่งหนีทันที
เห็นฉินอู๋เต๋อหนี คนของสำนักอื่นมีหรือจะกล้าอยู่ต่อ
ตบเดียวฆ่า ขั้นกายาคงกระพัน ได้ ก็ตบพวกมันตายได้เหมือนกัน
บ้าเอ๊ย ทำไมสำนักอวี้หัวถึงมียอดฝีมือระดับนี้ซ่อนอยู่ ข้าน่าจะเอะใจตั้งแต่แรกว่าวาสนาของคนพวกนั้นต้องมาจากคนผู้นี้แน่ๆ ฉินอู๋เต๋อวิ่งไปนึกเสียใจไป
แต่ตอนนี้พูดไปก็สายเกินแก้ เขาต้องรีบหนีเอาตัวรอด
ส่วนศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักไร้ขอบเขต เขาไม่สนใจหรอก ขอแค่เขารอด สำนักไร้ขอบเขตก็ยังอยู่
เห็นศัตรูแตกฮือหนีตาย
คนของสำนักอวี้หัวก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะเหล่าผู้อาวุโส
พวกเขาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า สำนักของตนมีเทพเจ้าองค์หนึ่งสถิตอยู่
นี่คือพลังของ ขั้นปฐพีเร้นลับ งั้นหรือ อวี้เซียวจื่อมองพื้นที่ที่ถูกเย่หนานตบจนราบเป็นหน้ากลองด้วยความทึ่ง
ถ้าแค่พังตึก เขาใช้เวลานิดหน่อยก็ทำได้
แต่ในนั้นมีภูเขาลูกย่อมๆ อยู่ด้วย แถมพื้นดินยังถูกขูดออกไปชั้นหนึ่ง
พลังระดับนี้ เขาทำไม่ได้แน่
เมื่อกี้ให้ไปไม่ยอมไป ทีนี้อยากจะหนี ฝันไปเถอะ เย่หนานมองพวกที่กำลังหนีตายด้วยสายตาดูแคลน
เอ่อ พวกเจ้านั่งยองๆ ลงไปนะ ข้ากลัวโดนลูกหลง ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เย่หนานหันไปบอกอวี้เซียวจื่อและพวก
ได้ยินคำสั่ง ทุกคนถึงได้สติจากภวังค์
ไม่รอช้า รีบนั่งยองๆ ลงไปรวมกัน
เพื่อความปลอดภัย อวี้เซียวจื่อถึงกับหมอบราบไปกับพื้นเลยทีเดียว
ผู้อาวุโสชายบางคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย
ความแข็งแกร่งของเย่หนานเมื่อครู่ พวกเขาประจักษ์แก่สายตาแล้ว กลัวโดนลูกหลงจริงๆ
แต่อวี้เซียนและผู้อาวุโสหญิงนี่สิ ลำบากใจหน่อย
สุดท้ายก็ไม่ได้หมอบลงไป ได้แต่นั่งยองๆ ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
โอเค เริ่มงานได้ เย่หนานถูมือไปมา
วิ้ง
ก้อนแสงสีทองปรากฏขึ้นในมือของเขา
เพียงแค่เย่หนานคิดในใจ
ก้อนแสงก็เปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็ว และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ชั่วพริบตาเดียว มันก็กลายเป็นดาบใหญ่ที่มีความกว้างหลายเมตร และยาวนับร้อยเมตร
ทันทีที่ดาบยักษ์ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นคนสำนักอวี้หัว หรือคนที่กำลังหนีตาย ต่างก็หนังตากระตุก
จะหนีไปไหน เย่หนานเหวี่ยงดาบยักษ์ไปรอบๆ
เสียงร้องโหยหวนดังระงม ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน ผู้คน หรือสิ่งก่อสร้าง ล้วนเปราะบางราวกับเต้าหู้ แตกสลายทันทีที่สัมผัสโดน
เห็นฉากสังหารหมู่ คนสำนักอวี้หัวต่างตกตะลึง
แม้เรื่องแบบนี้จะไม่ใช่เรื่องแปลกในโลกผู้บำเพ็ญเพียร แต่ การได้เห็นฉากอลังการงานสร้างแบบนี้กับตาตัวเอง เป็นครั้งแรก ก็อดทึ่งไม่ได้
ยิ่งมองเย่หนานที่กวัดแกว่งดาบไปมา แววตาของพวกเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
โชคดีเหลือเกินที่ท่านผู้อาวุโสมาอยู่สำนักเรา ไม่อย่างนั้น คิดถึงตรงนี้ อวี้เซียวจื่อก็ใจสั่นสะท้าน
อวี้เซียนเองก็ไม่ต่างกัน
เห็นดาบยาวที่ฟันกราดไปทั่วอย่างไร้ทิศทาง เจ้าสำนักทั้งสาม รวมถึงเย่ว์ปู้ฉวินและฉินอู๋เต๋อที่กำลังหนีตาย ต่างหน้าซีดเผือด
พวกเขาไม่มีเวลามาสงสัยแล้วว่าเย่หนานไปเอาดาบยาวขนาดนี้มาจากไหน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คิดคือต้องรอด
แต่ไม่ว่าจะหนีเร็วแค่ไหน ไกลแค่ไหน ดาบของเย่หนานก็เหมือนจะยืดตามไปได้เรื่อยๆ ทำเอาพวกเขาทั้งโกรธทั้งกลัว
วินาทีนี้ คนทั้งสามสำนักต่างสำนึกเสียใจสุดซึ้ง ที่คิดมาทำลายสำนักอวี้หัว
ความโลภบังตาแท้ๆ หานเทียนตะโกนด้วยความเสียใจขณะวิ่งหนี
แต่ยังไม่ทันขาดคำ ดาบยาวก็พุ่งมาถึงข้างตัวเขา
เห็นดังนั้น เขารีบหมอบราบลงกับพื้น เขารู้ดีว่าไม่อาจต้านทานดาบเล่มนี้ได้
แต่ในขณะที่เขาหมอบอยู่นั้น
ดาบยาวที่กำลังจะผ่านหัวเขาไป จู่ๆ ก็ชะงัก
หานเทียนที่นึกว่าจะรอดแล้ว วินาทีต่อมาเขาก็ได้เห็นฉากที่ไม่อาจเข้าใจได้
ดาบเล่มนั้น เลี้ยวได้
ฉึก
หานเทียนยังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกปลายดาบแทงทะลุร่าง
ตายตาไม่หลับ ไม่นึกเลยว่าในโลกนี้จะมีดาบประหลาดที่เลี้ยวได้ด้วย
เห็นหานเทียนโดนแทงตาย ฉินอู๋เต๋อที่อยู่ไม่ไกลกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
มองดูดาบยักษ์ที่พลิ้วไหวราวกับงู เย่หนานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ไม่เลว ไม่เลว
แต่ในสายตาของคนสำนักอวี้หัว มันคือภาพนรกแตก
โครมคราม
เสียงระเบิดและเสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วทุกสารทิศ
แม้แต่เจ้าสำนักต่างๆ ก็หนีไม่พ้นชะตากรรม กลายเป็นศพภายใต้คมดาบยักษ์อันบ้าคลั่ง
คนที่น่าอนาถที่สุดคงหนีไม่พ้นฉินอู๋เต้า ก่อนตายเขายังวาดฝันว่า หากยึดสำนักอวี้หัวได้ บวกกับมีอัจฉริยะอย่างหลานหลิง สำนักไร้ขอบเขตจะผงาดขึ้นมาค่อยๆ กลืนกินอีกสองสำนัก
แต่ตอนนี้ เขาตายตาไม่หลับ
ชีวิตจบสิ้นลงอย่างง่ายดาย โดยที่เย่หนานไม่แม้แต่จะชายตามองเขาด้วยซ้ำ
เวลาผ่านไป คนของสามสำนักใหญ่ถูกสังหารไปเกือบหมด
ฉินอู๋เต๋อที่อยู่ไกลออกไปหยุดวิ่ง
ตุบ เขาทรุดลงคุกเข่า โขกศีรษะให้เย่หนานรัวๆ
ปากก็พร่ำขอชีวิตไม่หยุด ท่านผู้อาวุโส ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้ายินดีรับใช้ท่านเป็นนาย ข้ายกสำนักไร้ขอบเขตให้ท่านหมดเลย
เย่หนานขี้เกียจจะฟัง เตรียมจะฟันดาบลงไป