แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 16 ฉันอยากซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 16 ฉันอยากซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่
บทที่ 16 ฉันอยากซื้อคฤหาสน์หลังใหญ่
หนิงหนิงเปิดแอปวีแชทดู
ในส่วนของร่างเดิมนั้นว่างเปล่า ไม่มีเนื้อหาอะไรเลย
ส่วนคนอื่น ๆ นั้น มีทั้งเซลฟี่ ท่องเที่ยว และการทำงาน
ช่างมีเนื้อหามากมายและเต็มไปด้วยสีสัน
หลังจากดูไปรอบหนึ่ง หนิงหนิงไม่เห็นคนธรรมดาเลย มีแต่คนรวยหรือไม่ก็ผู้ดีมีตระกูล
ทุกคนต่างโพสต์รูปรถ รูปอาหาร และอวดความรักกัน
แต่ละคนล้วนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์แบบ
โลกสมัยใหม่ช่างมีสีสันหลากหลายจริง ๆ
ไม่แปลกใจเลยที่ร่างเดิมไม่ชอบโพสต์อะไรในโซเชียล
นิ้วของเธอหยุดชะงัก
[จินซุ่ย: ขายคฤหาสน์กุหลาบ สอบถามรายละเอียดทางแชทส่วนตัว]
มีรูปภาพประกอบหลายภาพ
คฤหาสน์หรูหราสไตล์วินเทจ
ในสวนมีกุหลาบปลูกเป็นแปลงใหญ่
ด้านล่างเป็นส่วนความคิดเห็น
[ซูเยว่: สวยจังเลย! หัวใจฉันเต้นแรงมาก น่าเสียดายที่พ่อเพิ่งระงับบัตรเครดิตของฉันไป]
[ทาเลีย: นี่มันคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เขาหลานซานไม่ใช่เหรอ ราคาไม่ถูกนะ~]
[รีเบคก้า: ไม่จริงน่า เพิ่งซื้อเมื่อเดือนที่แล้วเองไม่ใช่หรอทำไมรีบขายล่ะ?]
[จ้าวตัวตัว: เพราะคฤหาสน์หลังนี้มีผีสิงน่ะ ตระกูลจินของพวกคุณทำแบบนี้ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่นะ]
เพราะความคิดเห็นนี้ ทำให้มีคนแห่กันเข้ามาร่วมวงสนทนา ส่วนความคิดเห็นจึงคึกคักเป็นพิเศษ
และไม่มีการตอบกลับจากคนที่โพสต์ข้อความนี้เลย
วาเซียมองเห็นคฤหาสน์หลังนี้แล้วสนใจ “หนิงหนิง พวกเราซื้อคฤหาสน์กุหลาบหลังนี้กันเถอะ”
ก่อนหน้านี้เขาเคยอาศัยอยู่ในปราสาท ปราสาทหลังนั้นใหญ่มาก ทั้งปราสาทมีแค่เขากับหนิงหนิงที่อยู่ด้วยกันเท่านั้น
อ๋อ ลืมไปยังมีงูยักษ์ตัวนั้นด้วย
แต่ในโลกนี้ ไม่สามารถอาศัยอยู่ในปราสาทได้ เพราะส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปหมดแล้ว
วาเซียยอมรับได้ง่าย ถึงไม่ใช่ปราสาทแต่แบบนี้ก็ใช้ได้
หนิงหนิงคลิกที่รูปโปรไฟล์ของจินซุ่ย
[สวัสดี ฉันอยากซื้อคฤหาสน์กุหลาบ]
จินซุ่ยตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
[จินซุ่ย: เจียงหนิง?]
[หนิงหนิง: ฉันชื่อหนิงหนิง]
[จินซุ่ย: คุณเห็นคอมเมนต์ในวีแชทหรือยัง เรื่องผีสิงนั่นเป็นเรื่องจริงนะ]
[หนิงหนิง: ฉันไม่กลัวผีหรอก]
[จินซุ่ย: (สติกเกอร์กระต่ายเหงื่อตก) มันไม่เกี่ยวกับว่าคุณกลัวหรือไม่กลัวหรอก ฉันก็ไม่กลัวเหมือนกัน!]
[จินซุ่ย: ล้อเล่นน่ะ จริง ๆ แล้วฉันก็กลัวผีเหมือนกัน]
[จินซุ่ย: ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน]
หนิงหนิงเลือกสติกเกอร์แล้วส่งไป
[หนิงหนิง: (สติกเกอร์แมวดื่มชา)]
[หนิงหนิง: ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล]
[จินซุ่ย: คุณไปทำอะไรที่โรงพยาบาล]
[หนิงหนิง: ฉันป่วย]
[หนิงหนิง: (สติกเกอร์แมวนอนล้ม)]
[จินซุ่ย: ???]
ยี่สิบนาทีต่อมา หญิงสาวในชุดโลลิต้าน่ารักประดับด้วยโบว์มากมายบนกระโปรง ใบหน้าหวานละมุน เดินมายืนอยู่ข้างเตียงของหนิงหนิง
จินซุ่ยถาม “นี่คุณเรียกว่าป่วยเหรอ?”
หนิงหนิงตอบ “โดดลงมาจากตึก”
จินซุ่ยนิ่งเงียบไป
หนิงหนิงหายตัวไปเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เธอดูเหมือนจะเดาอะไรบางอย่างได้
จินซุ่ยรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที
เธอตั้งใจมาหาเรื่องซุบซิบ มากกว่ามาเพราะเป็นห่วงจริง ๆ
หนึ่งเดือนที่หนิงหนิงหายตัวไป การพูดคุยเกี่ยวกับเธอในแวดวงก็ไม่เคยหยุดลง
แม้ว่าจินซุ่ยจะไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกคนรวยในแวดวงนั้นมากนัก แต่เธอก็ยังได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับหนิงหนิงอยู่เสมอ ส่วนใหญ่เป็นการเยาะเย้ยถากถางล้วนแต่ไม่น่าฟังทั้งนั้น
“คฤหาสน์หลังนี้ ขายให้ฉันเท่าไหร่?” หนิงหนิงถาม
“หา?” จินซุ่ยอุทาน
“คุณไม่ได้มาคุยเรื่องขายคฤหาสน์หรอกเหรอ?” หนิงหนิงถาม
จินซุ่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย “…ฉันมาดูว่าคุณเป็นยังไงบ้าง”
หนิงหนิงถาม “คุณเป็นเพื่อนฉันเหรอ?”
จินซุ่ยสะดุ้งเล็กน้อย
เธอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดจาแรงแบบนี้
หนิงหนิงรีบอธิบาย “อย่าเข้าใจผิดไป ฉันความจำเสื่อมน่ะ”
จินซุ่ย: “อ๊ะ!”
ความจำเสื่อม?
นี่มันเหมือนบทละครทีวีชัด ๆ
จินซุ่ยงงงวยอยู่พักใหญ่ก่อนจะได้สติ
เธอรู้สึกสับสนอย่างมาก “ไม่ใช่”
พูดให้นุ่มนวลหน่อยก็คือ อย่าว่าแต่จะเป็นเพื่อนเลยแทบจะไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ
เคยเจอกันแค่ครั้งเดียว
ตอนที่จินซุ่ยยังเป็นเด็กอยู่ พ่อของเธอก็แค่เป็นเจ้าของร้านอาหารธรรมดา ๆ
ตอนที่จินซุ่ยอายุสิบขวบบ้านของตระกูลถูกเวนคืน พ่อของเธอจึงนำเงินค่าชดเชยมาลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ทั่วไป
ตอนจินซุ่ยอายุสิบห้า พ่อของเธอก็กลายเป็นเศรษฐีในเมืองและเธอก็กลายเป็นลูกเศรษฐีทันที
พ่อของเธอเป็นเศรษฐีใหม่ในสายตาของตระกูลเก่าแก่ในเมือง อย่างตระกูลเจียงและตระกูลหัวที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ตอนนั้น จินซุ่ยยังเป็นสาวใสซื่อ เต็มไปด้วยความคาดหวังที่จะได้เป็นเพื่อนกับลูกหลานตระกูลดังที่มักเห็นตามข่าว
แต่ไม่นานเธอก็พบว่า พวกทายาทเศรษฐีเหล่านั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ แถมสายตาที่มองมายังเจือไปด้วยความสงสาร
จินซุ่ยรู้สึกว่าคนพวกนี้ช่างไร้สาระเหลือเกิน
จินซุ่ยเคยเจอหนิงหนิงมาก่อนเหมือนกัน
น้องชายของเธอเจียงฉือซิง เคยจัดงานวันเกิดที่สโมสรแห่งหนึ่งจินซุ่ยก็ไปร่วมสนุกด้วย
และหนิงหนิงก็อยู่ที่นั่นด้วย เธอสวยมาก แม้จะนั่งอยู่ตรงมุมห้องแต่ทุกคนก็สามารถเห็นเธอได้อย่างชัดเจน
อาจเป็นเพราะสวยเกินไป พวกลูกคนรวยรุ่นที่สองต่างก็แซวเธอ ให้เธอร้องเพลง ให้เธอเต้นและรินเหล้าให้เธอดื่ม
หนิงหนิงทำตามทุกอย่างที่พวกเขาขอ บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มตลอดเวลา แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูเสแสร้งมาก
จินซุ่ยมองแล้วรู้สึกอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว
เจียงฉือซิงทำเป็นไม่เห็น
ระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ จินซุ่ยทนดูต่อไปไม่ไหวเลยวิ่งหนีออกมา
เธอเข้าใจเรื่องหนึ่งว่า การมีเงินไม่ได้หมายความว่าจะมีความประพฤติที่ดี
ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ตัดความคิดที่จะเข้าไปอยู่ในวงการลูกคนรวยออกไป การได้เล่นกับเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ถึงจะมีความสุขที่สุด
การที่หนิงหนิงสูญเสียความทรงจำไปจริง ๆ ก็ถือว่าดีเหมือนกัน เรื่องที่ทำให้หงุดหงิดใจทั้งหมดก็ถูกลืมไป
ที่จริงเธอก็ขอบคุณหนิงหนิงที่ทำให้เธอรู้ตัวทัน ไม่ต้องเสียใจมากไปกว่านี้
เธอไม่ควรหลอกหนิงหนิง
“ถึงจะอยากขายให้คุณมากแค่ไหนแต่ก็ขายไม่ได้จริง ๆ มันมีผีสิงอยู่จริง ๆ นะ”
หนิงหนิงถามอย่างสงสัย “ก็แค่ให้นักพรตมาจับผีออกไปก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็ดีสิ ที่มีผีหลอกก็เพราะมีนักพรตนั่นแหละ
เมื่อจินซุ่ยนึกถึงเรื่องนี้ ก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
คฤหาสน์กุหลาบตั้งอยู่ที่เขาหลานซาน นอกเขตชานเมือง โดยรอบล้อมรอบด้วยภูเขาและแหล่งน้ำสภาพแวดล้อมสวยงามมาก
ตัวคฤหาสน์ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลกจากต่างประเทศ
ตอนนั้นครอบครัวของจินซุ่ยกำลังมองหาบ้านใหม่ เธอเห็นคฤหาสน์หลังนี้เพียงแวบเดียวก็ถูกใจทันที เธอชอบสวนกุหลาบในบริเวณคฤหาสน์ที่ตัดกับผนังสีเทาของคฤหาสน์สไตล์โกธิคด้านหลัง ดูลึกลับและโรแมนติก
เธออยากอยู่ที่นี่
แต่แม่ของเธอไม่เห็นด้วย พอมองคฤหาสน์หลังนี้แค่แวบเดียวเธอก็บอกว่ารู้สึกว่าน่าขนลุกไม่เหมือนบ้านที่มนุษย์จะอยู่อาศัยได้เลย
จินซุ่ยโต้แย้งว่า “นี่มันสไตล์โกธิค เป็นการออกแบบแนวนี้”
ตอนที่เข้าไปดูภายในคฤหาสน์ การตกแต่งภายในกลับแตกต่างจากบรรยากาศอ้างว้างภายนอกโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นการตกแต่งสไตล์โรโคโคที่หรูหราอลังการ
แม่ของเธอค่อนข้างพอใจและที่สำคัญกว่านั้นคือ ตั้งแต่เด็กจนโตแม่ก็รักและตามใจเธอมาตลอด จึงยอมประนีประนอมอย่างฝืนใจ
ตอนนี้ จินซุ่ยนึกย้อนกลับไปอยากจะตบหน้าตัวเองสักที
จริง ๆ แล้วการไม่เชื่อฟังคำสอนของผู้ใหญ่ ทำให้ต้องมาเจอกับความเดือดร้อนในภายหลัง
พวกเธอใช้เงินถึงสามร้อยล้านซื้อคฤหาสน์หลังนี้มา
อยู่ได้แค่หนึ่งสัปดาห์ เรื่องผีก็เริ่มขึ้น
กลางวันน้ำในอ่างล้างมือกลายเป็นเลือด ตอนกลางคืนก็โดนผีทับ
พ่อของเธอรีบติดต่อหาสำนักเซียนทันที ทางตระกูลจ้าวก็ส่งคนมาจัดการปราบผีให้
ผ่านไปสองวัน เลือดก็เริ่มไหลซึมออกมาอีก
พ่อของเธอต้องไปตามหาคนมาช่วยอีกครั้ง
ผีตนหนึ่งหายไป อีกตนก็มาแทน
วุ่นวายไปมาอย่างนี้ พอขับไล่ผีครั้งที่ห้าเสร็จทั้งครอบครัวก็เหนื่อยล้า ทั้งร่างกาย และจิตใจ
จินซุ่ยสงสัยว่า บางทีครอบครัวของพวกเขาอาจจะธาตุขัดกับคฤหาสน์หลังนี้
ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็ไม่อยากอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้แล้วและเตรียมที่จะขายมันทิ้ง
ตระกูลจ้าวมาติดต่อถึงที่ด้วยตัวเอง บอกว่าพวกเขาจะรับซื้อแต่ราคาต้องลดลงครึ่งหนึ่ง
นี่มันฉวยโอกาสในยามคับขันชัด ๆ ทางครอบครัวของเธอจึงไม่ยอมตกลง
อีกฝ่ายพูดประโยคนี้ออกมา
“ถ้าพวกคุณไม่ขาย คฤหาสน์หลังนี้ก็จะกลายเป็นที่พักผ่อนของวิญญาณไปตลอดกาล”
น้ำเสียงนั้นฟังดูมีนัยยะ พูดจบเขาก็เดินจากไป
ถึงจะโง่แค่ไหน จินซุ่ยและครอบครัวก็เริ่มรู้ตัวแล้ว
พวกตระกูลจ้าวกับผีพวกนี้ เป็นพวกเดียวกันสินะ?
นอกจากจะหลอกเอาเงินค่าไล่ผีจากครอบครับเธอแล้ว ยังจะแย่งคฤหาสน์ไปอีก
เงินค่าไล่ผีหลายครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลย
พวกนั้นคิดจะเอาคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ไปฟรี ๆ เลยสินะ
พ่อของจินซุ่ยแทบจะโมโหตายอยู่แล้ว