แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 4 คำทำนายเป็นจริง
บทที่ 4 คำทำนายเป็นจริง
เพื่อนร่วมงานของหลินเค่อถือชามข้าวเดินออกมา แล้วยืนเรียงข้างกันพร้อมถอนหายใจ
หลินเค่อถาม “เกิดอะไรขึ้นข้างล่างเหรอ?”
“จะเกิดอะไรได้ คนไข้เป็นคุณยายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อวานถูกส่งมาที่นี่ตอนอาการหนักแล้วเลยช่วยไว้ไม่ได้ ญาติคนไข้ก็เลยมานั่งประท้วงที่โรงพยาบาลโทษว่าหมอรักษาไม่ดี ทั้ง ๆ ที่พวกเขานั่นแหละที่พามาส่งช้าเกินไป”
“ถ้าเป็นปัญหาเรื่องหัวใจแล้วทำไมหัวหน้าแผนกหวังถึงอยู่ที่นั่นล่ะ?”
เพื่อนร่วมงานชะโงกหน้าไปดู “คงออกไปรับอาหารมั้ง ภรรยาเขาต้องเอาอาหารมาส่งให้แน่ ๆ นั่นไงในมือยังถือกล่องข้าวอยู่เลย”
“น่าอิจฉาจังเลย แต่งงานมานานขนาดนี้ ลูก ๆ ก็โตกันหมดแล้วแต่ความสัมพันธ์ยังดีขนาดนี้”
“อย่าดูเลย คงมีคนแจ้งตำรวจไปแล้วล่ะ รีบกินให้เสร็จเร็วพวกเราต้องไปทำงานต่อนะ” เพื่อนร่วมงานตบไหล่หลินเค่อแล้วสะดุ้งตกใจ “ทำไมหน้าเธอซีดขนาดนี้ล่ะ?”
เลือดสีแดงสดกระจายอยู่ทั่ว มันย้อมข้าวร้อน ๆ ที่ยังกินไม่ทันหมด
หลินเค่อกัดฟันแน่นทั้งที่เป็นหน้าร้อน แต่ร่างกายของเธอกลับเย็นเฉียบไปทั้งตัว
ร่างทั้งร่างของเขาดำสนิท ผมยาวปิดบังดวงตา แต่มันไม่อาจปิดบังจิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้นของเขาได้
สายตาของหลินเค่อกวาดมองไปในฝูงชน
ห่างออกไปสองคนจากด้านหลังของชายที่กำลังทะเลาะกับหัวหน้าแผนกหวัง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่
เขาสวมชุดสีดำทั้งตัวไว้ผมยาว ปลายผมปิดบังดวงตาของเขาไว้
ขาของหลินเค่ออ่อนแรง เพื่อนร่วมงานรีบเข้ามาประคองเธอไว้ “เธอเป็นอะไรไปเนี่ย?”
หลินเค่อส่ายหน้าจับเสื้อเพื่อนร่วมงานแล้วถามอย่างร้อนรน “เด็กหนุ่มผมยาว ที่ใส่ชุดดำคนนั้นเป็นใครเหรอ?”
เพื่อนร่วมงานมองแล้วพูดว่า “ดูเหมือนจะเป็นหลานชายของคุณยายคนนั้นนะ ได้ยินมาจากครอบครัวนั้นว่าหลานชายคนนี้เติบโตมากับคุณยายตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนเด็กคนนี้จะไม่ค่อยกตัญญู ตอนคุณยายเสียชีวิตเขาก็ไม่พูดอะไรสักคำ”
หลินเค่อล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาด้วยมือที่สั่นเทา
ตอนที่หนิงหนิงทำนายดวงให้เธอนั้นเป็นช่วงก่อนอาหาร ตอนนั้นคนกลุ่มนี้ยังไม่มา
หนิงหนิงอยู่ในโรงพยาบาลตลอด เธอไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ
ห้องผู้ป่วยของหนิงหนิงอยู่ทางซ้ายสุดของระเบียง ส่วนห้องฉุกเฉินอยู่ที่ชั้นหนึ่ง เธอไม่เคยออกจากห้องผู้ป่วยเลย
หลินเค่อไม่มีเวลาอธิบายให้เพื่อนร่วมงานฟัง เธอรีบออกจากโรงอาหารอย่างเร่งรีบ เพื่อหาที่เงียบ ๆ โทรแจ้งตำรวจ
“สวัสดีค่ะ ฉันต้องการแจ้งความว่ามีคนถือมีดก่อเหตุในโรงพยาบาล…”
…
“รีบมาด่วนเลยนะคะ แต่ตอนมาอย่าเปิดไซเรนอย่าใส่เครื่องแบบตำรวจมานะคะ คนร้ายอารมณ์ไม่ค่อยปกติ”
หลินเค่อคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “เขาอาจจะมีของแปลก ๆ ติดตัวอยู่ด้วย อย่างพวกที่สามารถทำให้เกิดหมอกได้ เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวของเขา”
ในคำทำนายของหนิงหนิงได้กล่าวถึงเรื่องหมอกลอยขึ้นมา
หมอกนั้นเธอคิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุดของเด็กหนุ่มคนนั้น
หลังจากวางสาย หลินเค่อกุมหัวใจที่เต้นรัวแรง
จากสถานีตำรวจมาที่นี่ต้องใช้เวลาประมาณสิบนาที ในระหว่างนี้เธอไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะลงมือทำอะไรรุนแรงขึ้นมาหรือเปล่า
เธอกำหมัดแน่น เดินลงบันไดมาถึงที่ประตู
เธอรีบมองหาชายหนุ่มคนนั้นอย่างรวดเร็ว เขาสวมเสื้อฮู้ดสีดำมือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเสื้อ
หลินเค่อตะโกนใส่คนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ “พวกคุณยืนมุงดูอะไรกัน ที่บ้านไม่มีคนป่วยที่ต้องดูแลหรือไง”
พอเธอพูดจบ คนรอบข้างก็แยกย้ายกันไปหลายคน เหลือเพียงแค่ไม่กี่คน
หัวใจของหลินเค่อเต้นรัวเร็วเธอเบียดตัวไปข้าง ๆ หัวหน้าแผนกหวังแล้วผลักเขาออกไปด้านข้าง
“เกิดอะไรขึ้นคะ เล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?”
ชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าสำรวจเธอด้วยสายตา “คุณเป็นแค่พยาบาล จะมีประโยชน์อะไรถ้าเล่าให้คุณฟัง?”
หลินเค่อไม่ยอมแพ้ “พ่อฉันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไง!”
ชายคนนั้นดูลังเลใจ แต่ก็เล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังอีกครั้ง
พอเริ่มเล่าน้ำตาก็ไหลพราก เป็นเรื่องที่ทำให้ทั้งคนและสวรรค์ต้องโกรธแค้น
หลินเค่อพยักหน้าตามเพื่อถ่วงเวลา
“รอสักครู่นะคะ ฉันจะให้พวกเขาตรวจสอบดูก่อน ส่วนคุณกลับไปทำงานได้แล้ว”
หลินเค่อพูด พร้อมผลักหัวหน้าแผนกหวังเบา ๆ
หัวหน้าแผนกหวังกล่าวขอบคุณเสียงเบา แล้วเดินจากไป
หลินเค่ออดไม่ได้ที่จะมองไปทางเด็กหนุ่มชุดดำคนนั้น พอมองไปสายตาของทั้งคู่ก็สบประสานกันพอดี
เด็กหนุ่มเปิดเผยดวงตา จ้องมองเธออย่างดุดัน
หลินเค่อตกใจจนแทบหยุดหายใจ รีบก้มหน้าลงทันที
ชายคนนั้นพูดขึ้นอีกว่า “พวกคุณต้องให้คำอธิบายกับพวกเรา”
หลินเค่อรีบตอบ “ค่ะ ๆ รอให้พวกเราตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน ถ้าเป็นความผิดของพวกเรา พวกเราจะรับผิดชอบแน่นอน หรือว่าพวกคุณกลับไปรอที่บ้านก่อนดีไหมคะการตรวจสอบต้องใช้เวลาสักหน่อย”
ชายคนนั้นยืนนิ่งไป ก่อนจะชี้หน้าหลินเค่ออย่างเกรี้ยวกราด “คุณก็เหมือนกับพวกนั้น กำลังหลอกผมอีกแล้ว คุณแค่อยากให้พวกเรากลับไปใช่ไหม!”
หลินเค่อถอยหลัง “ไม่ใช่ ๆ ใจเย็นก่อนนะคะ!”
เด็กหนุ่มคนนั้นร้องเรียกพ่อแล้วดึงแขนชายคนนั้นที่กำลังพุ่งเข้ามา
“เรากลับกันก่อนเถอะครับ!”
ชายคนนั้นสะบัดมือออก “ฉันกำลังพูดอยู่ อย่ามายุ่ง!”
เด็กหนุ่มเซถอยหลังไปหลายก้าว มีของบางอย่างร่วงออกมาจากกระเป๋าของเขา
มันคือมีดคัตเตอร์ที่ใช้กระดาษสีเหลืองห่อปลายแหลมไว้
หัวใจของหลินเค่อแทบจะหลุดออกมาจากลำคอ
ร่างกายของเธอตอบสนองได้เร็วกว่าความคิด
เธอพุ่งตัวเข้าไปตั้งใจจะคว้ามีดไว้ก่อน ทว่าเด็กหนุ่มไวกว่านั้นเขาก้มลงหยิบมีดขึ้นมาได้ก่อน
เขาสะบัดกระดาษเหลืองแผ่นนั้นออกแล้วโยนลงพื้น
หมอกขาวค่อย ๆ แผ่ขยายออกมาจากใต้เท้าของเขา
หมอกขาวนั้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาเดียวหมอกก็ปกคลุมบริเวณประตูลานจนมองเห็นได้เพียงเงาร่างของผู้คนเท่านั้น
เด็กหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามาบีบคอของหลินเค่อไว้ทันที ปลายมีดจ่ออยู่ที่หัวใจของเธอ
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากฝูงชน
หลินเค่อรู้สึกว่าร่างกายของเธออ่อนระทวยไปหมด แม้แต่แรงที่จะต่อต้านก็ยังไม่มี
เธอเดาว่าคงเป็นเพราะหมอกนั่นเป็นสาเหตุ
จบแล้ว
เธอกำลังจะตาย
เธอรู้สึกเสียใจมาก ถ้าฟังคำพูดของหนิงหนิงตั้งแต่แรกก็คงจะดี
มีดถูกเหวี่ยงลงมา หลินเค่อหลับตาลง
เมี๊ยว
เธอได้ยินเสียงแมวร้องดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เสียงนั้นชัดเจนมากราวกับดังอยู่ข้างหูของเธอ
หลินเค่อลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย
ใบหน้าของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยว ยังคงชูมีดค้างอยู่ในท่าเดิมปลายมีดแตะอยู่ที่เสื้อผ้า
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังบางอย่างกำลังขัดขวางไม่ให้เขาแทงลงไป
เขาดึงมือกลับ หลินเค่อคิดว่าเขาจะปล่อยเธอไปแล้วแต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะหวนกลับมาโจมตีอีกครั้ง ยกมีดขึ้นแล้วแทงลงมาอย่างรุนแรง
หลินเค่อตกใจกลัวจนต้องหลับตา
แต่ก็ยังไม่รู้สึกเจ็บ
เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ทันใดนั้นก็มีเสียง ปัง ดังขึ้น!
มันเป็นเสียงปืน
มือของเด็กหนุ่มที่กำลังถือมีดถูกยิง มีดร่วงหล่นลงพื้นมาตามแนวลำตัวของหลินเค่อ
ตำรวจสองนายสวมหน้ากากป้องกันสารพิษวิ่งพรวดเข้ามาจากด้านหลัง
พวกเขาพุ่งเข้ามาเร็วราวกับสายฟ้า เร็วจนเด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัวก่อนจะถูกกดตัวลงกับพื้น
หลินเค่อล้มลงบนพื้น ตำรวจรีบเข้าไปประคองเธอขึ้นมา “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
เธอส่ายหน้า
เธอมองดูเด็กหนุ่มที่ถูกกดทับอยู่ แทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองรอดชีวิตมาได้
ไม่มีใครตายสักคน ช่างน่าเบื่อจริง ๆ
วาเซียรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย มันยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วกระโดดลงจากประตู เคลื่อนตัวผ่านหมอกขาวไปอย่างรวดเร็วราวกับเงาดำ
เพิ่งกลับมาถึงห้องพักมันก็ตะโกนเสียงดัง “รีบเรียกให้ฉันกลับมาทำไมกัน?”
หนิงหนิงนั่งอยู่บนเตียง กอดลูกแก้วคริสตัลของเธอไว้
“เรียกนายกลับมากินข้าว”
อาหารที่หลินเค่อเตรียมไว้ยังวางอยู่บนโต๊ะ ไม่มีใครแตะต้องแม้แต่คำเดียว
วาเซียพูด “…นาน ๆ ทีจะเรียกฉันเองสักครั้ง นึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นซะอีก แค่นี้เองเหรอ?”
หนิงหนิงพูดเสียงเรียบ ๆ “วันนี้มีเนื้อสัตว์ด้วยนะ”
ดวงตาของวาเซียเป็นประกายขึ้นมา “จริงเหรอ?”
มันกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะอาหาร เมื่อเห็นจานไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์หางของมันก็แทบจะม้วนเป็นดอกไม้
ท่าทางการกินของมันที่ก้มหน้าจุ่มลงในจานช่างดูไม่น่าดูเอาเสียเลย