แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 388 จี๋ซังชิงสมควรตาย
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 388 จี๋ซังชิงสมควรตาย
หนิงเหนียนหัวเราะเยาะ พร้อมปฏิเสธทันที “ฉันไม่ไป”
ฉีอันงงงัน เขายังคงกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ แต่หนิงเหนียนกลับใจเย็นกว่าเขาเสียอีก โดยปฏิเสธไปอย่างตรงไปตรงมา
ฉีอัน “นายจะไม่ลองคิดทบทวนดูอีกครั้งเหรอ?”
อีกฝ่ายรับประกันว่า ถ้าหนิงเหนียนไป พวกเขาจะให้สิทธิพิเศษระดับสูงสุดอย่างแน่นอน
ไม่ต้องพูดถึงทรัพยากรและความสามารถของตระกูลลู่
หนิงเหนียนยังมีหนิงหนิงคอยหนุนหลังอยู่ ตระกูลลู่คงไม่ทำอะไรหรอก
หนิงเหนียนตอบอย่างไม่ลังเล “ไม่ไป”
ฉีอันจ้องมองเขา ท่าทางเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ดี “ทำไมล่ะ?”
หนิงเหนียนแค่นเสียงฮึ “เจตนาไม่บริสุทธิ์”
ฉีอัน : ?
ทำไมเขาฟังไม่เข้าใจนะ ใครกันที่มีความคิดไม่ดี?
ฉีอันรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย “วันนี้เรานัดกับเว่ยหลานไว้แล้ว ไปดูลาดเลาก่อนดีไหม?”
หนิงเหนียน “ไม่ไป”
เมื่อหนิงเหนียนตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว มันยากที่จะเปลี่ยนใจ
ฉีอันก็เข้าใจในจุดนี้ของเขาดี เขาจึงไม่เซ้าซี้ต่อ
“แล้วนายมีบริษัทที่อยากไปหรือเปล่า”
หนิงเหนียน “ยังไม่ไปหาบริษัทหรอก จะไปเจอคนก่อน”
ฉีอัน “ใคร”
หนิงเหนียน “ไปถึงแล้วจะรู้เอง”
ฉีอันพยักหน้า แล้วควานหาโทรศัพท์มือถือ “งั้นฉันจะบอกผู้จัดการฝั่งเว่ยหลานก่อน”
หนิงเหนียนแย่งโทรศัพท์มือถือของเขามา “ไม่ต้องแล้ว แค่นี้ก็พอ อย่าติดต่อกันอีกเลย”
ฉีอันจ้องมองเขาซ้ำไปซ้ำมา
“ฉันรู้สึกว่าการตัดสินใจของนายตอนนี้ เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว แบบนี้มันไม่ดีนะ”
ฉีอันรู้สึกสงสัย ว่ามีเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้หรือเปล่า
หนิงเหนียนกอดอก นึกถึงดอกกุหลาบสีแดงประหลาดที่อยู่บนโต๊ะของหนิงหนิงที่ไม่เคยบานในตอนกลางวันเลย
นึกแล้วก็หงุดหงิด
เขา ไม่พูดแล้วหันหน้าไปมองนอกหน้าต่างแทน
ทำไมถึงโกรธล่ะเนี่ย
ฉีอันยิ่งมั่นใจว่า หนิงเหนียนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างจากเขา
ไม่ใช่สิ เขาไปเกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ตั้งแต่เมื่อไหร่
หนิงเหนียนเป็นคนขับรถ พวกเขาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ค่อย ๆ ห่างออกจากย่านใจกลางเมือง
ฉีอันจำเส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปได้
เขาจึงถาม “นายกำลังจะพาไปหาใครเหรอ?”
รถแล่นไปสักพัก แล้วจอดที่หน้าร้านบาร์บีคิว
ฉีอันลงจากรถตามหนิงเหนียน ตอนเช้าแบบนี้มีคนน้อยมาก
พอพวกเขาทั้งสองเดินเข้าไป เจ้าของร้านก็รีบเดินมาต้อนรับและพาขึ้นไปยังห้องส่วนตัวชั้นบน
เมื่อประตูถูกเปิดออก ฉีอันรู้สึกว่าตัวเองคาดการณ์ไม่ผิดเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ข้างใน
คนที่อยู่ข้างในเงยหน้าขึ้นและทักทายอย่างคุ้นเคย “มาแล้วเหรอ นั่งเร็วเข้า”
เมิ่งจินดึงที่นั่งข้าง ๆ ตัวเองออก แต่หนิงเหนียนนั่งลงฝั่งตรงข้าม
เมิ่งจินเอามือลูบจมูกอย่างเก้อเขิน
ฉีอันมองดูพวกเขาทั้งสองคน ไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น
หนิงเหนียนพูดตรง ๆ “พูดมาสิ นายบอกว่ามันสำคัญมาก ต้องมาพูดกันต่อหน้า”
เมิ่งจิน “ใจเย็น ๆ ก่อน นาน ๆ จะได้เจอกันสักที คุยกันอีกหน่อยสิ”
หนิงเหนียนตอบอย่างไม่ไว้หน้า “นายคิดว่าฉันมีอะไรจะคุยกับนายงั้นเหรอ?”
เขารู้สึกว่ามันน่าขัน
ยังจงใจเลือกมาที่แบบนี้ สถานที่ที่เมื่อก่อนพวกสมาชิกในวงมักจะมาด้วยกันเสมอ
น่าเสียดาย ความทรงจำที่เขามีต่อวงนั้น มันจะเป็นสีเทาไปตลอดกาล
เมื่อมีจี๋ซังชิงอยู่ เขาก็จะเป็นคนที่โดดเดี่ยวและถูกกดดันตลอดไป
การรวมตัวแบบนี้ ยิ่งทำให้การถูกทำให้โดดเดี่ยวชัดเจนขึ้นไปอีก
การพาเขามาร่วมงานเลี้ยง มีประโยชน์อย่างเดียวคือ ให้จี๋ซังชิงดึงตัวเขาออกมาตอนที่ต้องการ แล้วบอกคนอื่นว่าตอนจัดงานเลี้ยง หัวหน้าวงคนนี้วุ่นวายทั้งก่อนและหลังการจัดงาน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นหัวหน้าวงที่รับผิดชอบแค่ไหน
ในทางกลับกัน หนิงเหนียนมักจะเป็นคนที่ไม่เข้าพวก ไม่ทำให้คนอื่นสบายใจ ต้องได้รับการดูแลจากหัวหน้าทีมอย่างจี๋ซังชิงถึงจะสามารถเข้ากับกลุ่มได้
หนิงเหนียนเกลียดที่นี่
ความรังเกียจของเขาปรากฏชัดเจน
รอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งจินแข็งค้าง บรรยากาศภายในห้องรับรองเงียบจนผิดปกติ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เมิ่งจินเอ่ยปาก “ขอโทษ”
หนิงเหนียนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ฉีอันได้ยินเข้าก็แค่นเสียงดังอย่างไม่พอใจ
“ขอโทษ”
เมิ่งจินพูดซ้ำอีกครั้ง
“ฉันรู้ว่านายไม่ต้องการคำขอโทษจากฉัน และคงไม่ให้อภัยฉันด้วย แต่ฉันก็ยังอยากจะบอกคำว่าขอโทษกับนาย”
ไม่มีจุดประสงค์อื่นใด เขาอยากจะขอโทษหนิงเหนียนจริง ๆ
ความจริงแล้ว ตอนที่ต้องรับผิดแทนจี๋ซังชิงและจำเป็นต้องออกจากวง เมิ่งจินรู้สึกไม่ยอมรับมาก
เขาทั้งเกลียดจี๋ซังชิง เกลียดที่อีกฝ่ายเสแสร้งและใจร้าย
และก็เกลียดหนิงเหนียนด้วย ที่ใส่ร้ายป้ายสีเขา
แม้กระทั่ง หลังจากที่อยู่ในหน่วยสืบสวนพิเศษมาระยะหนึ่งแล้วออกมา ความรู้สึกไม่ยอมรับและความเกลียดชังนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
เมื่อไหร่กันนะ ที่ทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไป
คงเป็นตอนที่ไปไหนมาไหน พอมีคนจำได้ก็จะถูกไล่ด่า บางครั้งยังถูกขว้างปาขยะใส่
คงเป็นตอนที่ในโซเชียลมีเดีย มักจะได้รับข้อความส่วนตัวที่เต็มไปด้วยคำด่าทอ จนไม่กล้าเปิดอ่าน
หรืออาจเป็นตอนที่ในงานสังสรรค์ถูกหยอกล้อทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ การกดดันทางคำพูด สายตาที่มองกันในยามหัวเราะ การจงใจแบ่งแยกกีดกัน
เมื่อเวลาผ่านไปนาน ทำให้เมิ่งจินแทบหายใจไม่ออก
เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเสียสติ โลกใบนี้ช่างไม่มีอะไรที่น่าอยู่เลยจริง ๆ เขาถึงขั้นคิดอยากจะตาย
ในตอนนี้เอง เมิ่งจินถึงได้รู้ว่า หนิงเหนียนใช้ชีวิตแบบไหนมาตลอด
แรงกดดันที่เขาได้รับ ยังไม่ถึงครึ่งของสิ่งที่หนิงเหนียนต้องเผชิญด้วยซ้ำ
เขาสามารถหนีออกมาได้ตลอดเวลา แต่หนิงเหนียนไม่มีทางหนีไปไหนได้เลย ต้องคอยทนรับการรังแกพวกนั้นอย่างไม่มีทางเลือก
เขาแค่ทุกข์ทรมานทางจิตใจ ไม่เหมือนกับหนิงเหนียน ที่ต้องทนรับความเจ็บปวดทางร่างกายด้วย
เมิ่งจินไม่รู้ว่าหนิงเหนียนผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง
ไม่ว่าหนิงเหนียนจะทำอะไร เขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจ
เพราะบางครั้ง เขาเองก็อยากฆ่าคนที่รังแกพวกเขาเหมือนกัน
หนิงเหนียนนับว่าควบคุมตัวเองได้ดีมากแล้ว
ในที่สุดเขาก็เข้าใจและให้อภัยหนิงเหนียน
เป็นเพราะความผิดของเขาเอง เขาเลือกที่จะติดตามจี๋ซังชิง ร่วมทำเรื่องชั่วร้าย ทั้งหมดนี้คือกรรมที่เขาต้องได้รับ
เมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เมิ่งจินก็รู้สึกชื่นชมหนิงเหนียนมาก
หลังจากอยู่ในวงการนี้มานาน แทบจะไม่มีใครที่ยังรักษาจิตใจดั้งเดิมของตัวเองไว้ได้
ตอนแรก การประจบประแจงจี๋ซังชิงไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจ
แต่เมื่อได้รับผลประโยชน์จากการกระทำนั้นบ่อยครั้งเข้า เขาก็ทิ้งหลักการความเป็นคนไป
ความตั้งใจแรกนั้น ถูกโยนทิ้งไปไว้หลังสมองนานแล้ว
เมิ่งจินพูดด้วยความจริงใจ “นายเก่งจริง ๆ”
เขาเพิ่งจะตระหนักในตอนนี้เองว่า หนิงเหนียนเก่งมากแค่ไหน เขาสามารถยืนหยัด และเป็นตัวของตัวเองในวงการนี้ได้มาตลอด
เขาไม่ทรยศต่อความตั้งใจแรก สิ่งที่เขายืนหยัดมาตลอดคือการร้องเพลงและเต้น
แต่โชคดีที่ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ฝ่าฟันมาได้แล้ว
ฝั่งตรงข้าม หนิงเหนียนไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อเมิ่งจินหยุดพูด เขาจึงค่อย ๆ พูดอย่างไม่รีบร้อนว่า “นายเรียกฉันมา แค่เพื่อจะให้ฉันฟังเรื่องในใจนายเท่านั้นเหรอ?”
เมิ่งจินหน้าแดง เขาพูดมากเกินไปจริง ๆ
ตอนนี้ไม่มีใครคอยนั่งฟังเขาพูดแบบนี้อีกแล้ว
ทุกครั้งที่เขาพูด สิ่งที่ได้รับกลับมามีแต่คำเยาะเย้ยถากถาง
เขาไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยกับใครสักเท่าไหร่ พอได้พูดก็เผลอพูดมากไปหน่อย
เมิ่งจิน “แน่นอนว่าไม่ใช่ ฉันบอกแล้วว่ามีเรื่องสำคัญ”
เขาหยิบถุงสีดำใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้
หนิงเหนียนรับมาแล้วถาม “นี่มันอะไร”
เมิ่งจิน “รูปถ่ายกับเสียงบันทึกที่อยู่ในนี้ น่าจะพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างจี๋ซังชิงกับตระกูลจี๋ได้”
ฉีอันที่คอยฟังอยู่ข้าง ๆ ตลอด เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เมิ่งจินหัวเราะ คงไม่มีทางที่จี๋ซังชิงจะคาดคิดถึงเรื่องนี้แน่
เขาอาจจะคิดว่าเขาเป็นแค่หมาตัวหนึ่ง แต่หมาก็กัดคนได้เหมือนกัน
เขาอาจจะเข้าใจหนิงเหนียน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะให้อภัยจี๋ซังชิง
จี๋ซังชิงสมควรตาย