แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 356 ชุนฮวากลับมาแล้ว
บทที่ 356 ชุนฮวากลับมาแล้ว
เมิ่งซีขึ้นมาแล้ว
เธอเปลี่ยนจากชุดแสดงที่หรูหรา มาเป็นเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีดำธรรมดา ๆ ใโดยมีแอคคอร์เดียนอยู่ในอ้อมแขน
เมื่อเธอก้าวขึ้นเวที แฟน ๆ ราวกับมองทะลุผ่านตัวเธอ เห็นภาพเด็กสาวที่เพิ่งเริ่มต้นคนนั้น
เธอก็เป็นเช่นนั้น ดูไร้เดียงสา มีความประหม่าอยู่บ้าง แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
การก้าวขึ้นเวทีอย่างระมัดระวังเป็นครั้งแรกของเธอ คือภาพลักษณ์ดั้งเดิมที่สุด
เพลงสุดท้าย เมิ่งซีอุทิศให้กับตัวเองในวันแรกที่เริ่มต้น วันที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน
“เพลงนี้ ฉันเคยบอกไว้แล้วว่าจะต้องร้องให้ได้สักวัน”
เมิ่งซีมองดูทะเลไฟด้านล่างเวที รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงบและโหยหา
“และนี่คือเพลงแต่งเพลงแรกของฉันด้วย”
ทุกคนต่างรู้ว่าเธอกำลังพูดถึงเพลงไหน
“เมื่อก่อนฉันเคยบอกว่าเพลงนี้เขียนถึงเพื่อนคนหนึ่งของฉัน ตอนนี้ถึงฉันไม่บอก พวกคุณก็คงรู้แล้วว่าฉันเขียนถึงใคร ใช่แล้ว นั่นคือชุนฮวา”
เมิ่งซีเล่าเรื่องราวการพบเจอกับชุนฮวาให้ผู้ฟังทุกคนได้รับรู้
แท้จริงแล้ว เบื้องหลังหนังสือที่เต็มไปด้วยตัวอักษรเหล่านั้น ยังมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่
เมิ่งซีพูดว่า “ฉันเชื่อมั่นมาตลอดว่าเธอคือนางฟ้า ดูสิ ความรู้สึกของฉันก็ไม่ผิดจริง ๆ”
ดวงตาของเมิ่งซีเริ่มมีน้ำตาคลอ และในที่นั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังขึ้นอย่างชัดเจน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หัวข้อสนทนาที่พยายามหลีกเลี่ยง ตอนนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง ทำให้ทุกคนรู้สึกเศร้าใจไม่น้อย
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเมิ่งซีเล่าว่า ทุกครั้งที่เธอไปหาชุนฮวา ชุนฮวาจะดูมีความสุขมาก ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าหนักขึ้นไปอีก
ตอนนี้พวกเขาถึงได้ตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า ชุนฮวาถูกกักขังอยู่ที่นั่น ทุกวันได้แต่ฟังเสียงผู้คนที่ดังอึกทึกอยู่เบื้องล่างภูเขา ทุกวันเฝ้ารอคอยให้มีใครสักคนเดินเข้าไปที่นั่น
น่าเสียดายที่แม้เวลาจะผ่านไปเป็นพันปี ก็ไม่มีใครที่จะอยู่เป็นเพื่อนเธอได้ ช่างเป็นเรื่องที่โดดเดี่ยวอ้างว้างเหลือเกิน
ตอนนี้หลังเขากลับมาคึกคักแล้ว มีคนไปเยี่ยมลานบ้านทุกวัน
บนเขาก็สว่างไสว เมื่อมองไปยังหลังเขาจากคอนเสิร์ต ก็ยังเห็นแสงสว่างจากหลังเขาได้
เมื่อก่อน ชุนฮวาเคยอยู่ที่นั่น
แต่ตอนนี้ เธอจากไปแล้ว
ทั้ง ๆ ที่เธอชอบความคึกคักสนุกสนานที่สุด แต่เธอกลับไม่อยู่แล้ว
เมิ่งซียกมือขึ้นเช็ดน้ำตา “อย่าร้องไห้เลยค่ะ ขอให้ฟังฉันร้องเพลง ‘เทพธิดา’ ให้จบก่อน”
เสียงแอคคอร์เดียนดังขึ้น ดนตรีที่ทั้งอบอุ่นและเศร้าหมอง ค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วสถานที่
เพลงนี้กลับมาฮิตติดชาร์ตอีกครั้งบนทุกแพลตฟอร์มเพราะชุนฮวา แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟนคลับของเมิ่งซีก็ยังร้องได้
ทั้งฮอลล์พร้อมใจกันร้องประสานเสียง
เมื่อจบเพลง เมิ่งซีที่อยู่บนเวทีก็มีน้ำตาไหลอาบใบหน้า “เพลงนี้ตั้งใจว่าจะร้องให้เธอฟัง แต่น่าเสียดายที่เธอไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้ว”
ทุกคนต่างรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อความโศกเศร้าของเธอ
วาเซียถอนหายใจ “เฮ้อ มนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ กว่าจะรู้จักทะนุถนอมก็ต้องสูญเสียไปเสียก่อน”
หนิงหนิงพูดขึ้นมา “ยังไม่ได้สูญเสียหรอก”
ชุนฮวาออกจากลูกแก้วคริสตัลของเธอตั้งแต่คอนเสิร์ตเริ่ม
ดูเหมือนว่าเธอตัดสินใจแล้วว่าจะรับผิดชอบ
ไม่รู้ว่าเธอได้ยินหรือไม่
หนิงหนิงมองไปยังทิศทางของหลังเขา
ในขณะเดียวกัน ที่ลานบ้านพักหลังเขาซึ่งเป็นที่อยู่ของชุนฮวา
กลุ่มนักวิจัยกำลังอยู่ในลานบ้าน เพื่อศึกษาร่องรอยตัวอักษรที่ชุนฮวาฝากไว้บนกำแพง
ในระยะทางนี้ พวกเขาก็ยังได้ยินเสียงเพลงจากคอนเสิร์ตด้านล่างภูเขา
พวกเขาได้ยินเสียงร้องเพลง ‘เทพธิดา’ ที่ทั้งสนามร้องพร้อมกัน จนอดไม่ได้ที่จะร้องตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน เมื่อมองดูบันทึกประจำวันที่ชุนฮวาเขียนทิ้งไว้บนกำแพง ก็อดรู้สึกสลดใจไม่ได้
มันบรรยายถึงความโดดเดี่ยวได้อย่างชัดเจนจริง ๆ
“เฮ้อ น่าเสียดายที่ชุนฮวาไม่มีโอกาสได้ยินแล้ว”
ในท้ายที่สุด ชุนฮวาตอนที่ตายก็เป็นเพียงเด็กสาววัยสิบกว่าปีเท่านั้น
นักวิจัยเหล่านี้อ่านไดอารี่ที่ร่าเริงแต่ก็น่าเบื่อของเธอ ซึ่งดูเหมือนเด็กจริง ๆ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะมองเธอเหมือนเด็กคนหนึ่ง
มันทั้งสะเทือนใจและเจ็บปวดจริง ๆ สำหรับคนที่อ่อนไหวง่าย ต่างก็น้ำตาคลอเบ้า
ในช่วงเวลานั้นเอง ได้มีสายลมพัดผ่านเข้ามาในลานบ้าน
ทำให้ดอกไม้นอกลานบ้านส่งเสียงดังพลิ้วไหว
“อย่าร้องไห้เลยนะ”
เหมือนมีเสียงหนึ่งลอยมากับสายลม ทำให้คนที่กำลังจะร้องไห้เงยหน้าขึ้นทันที
ทุกคนมองหน้ากันไปมา แต่เสียงนั้นก็หายไปเสียแล้ว
แต่พวกเขาทุกคนได้ยินมันชัดเจน
นี่คือการเห็นผีเหรอ?
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสถานที่ที่อยู่มันพิเศษหรือเปล่า แม้สถานการณ์ดูจะไม่ค่อยปกติ แต่ทุกคนกลับไม่รู้สึกกลัวเท่าไหร่
“ดูนั่นสิ!”
มีคนร้องอุทานขึ้นพลางชี้ไปที่สวนดอกท้อนอกลานบ้าน
ทุกคนมองไปตามทิศทางนั้น
พวกเขาเห็นเพียงดอกไม้สีชมพูเล็ก ๆ ดอกหนึ่งผลิบานออกมาจากกิ่งก้านของต้นท้อที่เพิ่งปลูกใหม่
“มันบานตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
ตอนที่พวกเขาเพิ่งมาถึง ดอกไม้พวกนี้ยังไม่มีอยู่เลย
ขณะที่กำลังพูดแบบนั้น ก็ได้เห็นกับตาว่ามีดอกตูมอีกดอกโผล่ขึ้นมา
มันช่างน่าเหลือเชื่อ
ยังไม่ทันที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ลมบนภูเขาก็พัดมาอย่างแผ่วเบา
ลมพัดผ่านต้นไม้ ดอกท้อบนต้นก็แข่งกันบานสะพรั่ง
ในเวลาเพียงไม่กี่สิบวินาที ดอกท้อในสวนแห่งนี้ก็บานเต็มที่ ราวกับทะเลดอกไม้สีชมพู
และทะเลดอกไม้สีชมพูนี้ ก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทอง
เหมือนกับวันนั้นที่ร่างของเด็กสาวถูกล้อมรอบด้วยดอกบัวสีทอง
แม้แต่นักวิจัยที่เจนโลกก็ยังตกตะลึง
สายลมพัดพาเสียงหัวเราะอันสดใสของเด็กสาวมาด้วย
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา
“ชุนฮวา! ชุนฮวากลับมาแล้ว!”
ทุกคนตื่นจากภวังค์ราวกับเพิ่งได้สติ
นี่คือชุนฮวา เธอกำลังบอกกับทุกคนว่าเธอกลับมาแล้ว
ความรู้สึกตื่นเต้นในตอนนี้ช่างบรรยายไม่ถูก
ที่เชิงเขา หนิงหนิงในฐานะคนที่คอยสังเกตความเคลื่อนไหวบนภูเขามาตลอด จึงเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบนนั้น
เธอทำในสิ่งที่แทบจะไม่เคยทำ นั่นคือเรียกเว่ยฉือพร้อมกับโบกมือให้เขา
เว่ยฉือเพิ่งจะเช็ดน้ำตาหมาด ๆ ดวงตายังคงแดงก่ำ
เขาไม่เข้าใจความหมายของหนิงหนิงในทันที จนกระทั่งมองตามทิศทางที่หนิงหนิงชี้ไป
คำว่า “เฮ้ย” ก็หลุดออกมาจากปากโดยไม่รู้ตัว
เขาเห็นดอกบัวสีทองดอกหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ส่องประกายศักดิ์สิทธิ์และน่าทึ่ง
คำสบถของเว่ยฉือที่พูดว่า “เฮ้ย” ช่างขัดแย้งกับบรรยากาศแห่งความเศร้าโศก อย่างน้อยทุกคนรอบข้างก็ได้ยินกันหมด
ทุกคนมองเว่ยฉืออย่างตำหนิ แต่เห็นเขามองไปยังที่ไกล ๆ อย่างตกตะลึง
เมื่อพวกเขาหันไปมองตาม ก็ตกตะลึงไปพร้อมกัน
จี๋เสี่ยวเสี่ยวร้องเสียงแหลม “ดูตรงนั้นสิ”
ทุกคนหันหลังกลับไปมองพร้อมกัน แม้แต่เมิ่งซีที่ยืนอยู่บนเวทีก็ยังสังเกตเห็น และมองตามไปด้วย
ช่างภาพที่อยู่ในงานตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เลนส์กล้องถูกหันไปถ่ายในทันที
ทุกคนได้เห็นภาพที่งดงามตระการตานี้
[สวยจัง!]
[นี่เป็นการแสดงไฟหรือ?]
[วันนั้นพวกคุณก็บอกว่าบันไดแสงนั่นเป็นแค่การแสดงไฟ]
[ดอกบัวดอกนี้ดูคุ้น ๆ ไหม?]
[ชุนฮวา! ดอกบัวที่ปกป้องชุนฮวาไง!]
จริงด้วย มันดูคล้ายกับดอกบัวที่เคยปกป้องชุนฮวามาก
แต่ว่า ดอกบัวดอกนี้มีกลีบดอกที่หนาแน่นกว่า และสีทองก็สว่างกว่า
มันลอยค้างอยู่กลางอากาศ ส่องสว่างไปทั่วเขาด้านหลัง
แสงสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถมองเห็นสวนดอกท้อที่อยู่กลางเขาได้
[สวนดอกท้อ!]
[หา? เมื่อไม่กี่วันก่อน ข่าวไม่ได้บอกเหรอว่าเพิ่งจะปลูกต้นท้อใหม่?]
[แล้วทำไมถึงออกดอกได้ล่ะ? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?]
ทุกคนตกอยู่ในความชุลมุนวุ่นวาย
เมิ่งซีที่ยืนอยู่บนเวที หันไปมองหนิงหนิงโดยไม่รู้ตัว
หนิงหนิงส่ายหัว บอกว่าไม่เกี่ยวกับเธอ
ทันใดนั้น สายลมก็พัดโชยขึ้นในบริเวณนั้น ลมที่พัดปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกอบอุ่น
ในสายลมมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกท้อ
จี๋เสี่ยวเสี่ยวถามอย่างเหม่อลอยว่า “พวกคุณได้ยินเสียงหัวเราะไหม?”
เป็นเสียงของเด็กผู้หญิง
ไป๋ฮวนพูดอย่างใจร้อน “ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน!”
มีชื่อหนึ่งกำลังจะหลุดออกจากปากเธอ
หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา