แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 17 เมล็ดพันธุ์
ทที่ 17 เมล็ดพันธุ์
ตระกูลในสำนักเซียนไม่ได้มีแค่ตระกูลจ้าวเท่านั้น
พ่อของจินซุ่ยไปหาตระกูลจี๋อีกครั้ง จ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อค่ายกลป้องกันภูเขาของตระกูลจี๋
สงบได้แค่สองวัน พอถึงวันที่สามผีก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีก
ตระกูลจี๋บอกว่าค่ายกลถูกใครบางคนทำลาย พวกเขาช่วยอะไรไม่ได้
ค่ายกลละยี่สิบล้านหยวน แล้วพวกคุณก็บอกว่าช่วยอะไรไม่ได้ ก็จบแค่นั้นเลยเหรอ
นี่มันเป็นการช่วยเหลือกันอย่างชัดเจน
แม้แต่ตระกูลจี๋ที่เป็นตระกูลอันดับหนึ่งของสำนักเซียนยังไม่มีทางแก้ไข ตระกูลของพวกเขาจะมีวิธีอะไรได้
เมื่อนำคฤหาสน์ออกมาประกาศขาย ตระกูลจ้าวก็จงใจปล่อยข่าวลือว่าในบ้านมีวิญญาณร้ายทำให้ไม่มีใครกล้าสนใจซื้อคฤหาสน์หลังนี้
คฤหาสน์หลังนี้อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ขายให้ตระกูลจ้าวก็ขายให้คนอื่นไม่ได้
ไม่ว่าจะปล่อยทิ้งไว้หรือขายไป ก็ยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ดี
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเขาทั้งครอบครัวแทบจะโมโหตาย
หนิงหนิงฟังจบก็ถามว่า “ทำไมพวกคุณไม่แจ้งตำรวจล่ะ?”
จินซุ่ยตอบว่า “หมายถึงหน่วยสืบสวนพิเศษน่ะเหรอ? ไม่เอาหรอก”
ใคร ๆ ก็รู้ว่าหน่วยสืบสวนพิเศษเป็นแค่หน่วยงานในนาม เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมาย แถมยังทำงานล่าช้าสุด ๆ ในเวลาที่ใช้แจ้งความนั้นทางสำนักเซียนก็คงจัดการเรื่องเสร็จไปแล้ว
ถ้าเกิดเรียกหน่วยสืบสวนพิเศษมาจริง ๆ แล้วพวกเขาบาดเจ็บขึ้นมาจินซุ่ยก็คงต้องรู้สึกผิดที่ไปแจ้งความอีก
หนิงหนิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ขายให้ฉันเถอะ ไม่ต้องลดราคาก็ได้”
จินซุ่ยตอบกลับ “บอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่เรื่องจะขายหรือไม่ขาย แต่มันมีผี!”
“ฉันรู้ และฉันก็บอกแล้วว่าฉันไม่กลัวผี”
จินซุ่ยเริ่มหงุดหงิด “มันไม่ใช่แค่เรื่องกลัวหรือไม่กลัวนะ”
หนิงหนิงยื่นวัตถุทรงกลมขนาดเท่าเมล็ดข้าวให้เธอ
“นี่คือเมล็ดพันธุ์”
จินซุ่ยรับมันมามันเป็นลูกกลมสีทองขนาดเล็ก เธอบีบมันเบา ๆ
“มันก็คือเงินด้วย”
จินซุ่ยรู้สึกงุนงง
ถึงจะทำด้วยทองก็เถอะ ยังไงก็ไม่พอสำหรับซื้อคฤหาสน์หลังนี้หรอก
เธอนี่แย่ยิ่งกว่าตระกูลจ้าวที่เป็นโจรซะอีก
หนิงหนิงอธิบาย “กลับไปฝังมันลงดินสิ รอจนถึงตอนกลางคืนเมื่อมีแสงจันทร์ มันจะเติบโตขึ้นมา”
จินซุ่ยได้แต่นิ่งเงียบ
พี่น้องทั้งหลายฟังสิว่าเธอพูดอะไรเหลวไหลขนาดไหน เธอไม่ใช่เด็กที่ยังเชื่อเรื่องเทพนิยายแล้วนะ!
จินซุ่ยไม่ได้เชื่อจริงจังเธอรับมันมา เอาเมล็ดพันธุ์ใส่ลงในกระเป๋าใบเล็กของเธอ แล้วพูดแบบขอไปทีว่า “รู้แล้ว ๆ เดี๋ยวกลับไปจะปลูกเลย”
เธอจ้องมองหนิงหนิงด้วยแววตาเป็นประกาย
หนิงหนิงมองอย่างสงสัย
จินซุ่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “ฉันขอลูบแมวของคุณหน่อยได้ไหม?”
วาเซียกำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของหนิงหนิง จินซุ่ยเห็นมันทันทีที่เดินเข้ามา
แมวดำตัวน้อยน่ารักจัง ขณะที่เธอพูดดวงตาทั้งสองข้างของมันก็จ้องมองเธอไม่
วางตา ช่างมีไหวพริบจริง ๆ
หูของวาเซียสั่นกระตุก รีบลุกขึ้นวิ่งออกไปทันที กระโดดขึ้นไปบนขอบหน้าต่างแล้วซ่อนตัวอยู่หลังผ้าม่าน
อีกคนแล้วที่มนุษย์อยากจะแตะเนื้อต้องตัวเขา!
หนิงหนิงตอบเรียบ ๆ “คงจะไม่ได้นะ”
จินซุ่ยผิดหวังมาก
เมื่อลูบไม่ได้ เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปวาเซียแทน
วาเซียชอบการถ่ายรูปมาก มันให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและยังจัดท่าทางถ่ายรูปเองด้วย
จินซุ่ยพูดชมไม่หยุดปาก “เยี่ยมมาก น่ารักจัง เก่งจังเลย” จนวาเซียดีใจจนตัวลอย
หนิงหนิงก็ถ่ายรูปไปหลายภาพ เปลี่ยนทั้งภาพพักหน้าจอและวอลเปเปอร์เป็นรูปวาเซีย ทำให้วาเซียพอใจมาก
หลังจากอยู่ด้วยกันสักพัก ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว จินซุ่ยจึงเก็บโทรศัพท์และจำใจต้องกลับบ้าน
กลับถึงบ้าน
พวกเขาย้ายออกจากคฤหาสน์กุหลาบแล้ว กลับมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ในเมือง
พ่อและแม่ของเธออยู่ที่บ้าน ทั้งสองนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทั้งคู่ดูซูบผอมลงไปมาก
พ่อของเธอชื่อจินเฉียนตัวเขาบอกว่าชื่อนี้ตั้งได้ดี ที่เขาประสบความสำเร็จได้ชื่อนี้มีส่วนช่วยถึงครึ่งหนึ่ง
ช่วงสองสามวันนี้จินเฉียนตัวกำลังติดต่อกับทางตระกูลผู้ดี เนื่องจากสำนักเซียนกับตระกูลผู้ดีมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน เขาจึงลองดูว่าจะสามารถเจรจากับทางสำนักเซียนได้หรือไม่
จินเฉียนตัวกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ พอวางสายก็อดบ่นไม่ได้ “อะไรกัน พูดอะไรก็มีแต่เรื่องเงิน ๆ ๆ”
แม่ของเธอเซี่ยลี่เฟินพูดตรง ๆ “พวกโง่เง่ายังจะมาอวดว่าเป็นตระกูลใหญ่ ฉันว่าขอทานยังดูดีกว่าเลย มาดูถูกบ้านเรา ฉันก็ไม่ได้เคารพพวกเขาเหมือนกัน”
จินซุ่ยนั่งลง ตูตูสุนัขตัวน้อยของบ้านกระดิกหางให้เธอ สามีภรรยาคู่นี้ไม่อยากให้ลูกเห็นสีหน้าไม่ดีจึงยิ้มเหมือนดอกไม้บาน
เซี่ยลี่เฟินถาม “กลับมาแล้วเหรอ ตอนเที่ยงลูกรีบวิ่งออกไปทำไม ไปเที่ยวที่ไหนมาล่ะ”
จินซุ่ยตอบ “หนูไปเจอเจียงหนิงมาค่ะ”
เซี่ยลี่เฟินและจินเฉียนตัวทำสีหน้าสงสัย
ทั้งสองคนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ เรื่องของตระกูลเจียงกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในช่วงนี้
เจียงหนิงหายตัวไปเกือบหนึ่งเดือนแล้ว และทางตระกูลเจียงก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย
“ลูกไปเจอเธอที่ไหน” เซี่ยลี่เฟินถาม
จินซุ่ยจิบน้ำก่อนตอบ “ที่โรงพยาบาลค่ะ เธอบอกว่าเธอโดดลงมาจากตึกก็เลยต้องนอนโรงพยาบาลอยู่เดือนหนึ่ง”
เซี่ยลี่เฟินกับจินเฉียนตัวต่างตกตะลึง
จินซุ่ยพูดต่อ “เธอความจำเสื่อมค่ะ”
สามีภรรยาทำหน้าตกใจอีกครั้ง
เซี่ยลี่เฟินพูดขึ้นมาว่า “ที่แสดงในละครทีวีมันเป็นเรื่องจริงด้วยเหรอเนี่ย”
เธอตีจินเฉียนตัวไปหนึ่งที “คราวหน้าถ้าฉันดูละครอีก ก็ไม่ต้องมาบ่นฉันแล้วนะ”
จินเฉียนตัว “ฉันจะดูกับเธอด้วย”
เขาอดที่จะรำพึงไม่ได้ “เรื่องราวของพวกตระกูลคนรวยนี่ มันช่างวุ่นวายจริง ๆ”
ทั้งสองคนถอนหายใจด้วยความรู้สึกเศร้าสลด
จินเฉียนตัวถาม “ลูกติดต่อกับเธอคนนั้นได้ยังไง ดูเหมือนพวกลูกจะไม่สนิทกันนี่”
พวกเขายังจำได้ว่าตอนนั้น จินซุ่ยวิ่งกลับมาจากงานวันเกิดของเจียงฉือซิงแล้วก็หงุดหงิดอยู่หลายวัน
ถามอยู่นานกว่าจินซุ่ยจะยอมเล่าเรื่องที่เห็นในงานเลี้ยงให้พวกเขาฟัง เธอบอกว่าเสียใจที่ไม่ได้พาหนิงหนิงออกมาด้วย
จินซุ่ยเด็กคนนี้ถูกพวกเขาตามใจมาตั้งแต่เด็ก มักจะมองโลกในแง่ดีและค่อนข้างซื่อ ๆ ไร้เดียงสา
จินเฉียนตัวและเซี่ยลี่เฟินไม่ได้คิดแบบนั้น น้ำลึกในตระกูลผู้ดีนั้นลึกเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างพวกเขาจะไปยุ่งได้
หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสองคนก็จงใจไม่ให้จินซุ่ยไปยุ่งเกี่ยวกับคนในวงสังคมนั้นอีก
ตอนนี้ก็เช่นกัน
พวกเขากลัวว่าจินซุ่ยจะกลับเข้าไปพัวพันอีก
จากการสังเกตของพวกเขา เรื่องทายาทตัวจริงตัวปลอมนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็นในอินเทอร์เน็ตแน่นอน
จินซุ่ยพูดว่า “เธอต้องการซื้อคฤหาสน์กุหลาบค่ะ”
จินซุ่ยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังแล้วหยิบเมล็ดพันธุ์ออกมาจากกระเป๋า “นี่ค่ะ เธอบอกให้หนูเอาไปฝังดิน”
“เด็กคนนี้สมองกระทบกระเทือนหรือเปล่านะ” จินเฉียนตัวพูด
เซี่ยลี่เฟินตีเขาอีกครั้ง “เธอน่าสงสารพออยู่แล้ว อย่าไปแช่งเธออีกเลย”
จินเฉียนตัวรีบยกมือขึ้นปกป้องหัวพลางขอโทษ “ขอโทษ ๆ”
จินซุ่ยหยิบรูปถ่ายของวาเซียออกมาให้พวกเขาดู
ในภาพวาเซียนอนอยู่ที่นั่น เอาอุ้งเท้าประคองใบหน้ามองกล้องอย่างเกียจคร้าน
“แมวน้อยตัวนี้มองกล้องเป็นด้วย คงจะกลายเป็นปีศาจแล้วสินะ” เซี่ยลี่เฟินพูด
ทุกคนในครอบครัวรวมตัวกันชื่นชมความน่ารักของวาเซีย จินซุ่ยเก็บเมล็ดพันธุ์กลับเข้าไปในกระเป๋าแล้วก็ลืมเรื่องนั้นไปเลย
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ จินซุ่ยก็กลับเข้าห้องอาบน้ำเสร็จก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว
เธอนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง
หน้าต่างยังไม่ได้ปิด แสงจันทร์สาดส่องลงบนพื้นห้องอย่างเงียบสงบ
จินซุ่ยมองดวงจันทร์ แล้วนึกถึงเมล็ดพันธุ์ที่หนิงหนิงมอบให้เธอ
เธอเอามือเท้าคาง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง ค้นหาเมล็ดพันธุ์สีทองเม็ดนั้นในกระเป๋าแล้วย่องเบา ๆ ออกจากห้องไป
เมื่อเดินผ่านห้องพ่อแม่ เธอแนบหูฟังที่ประตูได้ยินเสียงจินเฉียนตัวกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ทั้งที่ดึกขนาดนี้แล้ว
เธอค่อย ๆ เดินลงบันไดอย่างระมัดระวัง ตูตูรีบวิ่งเข้ามาหาพลางวนเวียนอยู่แถว ๆ เท้าของเธอไปมา
จินซุ่ยหากระถางว่างจากในสวน แล้วฝังเมล็ดสีทองลงไป
เธอนั่งยอง ๆ ข้างกระถางต้นไม้ แล้วเอานิ้วจิ้มดินสงสัยว่าควรจะรดน้ำหรือเปล่า
จินซุ่ยรีบตบหน้าตัวเอง เธอคงบ้าไปแล้ว
เธอลุกขึ้นยืน เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ!
เดินไปได้สองก้าว เธอก็ถอยกลับมายกกระถางต้นไม้เข้าไปในห้องนั่งเล่น วางไว้ตรงหน้าต่างบานใหญ่ที่ที่แสงจันทร์สามารถส่องถึงได้
เธอไม่ได้เปิดไฟทำตัวลับๆ ล่อๆ เหมือนขโมย
จินซุ่ยยืนอยู่หน้ากระถางต้นไม้ประมาณห้านาที
เธอหมุนตัวเดินจากไป
บ้าไปแล้วจริง ๆ
ทำไมเธอถึงได้หลงเชื่อเรื่องที่ใช้หลอกเด็กแบบนี้ แถมยังทำตามอีกน่าอายจะแย่
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะใบหน้าของหนิงหนิง ที่ชวนให้หลงเชื่อเกินไป
โชคดีที่มีแค่ตูตูที่เห็น
รีบวิ่งหนีดีกว่า
พอเดินมาถึงบันได ได้ยินเสียงตูตูส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ แล้วเห่า “โฮ่ง” ออกมาหนึ่งครั้ง