แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 5 ปีศาจที่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาล
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 5 ปีศาจที่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาล
บทที่ 5 ปีศาจที่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาล
วาเซียเรอออกมา “เธอไม่กินเหรอ? มันอร่อยจริง ๆ นะ รสชาติต่างจากที่พวกนักรบตัวใหญ่เถื่อน ๆ ของจักรวรรดิโนซามานทำมากเลย”
หนิงหนิงพูดว่า “นายน่ะชอบกินทุกอย่างแหละ แม้แต่อาหารที่พวกนักรบเถื่อนพวกนั้นทำ นายก็ยังว่าอร่อย”
เธอกินแล้วมีแต่จะคลื่นไส้
วาเซียทำเสียงฮึมฮัม “ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ”
ไม่กินก็ไม่กิน ดีเสียอีกจะได้เหลือให้มันกินเยอะ ๆ
หนิงหนิงนี่โง่จัง
วาเซียกินเสร็จแล้วกระโดดขึ้นเตียง เชิดคางขึ้นมองหนิงหนิง
หนิงหนิงเช็ดเศษอาหารที่ติดอยู่ที่ปากมันให้สะอาด “นายเป็นแมวนะ ต้องหัดล้างหน้าเองบ้างสิ”
วาเซียตอบสวนไปทันที “ไม่ ฉันเป็นปีศาจไม่ใช่แมว”
วาเซียนอนแผ่หลาอย่างสบายอารมณ์พลางครางกรร ๆ
“อ้อใช่แล้ว ตอนที่ฉันเพิ่งกลับมาถึง ฉันเห็นพยาบาลสาวเกือบจะถูกฆ่าเพื่อที่จะได้กินข้าวต่อไป ฉันเลยช่วยเธอเอาไว้”
หนิงหนิงลูบหัวมันขนช่างลื่นมือ สัมผัสแล้วรู้สึกสบาย
มือของเธอชะงักกลางคัน
วาเซียกระโดดขึ้น ย่อตัวลงจ้องมองไปด้านหน้าอย่างเงียบ ๆ
กลุ่มแสงสีทองกลุ่มหนึ่งบินผ่านประตูห้องตรงมาทางพวกเขา
กลุ่มแสงสว่างวาบกะพริบไปมา แล้วลอยเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
วาเซียสูดดมกลิ่น “หอมจังเลย”
อยากกินจังแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เอาไว้ก่อนละกัน
กลุ่มแสงนั้นลอยเข้าไปใกล้หนิงหนิง หนิงหนิงยื่นมือออกไปปัดทำให้กลุ่มแสงกระเด็นออกไปและตกลงบนพื้น
มันลอยขึ้นมาอีกครั้ง แล้วบินเข้าหาหนิงหนิงอีก หนิงหนิงยื่นมือออกไปปัดอีกครั้ง มันก็ถูกปัดกระเด็นออกไปอีกแต่มันก็ลอยขึ้นมาใหม่
เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วาเซียหรี่ตามองรู้สึกสงสารจนทนดูไม่ได้ กลุ่มแสงดวงน้อยช่างน่าสงสารเหลือเกิน
หนิงหนิงเกลียดแสงสว่างที่สุด
หนิงหนิงตีกลุ่มแสงออกไปอีกครั้ง กลุ่มแสงตกลงบนพื้นมันลุกขึ้นมาอีกครั้ง เดินไปทางหนิงหนิงได้แค่สองก้าวแล้วก็หยุด แสงกะพริบสองสามทีก่อนจะบินไปยังประตูที่อยู่ในทิศทางตรงข้าม
วาเซียกระโดดลงจากเตียง “จะไปไหนน่ะ?”
หนิงหนิงก็ตามไปด้วย
กลุ่มแสงเล็ก ๆ ออกจากห้องผู้ป่วย มุ่งหน้าไปทางซ้ายล่องลอยผ่านระเบียงทางเดินที่มืดสนิท
ชั้นนี้เงียบมาก
กลุ่มแสงเล็กๆ ล่องลอยไปจนถึงช่องบันได เลี้ยวหนึ่งครั้งแล้วล่องลอยเข้าไปในประตูบันไดสีเทาทึมที่อยู่ด้านข้าง
วาเซียเดินนำหน้า หนิงหนิงตามหลังไป
แสงไฟในบันไดสว่างไม่มากนัก
หนิงหนิงเคยนอนฟังเสียงจากเตียง ทุกวันในโรงพยาบาลมักจะมีคนเล่าเรื่องผี
ที่นี่มีบรรยากาศน่าขนลุกเหมือนในเรื่องผี
แปลกที่ว่าหนิงหนิงไม่เคยเห็นผีในโรงพยาบาลเลย ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่น่าจะมีผีเยอะ
กลุ่มแสงเล็ก ๆ หยุดอยู่ที่ประตูบันไดชั้นสิบสาม
ประตูชั้นสิบสามปิดลง
ด้านหน้ามีป้ายติดอยู่
[กำลังก่อสร้าง ห้ามผ่าน]
กลุ่มแสงดวงเล็กลอดผ่านประตูไปโดยตรง
ร่างของวาเซียกลายเป็นหมอกสีดำแล้วลอดผ่านประตูไปเช่นกัน
หนิงหนิงลองบิดลูกบิดประตู ประตูก็เปิดออก
เธอวิ่งตามวาเซียไป
ชั้นนี้เงียบกว่าชั้นอื่นในห้องผู้ป่วยไม่มีใครอยู่เลย
บนผนังตามทางเดินมีกระดาษสีเหลืองติดอยู่ บนกระดาษมีลวดลายประหลาด ๆ ที่วาดด้วยสีแดง
หนิงหนิงรู้จักสิ่งนี้ดี
มันเรียกว่ายันต์ป้องกัน
ข้างนอกมีคนขายของพวกนี้เยอะ มันสามารถป้องกันผีได้
โลกนี้มีผีอยู่มากมาย หรือก็คือวิญญาณนั่นเอง
หนิงหนิงสามารถรู้สึกถึงพลังเวทมนตร์ที่แผ่ออกมาจากด้านบน
บนพื้นยังมีภาพวาดที่หนิงหนิงอ่านไม่ออก วงกลมดูคล้ายกับวงเวทย์
แสงสว่างดวงเล็กลอยไปจนถึงปลายทาง ที่นั่นมีห้องอยู่ห้องหนึ่ง
ประตูห้องผู้ป่วยห้องนี้ถูกแปะด้วยยันต์เต็มไปหมด ปกคลุมทั่วทั้งบาน
กลุ่มแสงดวงเล็กหยุดอยู่หน้าประตู มันดิ้นรนอยู่สองสามครั้งพยายามจะบินถอยหลัง แต่สุดท้ายก็ถูกดูดเข้าไป
วาเซียวิ่งมาที่หน้าประตู แต่รีบถอยกลับมาทันที
ขนทั่วร่างของมันลุกชัน ปากส่งเสียงคำรามต่ำ
หนิงหนิงปกป้องมันไว้ข้างหลัง
หลังประตูนั้น มีกลิ่นอายของปีศาจ
ความชั่วร้ายบริสุทธิ์ที่ไม่มีสิ่งเจือปนใด ๆ
กลุ่มแสงดวงเล็กถูกปีศาจแย่งชิงไปแล้ว
หนิงหนิงรู้สึกถึงพลังงานอีกกระแสหนึ่ง
เหมือนแสงสว่างเล็ก ๆ ที่อบอุ่น มันอ่อนแอกว่าพลังปีศาจมาก
พลังทั้งสองแบบนี้เธอไม่ชอบเลย
หนิงหนิงรู้สึกไม่พอใจ ที่มีคนมาแย่งของของเธอต่อหน้าต่อตา
แม้ว่าเธอจะไม่ต้องการมัน แต่มันก็เป็นของของเธอ
เธอผลักประตูให้เปิดออก
บนเตียงผู้ป่วย มีเด็กชายคนหนึ่งนอนอยู่
เขาอายุราวสิบกว่าปี นอนหลับสนิท
ขนตาของเขากระตุก เหงื่อทำให้ผมที่หน้าผากเปียกชื้น
เขาดูทรมานมาก
มือและเท้าของเขาถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กติดกับหัวเตียง
หนิงหนิงหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีทอง
เธอมองดูเด็กชายตัวน้อย ในร่างของเขาวิญญาณถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
ครึ่งหนึ่งเป็นสีดำ อีกครึ่งหนึ่งเป็นสีทอง
หนิงหนิงมองเห็นใบหน้ามากมายในวิญญาณสีดำ พวกมันบิดเบี้ยวไปมา
พลังงานสองสายที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่มาจากเขา แต่ดูภายนอกแล้วไม่เห็นความผิดปกติใด ๆ
“ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย!”
“ไปตายซะ ทำไมต้องเป็นฉันด้วย!”
“เจ็บจัง…”
“หอมจัง อยากกินจัง…”
….
ใบหน้าเหล่านั้นอ้าปากกว้างยื่นลิ้นยาวออกมา และเลียวิญญาณสีทองอย่างละโมบ
“คืนดวงแสงของฉันมา”
ใบหน้าเหล่านั้นหยุดเลีย แล้วหันมามองหนิงหนิงอย่างพร้อมเพรียงกัน
พวกมันหัวเราะร่าอย่างน่าสะพรึงกลัว เสียงหัวเราะแหลมแสบแก้วหูเยาะเย้ยถากถางความไม่รู้จักประมาณตนของหนิงหนิง
วาเซียรีบใช้อุ้งเท้าปิดหูทันที
น่าขยะแขยงจริง ๆ!
เหล่าปีศาจใบหน้าอัปลักษณ์พากันตื่นเต้น พวกมันบิดเบี้ยวไปมาราวกับหนอน บีบเค้นวิญญาณให้ผิดรูปผิดร่างไปหมด
พวกมันแลบลิ้นออกมายาวเหยียด อยากจะฉีกทึ้งร่างตัวเองแล้วกลืนหนิงหนิงลงไปให้ได้
“เธอแข็งแกร่งดีนะ มาเข้าร่วมกับพวกเราสิ”
หนิงหนิงยื่นมือออกไปบีบอากาศเบา ๆ ใบหน้าผีที่พุ่งเข้ามาด้านหน้าก็ชะงัก เสียงหัวเราะติดอยู่ในลำคอ รอยยิ้มยังค้างอยู่บนใบหน้าก่อนจะสลายไปเหมือนหมอก
ผีตนอื่นร้องกรีดเสียงหลอน แล้วถอยกรูดกลับไป
“คืนของของฉันมา” หนิงหนิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
วาเซียขยับหูเล็กน้อย “หนิงหนิง มีเสียงฝีเท้าดูเหมือนจะเป็นคน”
สีทองในดวงตาของหนิงหนิงจางหายไป เธอหันหลังกลับ
ช่างมันเถอะ ค่อยมาใหม่ตอนกลางคืน
“หนิงหนิง นี่แม่เองนะลูก…”
“ช่วยแม่ด้วย…”
หนิงหนิงหยุดฝีเท้า
วาเซียเร่งเธอ “ไม่มีเวลาแล้ว พวกเราต้องไปหลบก่อน”
คนและแมวหลบเข้าไปในห้องผู้ป่วยที่อยู่ข้าง ๆ
ฉินเจิ้งหยางมาถึงชั้นสิบสามทันที ในฐานะนักสืบอาชญากรรมที่ทำงานมาสิบกว่าปีเขารู้สึกได้ว่าพลังน่าสะพรึงกลัวที่เคยมีอยู่นั้นจางลงไปบ้างแล้ว
จี๋ไหลเพิ่งมาทำงานที่หน่วยสืบสวนพิเศษได้เพียงปีเดียว เขาไม่ได้มีความไวต่อสัมผัสขนาดนั้นเขาขมวดคิ้วแน่น
ยิ่งเข้าใกล้ห้องผู้ป่วยห้องนั้นเท่าไหร่ ความหวาดกลัวในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งสองคนเดินเข้าใกล้ห้องผู้ป่วย จี๋ไหลกำลังจะผลักประตูเข้าไป
ฉินเจิ้งหยางรีบยกแขนกันไว้
จี๋ไหลเม้มริมฝีปากแน่น ไม่พูดอะไร
ฉินเจิ้งหยางค่อย ๆ ผลักประตูเปิดอย่างระมัดระวัง แต่แล้วสายตาก็พลันมืดมิด เห็นใบหน้าผีนับร้อยกำลังยิ้มอย่างน่าขนลุก
เสียงหึ่ง ๆ ดังอื้ออึงข้างหูจนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
พวกมันยิ้มอย่างน่าขนพองและพยายามจะลากเขาเข้าไปข้างใน
จี๋ไหลรีบล้วงยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากอก จุดไฟแล้วโยนเข้าไปในห้อง
เสียงร้องครวญครางของวิญญาณดังก้องไปทั่ว
ฉินเจิ้งหยางรีบฉวยจังหวะนั้นปิดประตูอย่างแรง
จี๋ไหลประคองฉินเจิ้งหยางไว้ พลางถามด้วยความกังวล “อาจารย์ ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”
ฉินเจิ้งหยางหอบหายใจก่อนส่ายหน้า “พลังของปีศาจตนนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ คืนนี้เราต้องจัดการมันให้ได้”
ต้องรีบจัดการในตอนที่ยังมีโอกาสลากมันตายไปด้วยกัน
ถ้าปล่อยมันไว้แบบนี้ ต่อให้ทุ่มสุดกำลังของหน่วยสืบสวนพิเศษทั้งหมด คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน
ทั้งสองคนยืนพิงกำแพง
“ทางสำนักเซียนว่ายังไงบ้าง?”
พอพูดถึงสำนักเซียน จี๋ไหลก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที
“พวกเขาบอกว่ารอให้พวกเราลงมือก่อน แล้วพวกเขาจะจัดการส่วนที่เหลือเอง เป็นแบบนี้อีกแล้วพวกเขาทำแบบนี้ทุกครั้ง”
หน่วยสืบสวนพิเศษต้องลงแรง พวกเขาทำหน้าที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์
ก่อนที่จะเข้าหน่วยสืบสวนพิเศษ จี๋ไหลก็เหมือนคนทั่วไปที่คิดว่าสำนักเซียนเป็นผู้กอบกู้โลกยุคใหม่
หลังจากนั้น เขาถึงได้รู้ความจริงว่าพวกเขาก็แค่นายทุนที่รู้จักแต่งตัวเองให้ดูดีเท่านั้น
“ไอ้พวกนายทุนเลือดเย็น!”
“สำนักเซียนก็แค่พวกโง่เง่า!”
ฉินเจิ้งหยางแค่นหัวเราะ “พวกนั้นเรียกตัวเองว่าสำนักเซียนได้ยังไง พวกทายาทที่แท้จริงของสำนักเซียน ลูกหลานสวรรค์ทั้งหลายล้วนจบชีวิตลงในหายนะเมื่อสิบปีก่อนทั้งสิ้น”
หากไม่มีพวกเขา โลกใบนี้คงถูกความมืดปกคลุมไปแล้ว
พวกเขาสมควรได้รับการขนานนามว่าผู้กอบกู้โลก
แต่หลังจากที่พวกเขาตายไป ก็มีคนแอบขโมยมงกุฎแห่งชัยชนะของพวกเขา แล้วใส่ไว้บนหัวตัวเอง