แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 408 ฉันเหนื่อยแล้ว
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 408 ฉันเหนื่อยแล้ว
บทที่ 408 ฉันเหนื่อยแล้ว
ต่อไปก็เป็นการจับกลุ่ม แขกรับเชิญทั้งสามกลุ่มจากรายการกรีนวิลเดอร์เนส จะต้องจับฉลากเพื่อจับคู่กับพี่น้องอีกสามคู่
ทีมงานรายการนำกล่องใบหนึ่งมาวาง
เหลียงชิงฮวนบ่นอย่างเซ็ง ๆ “ต้องจับฉลากด้วยเหรอ ไปอยู่กลุ่มเดียวกับเจินเจินเลยไม่ได้หรือไง”
จี๋ซางรีบยกมือทันที “งั้นผมขอจับคู่กับพระเอกซุปเปอร์สตาร์!”
เจียงซั่วพูดอย่างไร้ความปรานี “ไม่ได้ ต้องจับฉลาก”
[ฮ่า ๆ ๆ ผู้กำกับของเรามันเป็นคนไร้น้ำใจขนาดนี้แหละ]
[พอเทียบกันแล้ว เว่ยฉือนี่เหมือนนางฟ้าเลยนะ]
[ฉันก็อยากให้ชิงฮวนอยู่กลุ่มเดียวกับเจินเจินเหมือนกัน ดูฉันร่ายคาถาเถอะ!]
[การจับฉลากครั้งนี้ ถ้าบังเอิญให้ซูเจาอยู่กับเจียงเจินมันคงจะสนุกมากเลย]
[แขกรับเชิญคนอื่น ๆ เขามีกลุ่มของเขากันหมดแล้ว ใครที่ไม่เข้าพวกมันก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่]
การจับฉลากเริ่มขึ้น เนื่องจากว่าหวังโหย่วเป็นผู้อาวุโสที่สุด เหลียงชิงฮวนจึงพูดว่า “รุ่นพี่หวัง เชิญจับฉลากก่อนเลยค่ะ”
หวังโหย่วไม่ได้ปฏิเสธ ยื่นมือเข้าไปในกล่องจับฉลาก
พอดึงออกมาดู เป็นทีมของจี๋เสี่ยวเสี่ยวกับจี๋ซาง
จี๋ซางก็ร้องเฮดังลั่นด้วยความดีใจ
ถึงตาคนที่สองจับสลาก ซูเจาพูดกับเหลียงชิงฮวน “เธอจับเลย”
เหลียงชิงฮวนรู้สึกประหลาดใจ เธอระมัดระวังตัวมาก “เธอต้องการทำอะไร?”
ซูเจากลอกตา “ไม่ใช่เธอเองเหรอที่บอกว่าอยากอยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนสนิท ฉันก็เลยใจดีให้เธอจับก่อน ท่าทีของเธอนี่มันอะไรกัน ไม่มีมารยาทเลยนะ”
เหลียงชิงฮวน : …
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนกำลังจะทะเลาะกันอีกครั้ง เจียงเจินจึงออกมาไกล่เกลี่ย
“ก็เธอให้จับก็จับเถอะ”
แล้วเธอก็ยิ้มให้ซูเจา “ขอบคุณนะ”
ซูเจาทำเสียงฮึในลำคอ
เหลียงชิงฮวนดึงการ์ดออกมาดู เป็นเจียงเจินกับเจียงฉือซิง
เธอกับเจียงเจินดีใจจนต้องกอดกันทันที
เหลือซูเจาเท่านั้น แน่นอนว่าต้องจับคู่กับหนิงหนิงหนิงเหนียน
[เยี่ยมไปเลย ชิงฮวนจับคู่กับเจินเจิน!]
[ว้าว เป็นคู่ในอุดมคติของแต่ละคนเลยนะ]
[การจับสลากนี่มันอ่านใจเป็นด้วยฮ่า ๆ ๆ]
หนิงหนิงและหนิงเหนียนไม่สนใจหรอกว่าใครจะมาจับคู่กับพวกเขา
สองทีมที่เหลือได้จับคู่กับคนที่พวกเขาต้องการ
การจับสลากครั้งนี้สมบูรณ์แบบจริง ๆ
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความยินดี หนิงหนิงแอบมองซูเจาอย่างเงียบ ๆ
หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จ เสียงของเจียงซั่วก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ต่อไป เฮลิคอปเตอร์จะสุ่มพาแขกรับเชิญทั้งสามทีมไปยังจุดหมายต่าง ๆ ในภูเขา ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อม ออกเดินทางได้!”
พอเสียงพูดขาดหาย ก็ได้ยินเสียงครืน ๆ ดังขึ้น เหนือศีรษะมีเฮลิคอปเตอร์สามลำบินลงมาจอดตรง ๆ
แขกรับเชิญทั้งสามกลุ่มขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไป เฮลิคอปเตอร์นำแขกรับเชิญทั้งหมดบินมุ่งหน้าเข้าไปในภูเขา
มองลงไปจากเฮลิคอปเตอร์จะเห็นแต่สีเขียวสุดลูกหูลูกตา
เฮลิคอปเตอร์ค่อย ๆ ลดระดับความสูงลงและจอดบนลานโล่งแห่งหนึ่ง
หนิงหนิงและคนอีกสองคนลงจากเฮลิคอปเตอร์
พวกเขายืนเผชิญหน้ากับป่าเขียวชอุ่มที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดโดยรอบ เมื่อมองออกไปไกล ๆ มีแต่เทือกเขาทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
เมื่อมนุษย์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ ช่างดูเล็กจ้อยเหลือเกิน
[ฉันมีคำถามนิดหน่อย ปกติจะมีคนมาที่นี่บ้างไหม?]
[น่าจะไม่มีนะ ปกติที่ปากทางเข้าจะมีคนเฝ้าอยู่]
[แน่นอนว่าคงไม่ให้เข้า ในป่ามีสัตว์ป่า ถ้าเข้าไปมั่ว ๆ คงอันตรายมาก]
[ฉันจำได้ว่า เมื่อไม่กี่ปีก่อน แถวนี้มีข่าวลือเรื่องคนหายในป่าบ่อย ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงหรือเปล่า]
[ใช่ เหมือนว่าเพิ่งจะเริ่มปิดพื้นที่นี้อย่างเด็ดขาดเมื่อสองปีที่แล้วนี่เอง]
[ฉันกังวลเรื่องความปลอดภัยของแขกรับเชิญพวกนั้นนิดหน่อย…]
[ไม่ต้องกังวลไปหรอก ไม่มีอะไรหรอก ทางรายการได้ทำการสำรวจมาก่อนแล้ว มีกล้องติดตั้งอยู่ทั่ว แล้วก็มีทีมงานคอยเฝ้าอยู่ข้างนอกด้วย]
[ทำไมฉันรู้สึกว่าหนิงหนิงดูไม่ค่อยมีความสุขเลยนะ]
[ฉันคิดว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่คิดแบบนี้เสียอีก วันนี้เธอดูทำหน้าบึ้งตลอดเวลาเลยนะ]
[ใช่ ๆ ๆ จะพูดยังไงดี รู้สึกว่าเธอดูหงุดหงิดนิด ๆ]
[อ้าว ที่แท้พวกเราก็รู้สึกเหมือนกันนี่นา]
…
หนิงหนิงดูหงุดหงิดจริง ๆ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เป็นช่วงเที่ยงวันพอดี แสงแดดร้อนแรงกว่าที่ผ่านมามาก แม้จะสวมหมวกอยู่ก็ยังรู้สึกได้ถึงแสงแดดที่แผดเผาใส่หน้า
ซูเจาไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย ยืดเส้นยืดสายพลางถาม “ทำไมไม่เดินกันล่ะ?”
หนิงเหนียนมองไปรอบ ๆ “ยังไม่ต้องรีบหรอก เราต้องตัดสินใจให้ดีก่อนว่าจะไปทิศทางไหนดี”
ก้าวแรกนี้ กลับกลายเป็นก้าวที่สำคัญที่สุด
เพียงแค่เลือกทิศทางให้ถูกต้อง ก็จะไม่หลงทางไปไหนในภายหลัง
ซูเจาชี้มือไปทางถนนด้านขวาอย่างไม่ใส่ใจ “ไปทางนั้นก็ได้นี่”
หนิงเหนียนส่ายหน้า “คุณลองคิดดูอีกทีสิ”
ตอนนั้น หนิงหนิงเอ่ยปาก “ไปทางซ้าย”
ซูเจามองไปทางหนิงหนิง
[อืมมม ฉันรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่เงียบงันในอากาศ]
[โอ้โห! ในที่สุดก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นแล้วสินะ?]
[หนิงเหนียน : ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!]
[แน่นอนว่าต้องเชื่อหนิงหนิงสิ ดูซูเจาแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าไว้ใจไม่ได้]
[เข้าใจเหตุผลทั้งหมดนะ แต่นิสัยของซูเจาแบบนี้ จะทนได้เหรอถ้ามีคนค้าน?]
[ตีกันเลย! ตีกันเลย!]
[ขำแตก สมควรแล้วที่ซูเจาจะได้บทเรียนบ้าง คุณหนูเลิกวางมาดได้แล้ว เลิกวางมาดได้แล้ว]
ข้อความในช่องคอมเมนต์คึกคักเป็นอย่างมาก สำหรับฉากการเผชิญหน้าที่ทุกคนรอคอยมานาน โดยส่วนใหญ่ที่มาดูเป็นแฟนคลับของเจียงเจิน
บนหน้าจอ หลังจากหนิงหนิงพูดจบประโยคนั้น เธอไม่ได้ให้ทางเลือกกับคนอื่นเลย จับชายกระโปรงแล้วเดินตรงไปทางนั้นทันที
หนิงเหนียนรีบวิ่งตามไปติด ๆ
ซูเจายืนอยู่กับที่มองแผ่นหลังของหนิงหนิงอยู่สองสามวินาที แล้วก็วิ่งตามไป พอไล่ทันแล้วก็ไม่พูดอะไร เดินตามหนิงหนิงอย่างว่าง่าย
ไม่มีการทะเลาะเถียงอย่างที่คาดหวังไว้ ทุกอย่างราบรื่นเป็นอย่างดี
[หืม?]
[ไม่มีอะไรแล้วเหรอ?]
[ซูเจาไม่โต้แย้งเลย เธอโดนแย่งร่างหรือเปล่านะ?]
[พวกคุณต่างหากที่คิดไปเองว่าเธอผิดปกติมาตลอดนะ]
[เอาเถอะ ทางที่หนิงหนิงเลือกเดิน เธอชี้ไปสุ่ม ๆ หรือว่ามีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ฉันดูไม่ออกเลย]
[ฉันก็มองไม่ออกเหมือนกัน ดูต่อไปก่อนแล้วกัน]
…
ทั้งสามคนนำโดยหนิงหนิงเลี้ยวซ้ายไปทันที
สองคนที่เดินตามหลังก็ไม่ได้ถามว่าทำไมต้องเดินมาทางนี้ พวกเขาเพียงเงียบกริบและเดินตามมา
เดินไปได้สักพัก ผู้ชมก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
[ทางนี้เดินสบายขนาดนี้เลยเหรอ?]
ผู้ชมสังเกตเห็นว่าทั้งสามคนนั้นเดินได้อย่างมั่นคง ราวกับว่ากำลังเดินอยู่บนถนนธรรมดา
แต่ที่นี่มันเป็นป่าที่แทบไม่มีคนเดินผ่านนะ
ดูจากอีกสองทีมก็รู้ได้เลยว่าเส้นทางนั้นเดินยากแค่ไหน
พื้นลื่นมาก ต้องระมัดระวังในการก้าวเดิน เพื่อป้องกันการลื่นล้ม
ยังต้องก้มหัวและคอยระวังกิ่งไม้ตามลำต้นเป็นระยะ ๆ
ตั้งแต่ลงจากเฮลิคอปเตอร์มาจนถึงตอนนี้ ก็ยังเดินมาไม่ได้ไกลเท่าไร
ไม่ต้องพูดถึงหนิงหนิงกับซูเจาที่ใส่กระโปรงมาด้วย
เมื่อเทียบกับอีกสองทีม การเดินของพวกเขาทั้งสามคนดูราบรื่นกว่าอีกสองทีมอย่างเห็นได้ชัด ตลอดทางไม่ค่อยมีวัชพืชและกิ่งไม้กีดขวาง
หนิงหนิงที่เดินนำหน้า จ้องมองไปข้างหน้าอย่างไม่วอกแวก
ซูเจาที่เดินตามหลังอยู่ยังมีอารมณ์สังเกตดูดอกไม้ข้างทาง
ถ้าไม่รู้เรื่องอะไร คงคิดว่าพวกเขามาเที่ยวพักผ่อนกัน
[ซูเจาพูดถูก กลุ่มของพวกเขาดูชัดเจนว่ามาเที่ยวพักผ่อนกันจริง ๆ]
[แปลกมากเลย พวกเขาทำได้ยังไงนะ ถึงหาเส้นทางที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ได้]
ในขณะที่ผู้ชมกำลังสงสัยอยู่นั้น ซูเจาที่เดินอยู่ด้านหลังก็หยุดเดิน เธอยกมือขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่แทบจะไม่มีบนหน้าผาก
“ฉันเหนื่อยแล้ว”
ผู้ชม : ?