แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 426 คิดไปเอง
บทที่ 426 คิดไปเอง
เจียงฉือซิงดูเหมือนจะหดหู่ เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วเงยหน้ามองเพดาน
ที่นี่เป็นห้องผู้ป่วยวีไอพี เงียบสงัด
ได้ยินเสียงบ่นอย่างหงุดหงิดของเจียงเจิน “น่ารำคาญจริง พวกคุณเบา ๆ หน่อยได้ไหม”
หมอขอโทษไม่หยุด “ขอโทษครับคุณเจียง พวกเรากำลังตรวจร่างกายให้คุณ ย่อมต้องมีเสียงดังบ้างเป็นธรรมดา”
“โอ๊ย บอกแล้วว่าฉันไม่เป็นไร ฉันบอกให้พวกคุณเบา ๆ เสียงดังมากจริง ๆ ฉันนอนไม่หลับเลย”
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลโชยเข้าจมูกเขาไม่หยุด
เจียงฉือซิงรู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เขาลุกขึ้นยืนเพื่อต้อนรับ
หลินจื่ออวิ่นและเจียงอันไซ่มีสีหน้าร้อนรน ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
พวกเขารีบเดินทางมาจากเมืองหนิงเฉิงตลอดทั้งคืน
เจียงฉือซิง “พ่อ แม่…”
หลินจื่ออวิ่นรีบขัดจังหวะเขา “พี่สาวลูกอยู่ไหน?”
เจียงฉือซิง “อยู่ในห้องผู้ป่วย เธอ…”
ประโยคครึ่งหลังของเขาที่ว่า ‘เธอไม่เป็นไร’ ยังพูดไม่ทันจบ หลินจื่ออวิ่นและเจียงอันไซ่ก็เดินผ่านเขาไปตรง ๆ มุ่งหน้าไปยังห้องผู้ป่วยที่อยู่ด้านหลังเขา โดยไม่แม้แต่จะมองเขาสักนิด
เจียงฉือซิงหันกลับไปอย่างเหม่อลอย มองเงาร่างของพ่อแม่ที่รีบร้อนเดินจากไป
ประตูปิดลง เขาได้ยินเสียงร้อนรนของพ่อแม่ ได้ยินเจียงเจินร้องไห้กระโจนเข้าไปในอ้อมกอดของแม่
“เจินเจิน ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก ไม่ได้เจ็บตรงไหนนะ”
“ก็บอกแล้วว่าไม่ให้ไป แต่ลูกก็ยังจะไปให้ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องถ่ายแล้ว กลับบ้านกันเถอะ”
แม้แต่พ่อที่ปกติเคร่งขรึมก็ยังพูดปลอบโยนอย่างใจเย็น
“แม่คะ หนูเจ็บมากเลย หนูตกใจแทบตายแล้ว”
“ขอแม่ดูหน่อยซิ ลูกคนนี้ ทำไมต้องฝืนขนาดนี้ด้วย”
เจียงเจินสะอื้นพลางพูดว่า “หนูแค่อยากพิสูจน์ให้พ่อกับแม่เห็นว่า หนูไม่ได้แย่กว่าหนิงหนิง”
“แน่นอนว่าลูกไม่ได้แย่กว่ามันหรอก ลูกเก่งกว่ามันตั้งเยอะ นังนั่นจะมาเทียบกับลูกได้ยังไง!”
“แต่ตอนนี้หนิงหนิงเก่งขึ้นมากเลยนะคะ หนูกลัวว่าพ่อกับแม่จะเสียใจ”
“ฮึ ช่างมันเถอะ ไม่รู้ไปเรียนวิชานอกรีตมาจากที่ไหน ลูกวางใจได้ ไม่ว่ามันจะทำอะไรแผลง ๆ เพื่อทำร้ายลูก ชาตินี้มันก็ไม่มีทางได้ก้าวเข้ามาในตระกูลเจียงอีกแล้ว แม่กับพ่อมีแค่ลูกคนเดียว สิ่งที่มันเป็นหนี้ลูกไว้ก็ยังไม่ได้ชดใช้เลย”
“แม่คะ แม่ใจดีจังเลย”
“ค่ะ ค่ะ ค่ะ ลูกสาวที่รักของแม่ ลำบากมามากเลยนะลูก”
“แล้วพ่อล่ะ จะเอาแต่แม่ ไม่เอาพ่อเลยเหรอ?”
“โอ๊ย พ่อคะ อย่ามาแกล้งหนูเลย”
ทั้งสามคนในครอบครัวกอดกันอย่างมีความสุข
เจียงฉือซิงยืนมองประตูห้องคนไข้ที่ปิดอยู่เป็นเวลานาน แขนของเขาเริ่มปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
“พักผ่อนดี ๆ นะลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่จะมาเยี่ยมอีก”
“ค่ะ ๆ ต้องมานะคะ”
หลินจื่ออวิ่นกับเจียงอันไซ่ยิ้มพลางบอกลาเจียงเจิน พอปิดประตูห้องคนไข้ก็เพิ่งเห็นเจียงฉือซิงที่ยืนอยู่ด้านนอก
ราวกับว่าเพิ่งสังเกตเห็นเขาเป็นครั้งแรก
“มายืนทำอะไรตรงนี้ เข้าไปดูแลพี่สาวของลูกสิ” หลินจื่ออวิ่นขมวดคิ้ว
เจียงฉือซิงเอียงศีรษะ มองดูพวกเขา
พวกเขาทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งขรึม ราวกับว่าคนที่หัวเราะอย่างมีความสุขในห้องพักผู้ป่วยเมื่อครู่ไม่ใช่พวกเขา
เขายิ้มมุมปาก แล้วพูดอย่างเย็นชา “ทำไมผมต้องไปดูแลเธอด้วย”
จริง ๆ แล้ว เจียงเจินอยากจะนอน เลยไล่เขาออกมา
หลินจื่ออวิ่นรู้สึกไม่พอใจทันที เธอกดเสียงต่ำลง “นี่นายทำท่าอะไรน่ะ?”
แม้จะโกรธแต่ก็ยังรู้จักลดเสียงลง กลัวจะรบกวนเจียงเจิน ช่างเอาใจใส่จริง ๆ
เจียงฉือซิง “พวกคุณก็ไปอยู่เป็นเพื่อนเธอสิ ทำไมต้องให้ผมไปด้วย”
หลินจื่ออวิ่นงุนงง “พวกเราไม่มีเวลาน่ะสิ พ่อกับแม่ยังมีเรื่องต้องไปจัดการ”
เจียงฉือซิงพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “จัดการเรื่องอะไรล่ะ? จะไปถามหาความรับผิดชอบจากทางรายการที่สั่งไว้แล้วแต่ก็ยังดูแลเจียงเจินไม่ดี หรือว่าจะไปกดดันให้ทางรายการจัดการกับหนิงหนิงต่อ?”
เขาเดาออกได้ทันทีว่า การที่กองถ่ายกำหนดเงื่อนไขแบบหละหลวมเช่นนี้ จะต้องเป็นฝีมือของตระกูลเจียงแน่นอน
เพราะพวกเขาจะไม่ยอมให้เจียงเจินต้องทนลำบากแม้แต่นิดเดียว
เจียงอันไซ่โมโหจัด “เจียงฉือซิง! นี่แกจะเอายังไง!”
หลินจื่ออวิ่นรีบดึงตัวเขาไว้ “เบา ๆ หน่อย เดี๋ยวเจินเจินตกใจ”
แม้แต่ในเวลาแบบนี้ สิ่งแรกที่พวกเขานึกถึงก็ยังเป็นเจียงเจินอยู่ดี
“เจินเจิน เจินเจิน ทุกอย่างก็มีแต่เจินเจิน ตั้งแต่มาที่นี่ก็มีแต่เจินเจิน พวกคุณเคยสนใจผมบ้างไหม?”
หลินจื่ออวิ่น “พูดอะไรของลูก ลูกก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรนี่ พี่สาวลูกก็…”
เจียงฉือซิง “บาดเจ็บอะไรกัน! เธอไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลยสักนิด เธอแค่ไม่อยากออกจากโรงพยาบาล อยากพักผ่อนเฉย ๆ!”
หลินจื่ออวิ่น “แล้วมันมีปัญหาอะไร เธอตกใจกลัว อยากพักผ่อนบ้างจะเป็นไรไป?”
เจียงฉือซิง “ผมก็ตกใจเหมือนกัน ทำไมพวกคุณไม่มาสนใจผมบ้าง!”
หลินจื่ออวิ่นโกรธจัด “ลูกเป็นเด็กสามขวบหรือไงเจียงฉือซิง แม่บอกไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่า พี่สาวลูกลำบากมามากที่ข้างนอก กว่าจะได้กลับมา พวกเราต้องดูแลเอาใจใส่เธอให้มากหน่อย ในฐานะที่ลูกเป็นผู้ชาย ลูกควรจะรู้จักเอาอกเอาใจพี่สาวบ้าง ลูกไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้หรือไง”
เจียงฉือซิงแค่นเสียงฮึ “แล้วทำไมพวกคุณไม่ให้ผมเอาอกเอาใจหนิงหนิงบ้างล่ะ”
เจียงอันไซ่ทำหน้าบึ้ง “ลูกหมายความว่ายังไง”
เจียงฉือซิง “ผมหมายความว่ายังไงน่ะเหรอ ผมหมายความว่า ตอนที่หนิงหนิงอยู่ที่ตระกูลเจียง เธอก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีเหมือนกันนะ ทำไมพวกคุณไม่ให้ผมเอาอกเอาใจเธอบ้างล่ะ”
เจียงอันไซ่และหลินจื่ออวิ่นต่างก็เปลี่ยนสีหน้าไปพร้อมกัน
“ผมคิดไม่ออกเลยว่า ทำไมพวกคุณถึงคิดว่าหนิงหนิงเป็นหนี้บุญคุณเจียงเจิน เธอติดค้างอะไรเจียงเจินกันแน่? ตอนที่อยู่ตระกูลเจียงเธอได้ใช้ชีวิตที่ดีตรงไหน?”
ช่วงนี้เจียงฉือซิงมักจะนึกถึงเรื่องราวในอดีตอยู่เสมอ
เขามักจะนึกถึงภาพที่หนิงหนิงคอยระมัดระวังตัว พยายามเอาอกเอาใจเขา
แม้ว่าเขาจะทำหน้าเย็นชาและแสดงท่าทีรำคาญเธอ แต่ครั้งต่อไปเธอก็ยังคงยิ้มเข้ามาหาเขา และเกาะติดเขาอยู่เช่นเดิม
ทำไมเธอถึงต้องทำแบบนั้นด้วย
บางที เขาอาจจะเป็นคนเดียวในบ้านที่ยอมรับฟังในสิ่งที่เธอพูด
เขาอาจจะรำคาญเธอ แต่ก็ยังคงรับฟังเธอพูดจาพร่ำเพ้อ
ทำไมไม่ไปหาหลินจื่ออวิ่นกับเจียงอันไซ่ล่ะ เป็นเพราะหนิงหนิงไม่ชอบเหรอ?
ไม่ใช่ เธอแค่ไม่กล้า
คำติเตียนและคำดูถูกจากหลินจื่ออวิ่นตั้งแต่เด็ก เจียงฉือซิงได้ยินจนหูชาไปหมดแล้ว
หนิงหนิงจึงมีนิสัยขี้ขลาดและไม่กล้าทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เพราะเหตุนี้นี่เอง
เจียงอันไซ่ไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับหนิงหนิง เขาเลือกที่จะเมินเฉยไปเลยมากกว่า
เวลาที่หนิงหนิงเรียกพ่อ เขาก็จะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้หนิงหนิงต้องร้องไห้อยู่ข้างหลังตามลำพัง
ภาพเหตุการณ์แบบนี้ เจียงฉือซิงได้เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เด็กจนโต
ภายใต้อิทธิพลจากท่าทีของพ่อแม่ เขาเองก็พลอยไม่ชอบหนิงหนิงไปด้วย
แม้แต่ครอบครัวยังไม่ชอบหนิงหนิง แล้วคนนอกจะชอบได้ยังไง
เธอถูกบริษัทต้นสังกัดกดขี่ข่มเหงมานานแบบนี้ พวกนั้นคิดว่าเธอเป็นคุณหนูตระกูลเจียงงั้นเหรอ
จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้นับว่าเธอเป็นคุณหนูตระกูลเจียงเลยด้วยซ้ำ
พวกคนแบบนี้ เก่งแต่เรื่องเอาตัวรอดและเลือกปฏิบัติกับคนตามสถานการณ์
เหมือนกับเพื่อน ๆ รอบตัวเขา ไม่มีใครนับหนิงหนิงเป็นพี่สาวของเขาเลย
เพราะพวกเขามองแค่ท่าทีของพวกเขา
บริษัทของหนิงหนิงดูท่าทีของตระกูลเจียงเป็นหลัก
พวกเขากล้าจัดการกับหนิงหนิงแบบนี้ ก็เพราะตระกูลเจียงปล่อยปละละเลยนั่นแหละ
เจียงฉือซิงรู้สึกสะใจ เมื่อเห็นสีหน้าที่ดำมืดลงเรื่อย ๆ ของคนสองคนตรงหน้า
ดูเหมือนว่า พวกเขาก็รู้ดีว่าหนิงหนิงได้รับการปฏิบัติอย่างไรในตระกูลเจียง
จริงอย่างที่คิด หนิงหนิงในตอนนี้ ได้กลายเป็นจุดเจ็บปวดของพวกเขาไปแล้ว
“พวกคุณคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไร คิดว่าหนิงหนิงจะอยากกลับมาใช้ชีวิตแบบที่ถูกพวกคุณรังแกและดูถูกเหยียดหยามแบบนี้เหรอ พวกคุณก็แค่คิดไปเองทั้งนั้น”
เพียะ!
เจียงฉือซิงเอามือกุมแก้มที่ถูกเจียงอันไซ่ตบ มองเขาด้วยสายตาที่ยากจะเชื่อ