แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 60 กำลังชวนพวกเราสองคนเหรอ?
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 60 กำลังชวนพวกเราสองคนเหรอ?
บทที่ 60 กำลังชวนพวกเราสองคนเหรอ?
ผีตนนั้นดูจะลังเลอยู่บ้าง แต่หนิงหนิงก็อดทนรออย่างใจเย็น พอดีกับที่หนิงเหนียนยังไม่กลับมา
เธอลองนับดูบนภาพมีผีเสื้อทั้งหมดสิบสามตัว
“เฮ้ ลงมาสิ”
หนิงหนิงก้มหน้ามองลงไปข้างล่าง เจียงฉือซิงกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ ใบหน้าหันมาทางเธอท่าทางดูไม่ค่อยมีความอดทน
เธอเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้สนใจอะไร
“ฉันบอกให้เธอลงมา เธอไม่ได้ยินหรือไง?” เจียงฉือซิงลุกพรวดขึ้นยืน เก้าอี้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
หนิงหนิงเพิ่งเข้าใจสถานการณ์ “คุณกำลังพูดกับฉันเหรอ?”
เจียงฉือซิงเริ่มหงุดหงิด “เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องใช่ไหม? นอกจากเธอแล้วใครจะยืนอยู่ตรงนั้นอีก?”
“ก็มีนะ”
“มีอะไรกัน ฉันสั่งให้เธอรีบลงมาเดี๋ยวนี้!”
เขาเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น อารมณ์ก็พลอยแปรปรวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงเจินดึงเจียงฉือซิงให้นั่งลง “ฉือซิงใจเย็น ๆ หน่อย!”
หนิงหนิงยังคงไม่ขยับเขยื้อน จ้องเจียงฉือซิงแล้วพูดว่า “นี่เจียงฉือซิง คุณเป็นโรคอะไรรึเปล่า?”
“เธอว่าอะไรนะ?” เจียงฉือซิงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง การเคลื่อนไหวรุนแรงจนทำเก้าอี้ล้ม ดวงตาที่จ้องมองหนิงหนิงเหมือนจะพ่นไฟออกมา
หนิงหนิงจ้องมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ “ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่ ฉันเคยอ่านเจอในหนังสือมีโรคหนึ่งที่คนไข้มักจะโมโหง่าย ตื่นเต้นเกินเหตุ มีแนวโน้มก้าวร้าวเรียกว่าโรคอารมณ์สองขั้ว อาการเหมือนกับที่คุณเป็นมากเลย แนะนำให้ไปหาหมอดูนะ”
“บ้าเอ้ย!” เจียงฉือซิงโกรธจนแทบขาดใจ เจียงเจินและเพื่อนผู้ชายอีกหลายคนต้องช่วยกันดึงตัวเขากลับมา
“อย่าโกรธสิ เธอแค่ล้อเล่นเท่านั้น”
“พี่ครับ นี่มันไลฟ์สดนะ มีคนดูอยู่ตั้งเยอะ”
ในที่สุดก็ดึงตัวเขากลับไปได้สำเร็จ
หนิงหนิงได้ยินคำหยาบคายของเจียงฉือซิง เธอส่ายหน้าแล้วหันไปพูดกับเจียงเจินว่า “รีบพาเขาไปตรวจดูเถอะ เมื่อกี้เขาพูดคำหยาบออกมาด้วย นี่มันไลฟ์สดนะ มีเด็ก ๆ ดูด้วย มันส่งผลเสียต่อเด็ก ๆ”
เจียงเจิน ??
เว่ยฉือยกมือขึ้นปิดหน้า
ทำไมชอบพูดคำที่ทำให้คนอื่นหงุดหงิดด้วยสีหน้าที่จริงใจขนาดนั้น
ช่วยพูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ
ตั้งใจ เธอต้องตั้งใจแน่ ๆ
เจียงเจินยิ้มให้หนิงหนิง “ฉือซิงไม่ได้ป่วยหรอก เขาแค่อยากจะเชิญเธอลงมาร่วมงานเลี้ยงฉลองของฉัน ที่ฉลองการกลับมาทำงานและเปิดกล้องถ่ายทำของฉันน่ะ”
หนิงหนิงเอียงคอทำหน้างุนงง “เชิญเหรอ? วิธีเชิญแบบนี้แปลกดีนะ ฉันจดไว้แล้ว คราวหน้าจะเชิญพวกคุณแบบนี้บ้าง”
เจียงเจิน…
ขอบคุณนะ แต่ไม่ต้องหรอก
เธอตั้งใจทำแบบนี้ ตั้งใจแน่นอน
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
“เธอจะมาร่วมด้วยไหม?” เจียงเจินถามย้ำ
“เธอกำลังชวนพวกเราสองคนเหรอ?”
พวกเรา?
ยังมีใครอีก?
เธอมองไปรอบ ๆ และเห็นแมวดำที่อยู่ข้างเท้าของหนิงหนิง
ได้ยินมาว่าแมวตัวนี้ชอบกินอาหารของมนุษย์มาก
เจียงเจินตอบ “ใช่แล้ว พวกเธอมากันได้เลย”
หนิงหนิงพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ขอบคุณนะ”
เจียงฉือซิงแค่นเสียงหึ “ทำเป็นเล่นตัวอยู่ตั้งนาน สุดท้ายเป้าหมายก็แค่อยากจะลงมาเท่านั้นแหละ”
เขาตั้งใจยั่วโมโหอีกฝ่ายอีกครั้ง
เจียงเจินเริ่มทนไม่ไหว “โอ๊ย พอเถอะ เดี๋ยวเธอลงมา นายก็ทำเป็นมองไม่เห็นซะ อย่าไปยุ่งกับเธออีกเลย”
หนิงหนิงถาม “คิดดีแล้วใช่ไหม โอกาสมีแค่ครั้งเดียวนะ”
ผีตนนั้นค่อย ๆ พยักหน้า เธอชี้ไปที่ภาพแขวนในมือของหนิงหนิง
“ช่วยเอาภาพนี้กลับไปแขวนให้ฉันได้ไหม”
“ได้สิ ไปกันเถอะ ไปร่วมงานเลี้ยงด้วยกัน แล้วเดี๋ยวจะช่วยคุณเอาไปแขวนคืนให้”
ผีตนนั้นจับชายเสื้อไว้ด้วยท่าทางประหม่า
มองผ่านเสื้อผ้าที่ชุ่มไปด้วยเลือด เห็นลายหมีน้อยอยู่บนเสื้อแบบเลือนราง
เธอสวมชุดนอนอยู่
“ตามฉันมา”
เธอเดินผ่านบันได ตั้งใจจะพาผีตนนั้นกลับห้อง
เจียงเจินเห็นว่าเธอยังไม่ลงมา จึงถามว่า “ทำไมไม่ลงมาล่ะ”
หนิงหนิงตอบว่า “ขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วจะลงไปเดี๋ยวนี้”
เจียงฉือซิง “พรืดดด!”
เขาหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างกลั้นไม่อยู่ คนอื่น ๆ ก็หัวเราะฮ่า ๆ ตามไปด้วย
แค่เชิญเธอมาให้มันจบ ๆ ไป ยังจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่เป็นโตอะไรนักหนา
ข้อความคอมเมนต์ล้วนแต่เป็นเสียงหัวเราะ เยาะเย้ยหนิงหนิง
หนิงหนิงทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเยาะเย้ยจากชั้นล่าง เธอพาผีตนนั้นกลับเข้าห้อง
หลังจากปิดประตูห้อง วาเซียก็วิ่งไปที่หน้ากล้องแล้วตบกล้องเบา ๆ
พอมันวิ่งออกไป ในห้องก็ไม่เห็นใครอีก
ณ ใจกลางห้องในตอนนี้
มีมอร์ต้ายืนอยู่ข้าง ๆ หนิงหนิง
ผีตนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าพวกเธอ
ผีตนนั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่ง เธอมองดูมอร์ต้ากับหนิงหนิงแล้วก็ก้มหน้าลงทันที
หนิงหนิงพูดว่า “ช่วยหน่อยนะมอร์ต้า ช่วยแต่งตัวให้เธอหน่อย”
“ไปร่วมงานปาร์ตี้ต้องแต่งตัวให้สวย ๆ หน่อย”
มอร์ต้ามองสำรวจผีตนนั้น ทำให้ผีตนนั้นรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
มอร์ต้าพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ”
เธอหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมา เปิดออกแล้วเลือกดูอยู่สักพัก
หนิงหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ขอเป็นผีเสื้อนะ”
มอร์ต้าครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเลือกชุดกระโปรงยาวสีดำออกมาจากข้างใน
มอร์ต้าถือชุดกระโปรงยาวขึ้นมา ลองวัดกับร่างของผีตนนั้น
ชุดกระโปรงยาวสไตล์วินเทจที่มีระบายลูกไม้สามชั้นอันซับซ้อน ที่แขนเสื้อประดับด้วยผีเสื้อ ทำจากทับทิมสีแดงดูราวกับกำลังจะบินออกไป
หนิงหนิงพูดว่า “ไม่เลวเลย สวยดีนะ”
ผีตนนั้นโบกมือปฏิเสธพลางถอยหลัง
รอยแผลลึกที่ข้อมือยังคงมีเลือดซึมไหลออกมา
บางคนหลังจากตายไปแล้วกลายเป็นวิญญาณ จะต้องวนเวียนประสบกับช่วงเวลาก่อนตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่ว่าจะเป็นความสิ้นหวัง หรือความเจ็บปวด
ต้องเผชิญมันอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น
จนเริ่มชินกับความสิ้นหวัง และชินกับความเจ็บปวด ทีละนิด มีละนิด
หนิงหนิงยื่นมือออกไป คว้าข้อมือของผีตนนั้นไว้
ผีตนนั้นตัวแข็งค้าง
“คุณสามารถแตะต้อง…”
จู่ ๆ หางตาก็เหลือบไปเห็นวาเซีย เธอจึงหยุดพูด
เลือดที่ข้อมือหยุดไหลแล้ว
“อะไรกัน…”
ไม่เจ็บแล้ว เธอไม่รู้สึกเจ็บแล้ว!
ผีตนนั้นกำข้อมือไว้ด้วยความตื่นเต้น
หนิงหนิงปล่อยมือเธอออก
“แบบนี้ก็พอแล้วล่ะ ถ้าต้องทำอาหารข้อมือก็จะมีเลือดไหลและเจ็บอยู่ตลอด ยกกระทะก็คงไม่ไหว”
หนิงหนิงนั่งลงบนเตียง เงยหน้ามองเธอ “คุณชื่ออะไรเหรอ?”
ผีตนนั้นก้มหน้าลง ไม่ตอบคำถามเป็นเวลานาน
หนิงหนิงสังเกตเห็นว่า ดูเหมือนเธอจะชอบก้มหน้าเป็นพิเศษ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกก็ก้มหน้าตลอด แม้แต่ตอนเงยหน้ามองคนก็ยังใช้ผมปิดบังใบหน้า เผยให้เห็นแค่ดวงตาข้างเดียว
“ถ้าคุณไม่บอก ฉันก็จะตั้งชื่อให้เอง การไม่มีชื่อมันลำบากนะ”
เธอพยักหน้า
หนิงหนิงครุ่นคิดไปมา
“เรียกคุณว่านาน่าดีกว่า”
ผีตัวนั้น ??
หนิงหนิงยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องตั้งชื่อเลย
นาน่าพยักหน้า
หนิงหนิงพูดว่า “งั้นนาน่า ไปทำความสะอาดตัวเองแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ”
นาน่าส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก เสื้อผ้าสวย ๆ แบบนี้ ให้ฉันใส่ก็สิ้นเปลืองเปล่า ๆ”
เสียงของเธอยังคงแหบแห้งและฟังไม่ไพเราะ
หนิงหนิงพูดว่า “เสื้อผ้าก็มีไว้ให้ใส่ไม่ใช่หรือไง?”
นาน่ายังคงลังเลอยู่ “แต่ว่า…”
หนิงหนิงนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “เดี๋ยวก่อน ฉันสงสัยมาตลอดเลย คุณไม่สามารถสัมผัสมนุษย์ได้ใช่ไหม”
นาน่าพยักหน้า
ผีสามารถเข้าสิงร่าง เข้าฝัน พวกเขามีหลายวิธีที่จะทำร้ายมนุษย์ได้
แต่วิญญาณที่อยู่ข้าง ๆ เธอ มีสภาพคล้ายกับเจียงชูเหมย
เธอทำอะไรมนุษย์ไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ ถึงแม้จะโกรธอย่างมากก็ทำได้แค่รบกวนอากาศ ทำให้อากาศเย็นลงเท่านั้น
แม้แต่การรบกวนหลอกคน เช่น การทำของตกหล่น ซึ่งเป็นวิธีที่ผีเด็กน้อยใช้บ่อยที่สุดก็ยังทำไม่ได้
แต่เจียงฉือซิงนั้นไม่นับ
ห้องที่เจียงฉือซิงอยู่คือสถานที่ตายของนาน่า ตราบใดที่วิญญาณยังไม่ได้เวียนว่ายตายเกิดพื้นที่ตรงนั้นก็ยังเป็นของวิญญาณ มันคือพื้นที่แห่งความตาย
เจียงฉือซิงยังคงยืนกรานจะเข้าไปอยู่ในนั้น ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสกับกลิ่นอายของความตาย
มันก็สมควรแล้วล่ะ
สถานการณ์ของนาน่านั้นแปลกมากทีเดียว