แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 59 คุณทำอาหารเป็นไหม?
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 59 คุณทำอาหารเป็นไหม?
บทที่ 59 คุณทำอาหารเป็นไหม?
หนิงหนิงครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะถามถึงจุดประสงค์ที่เธอมา “คุณทำอาหารเป็นไหม?”
ผีตนนั้นพยักหน้า
วาเซียถาม “ทำได้ดีแค่ไหน อร่อยไหม?”
ผีตนนั้นลังเลก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
วาเซียยิ้มดีใจ “เยี่ยมไปเลย!”
หนิงหนิง “ฉันช่วยคุณได้ แต่คุณต้องตกลงตามข้อเรียกร้องของฉันก่อน”
ผีตนนั้นหันมาถาม “อะไรเหรอ?”
หนิงหนิงตอบ “ฉันจะจ้างคุณเป็นพี่เลี้ยง”
ผีตนนั้น ???
ผู้ชมที่ได้ยินต่างงงงวยไปตาม ๆ กัน
[เธอกำลังพูดอะไรกันแน่?]
[ถ้าจะมาเล่นมุก ก็เล่นอะไรที่ฉันพอจะเข้าใจได้หน่อยสิ]
[ขำจริง ถึงผีจะมีจริง แต่ให้ผีมาเป็นพี่เลี้ยงเนี่ยนะ? เธอเป็นบ้าหรือไง?]
[แม้แต่ในสำนักเซียนก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่สุดยอดมากเลยนะ]
[เธอคิดว่าคนดูเป็นคนโง่หรือไง?]
หน่วยสืบสวนพิเศษ
จี๋ไหลแทบจะเอาหน้าแนบจอ แต่ก็ยังไม่เห็นเงาผีสักตน
แม้คนดูคนอื่นจะมองไม่เห็นก็ช่างเถอะ แต่พวกเขามีตาทิพย์ของจริงนะ!
เฉินมู่ดึงเขากลับมา “นั่งดี ๆ”
จี๋ไหลชี้ไปที่หน้าจอ ข้างกายของหนิงหนิงนั้นว่างเปล่า “พวกคุณเห็นไหม?”
เฉินมู่ตอบ “ไม่เห็นหรอก”
จี๋ไหล…
ไม่เห็นแล้วไม่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นบ้างเลยเหรอ?
เป็นภารกิจด่วนจากผู้บังคับบัญชา ให้พวกเขาคอยจับตาดูหนิงหนิง
จี๋ไหลเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในหัว เขาเคยเจอหนิงหนิงแค่ครั้งเดียว ความประทับใจที่มีต่อเธอก็คือความสวยงาม สวยราวกับตุ๊กตา
หรือว่าเธอจะเป็นผู้มีฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่?
หลังจากสังเกตการณ์อยู่หลายวัน จี๋ไหลก็รู้สึกผิดหวัง
หนิงหนิงเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ชอบกิน ชอบปลูกต้นไม้ ชอบอ่านหนังสือ
สิ่งที่ไม่ธรรมดาเพียงอย่างเดียวก็คือ เธอสวยมาก
อ้อ ใช่แล้ว ยังมีแมวของเธออีกตัว ดูเหมือนมันจะกลายเป็นปีศาจไปแล้ว
สัตว์ที่กลายเป็นปีศาจจะมีพลังวิเศษหรือพลังชั่วร้าย แต่แมวตัวนี้ไม่มี ดังนั้นมันก็เป็นแค่แมวที่ฉลาดเกินไปเท่านั้น
จี๋ไหลถามขึ้นมา สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ “จะเป็นไปได้ไหมว่าจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลย เธอโกหกน่ะ?”
“ฉันรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ ผีสองตนที่คฤหาสน์กุหลาบพามานั้น คุณยังไม่ได้สอบสวนพวกมันใช่ไหม?”
“ก็คุณเป็นคนสอบสวนไม่ใช่เหรอ”
“เพราะแบบนั้นฉันถึงรู้ว่าเธอเก่งมาก”
บนร่างของผีทั้งสองตนนั้นไม่มีร่องรอยการถูกเผาด้วยยันต์ หรือบาดแผลจากดาบเลย
หนึ่งในนั้น เพียงแค่ได้ยินชื่อของหนิงหนิงก็ตกใจจนตาเหลือกไปเลย
เห็นได้ชัดว่าบาดแผลทางจิตใจนั้นใหญ่หลวงแค่ไหน
นั่นก็หมายความว่า หนิงหนิงไม่ได้พึ่งอุปกรณ์ช่วยเหลือใด ๆ แค่ใช้มือเปล่าก็สามารถจัดการผีได้ถึงสองตน
ในตอนนี้ คนที่สามารถทำแบบนี้ได้มีน้อยมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถเช่นนี้
เฉินมู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “มีอุปกรณ์อะไรที่สามารถซ่อนร่องรอยของผีได้ไหม?”
จี๋ไหลขมวดคิ้ว “จะเป็นไปได้ยังไงที่จะมีของแบบนั้น คนคนนั้นไม่ตายไปแล้วเหรอ?”
แม้แต่ตาทิพย์ยังมองไม่เห็น แล้วจะจับได้ยังไง?
โจวเฉิงซื่อพิงโต๊ะ ครุ่นคิดสักครู่ก่อนพูดว่า “มีสิ ยันต์ซ่อนวิญญาณไง”
จี๋ไหล ??
มีจริง ๆ ด้วย
เฉินมู่แสดงสีหน้าจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
จี๋ไหลที่ถูกเขาทำให้ประหม่าถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
เฉินมู่ตอบ “ยันต์ซ่อนวิญญาณ อย่างที่ชื่อบอกมันคือยันต์ที่ใช้ซ่อนผี เป็นของที่ใช้สำหรับผี ตอนนั้นยันต์ชนิดนี้ถูกคนของสำนักเซียนคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในแผนการให้คนกับผีอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เมื่อผีติดยันต์ชนิดนี้ คนก็จะมองไม่เห็นผี และผีก็ไม่สามารถแตะต้องหรือทำร้ายมนุษย์ได้ ทั้งสองฝ่ายต่างมองไม่เห็นและสัมผัสกันไม่ได้ก็เลยต้องอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”
จี๋ไหลพูดว่า “ก็ฟังดูไม่เลวนะ”
เฉินมู่ตอบ “ใช่ ไม่เลวเลย แต่มันดีเกินไป แม้แต่ตาทิพย์ก็มองไม่เห็นมีแค่คนที่มีพรสวรรค์สูงส่งเท่านั้นที่จะมองเห็นได้ นี่มันเป็นปัญหาจริง ๆ”
จี๋ไหลพยักหน้าเข้าใจ “อ๋อ เข้าใจแล้ว ถ้าเป็นผีธรรมดาที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นวิญญาณร้ายที่ถูกซ่อนไว้จนหาไม่เจอ แบบนั้นคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากแน่ ๆ”
เฉินมู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “เมื่อสิบปีก่อน ยันต์พวกนี้เคยถูกใช้ซ่อนวิญญาณร้ายไว้จำนวนหนึ่งจริง ๆ”
จี๋ไหลเงียบไปไม่พูดอะไร
“ไม่ต้องกังวลมาก ยันต์แบบนี้วาดยากมาก คนที่มีความสามารถวาดยันต์นี้ได้ตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน และยันต์ซ่อนวิญญาณทั้งหมดก็ถูกทำลายไปหมดแล้วตั้งแต่สิบปีก่อน”
จี๋ไหลเลิกคิ้ว “แล้วเรื่องตอนนี้มันเป็นมายังไงกัน?”
เขามองไปที่หน้าจอ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เห็นเงาแม้แต่น้อยรอบตัวหนิงหนิง
โจวเฉิงซื่อพูดด้วยเสียงจริงจัง “รอดูไปก่อน”
รอบตัวหนิงหนิงค่อย ๆ ปรากฏเงาร่างเลือนรางของใครบางคน
โจวเฉิงซื่อหลับตาลงแล้วลืมขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนั้นก็ยังไม่หายไป
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ส่งข้อความหาถึงลู่จีอัน [กำลังดูไลฟ์อยู่เหรอ?]
ลู่จีอันส่งข้อความตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่ากำลังเอาแต่เล่น
[พระจันทร์ไม่นอนฉันก็ไม่นอน : รู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังดูไลฟ์อยู่?]
โจวเฉิงซื่อ…
[พระจันทร์ไม่นอนฉันก็ไม่นอน : ฉันกำลังดูหนิงหนิงอยู่ เธอเท่มาก! (สติกเกอร์แมวทำมือรูปหัวใจ)]
โจวเฉิงซื่อ : เห็นที่ข้าง ๆ เธอ…
ข้อความยังพิมพ์ไม่ทันจบ ข้อความจากลู่จีอันก็มาอีก
[พระจันทร์ไม่นอนฉันก็ไม่นอน : คุณก็เห็นใช่ไหม? ผีผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ เธอน่ากลัวมากเลย แต่หนิงหนิงไม่กลัวเลยสักนิดสมแล้วที่เป็นแม่มดที่ฉันเล็งเอาไว้ (สติกเกอร์แมวเท้าเอว)]
โจวเฉิงซื่อ…
เขาปิดโทรศัพท์มือถือ
รอครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นโจวเฉิงซื่อตอบกลับมา ลู่จีอันก็ชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว
เขาดูไลฟ์สดต่อไป
ในคอมเมนต์ล้วนด่าหนิงหนิง
ดูแล้วเขารู้สึกโมโหมาก
[แล้วผีผู้หญิงตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นั่นพวกคุณมองไม่เห็นหรือไง ขืนยังด่าหนิงหนิงอีกจะให้เธอโผล่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของพวกคุณซะเลย!]
อวี่ซิ่วซิ่วที่กำลังจะเลิกงานและมาส่งเอกสารให้ลู่จีอัน…??
เธอวางเอกสารลงแล้วรีบเผ่นแน่บออกไป
ถ้าไม่รีบวิ่งหนี เธอกลัวว่าจะติดเชื้อ
ก่อนจะเข้าประตูมา เธอยังรำพึงรำพันว่าอัจฉริยะกับคนธรรมดานั้นมันต่างกันจริง ๆ
ลู่จีอันหลงใหลการดูไลฟ์สด แต่ก็ไม่ได้ทำให้งานบกพร่อง
กลางวันเร่งทำงาน แล้วตอนกลางคืนก็แอบขี้เกียจดูไลฟ์สดในออฟฟิศ
ตอนนี้เธอก็ไม่แน่ใจอีกแล้ว
สมองของลู่จีอันมีปัญหาหรือเปล่านะ!
ผีที่ไหนกัน! ทำไมเธอถึงมองไม่เห็น!
หนิงหนิงยื่นข้อเสนอของเธอออกไป ไม่พูดอะไร อดทนรอคำตอบจากผีตนนั้น
ยืนอยู่นานพอสมควร คนข้างล่างก็สังเกตเห็นเธอในที่สุด
จี๋ซางพูดขึ้นมา “นั่นไม่ใช่พี่สาวหรอกเหรอ?”
เจียงเจินสงสัย “เธอยืนอยู่ตรงนั้นทำไม?”
จี๋เซาสาวผมยาวสีทองยักไหล่ “จะอะไรได้ล่ะ เธอก็คงอยากลงมาน่ะสิ”
จี๋เซายื่นไอศกรีมให้เจียงเจิน “กินนี่สิ อย่าไปสนใจเธอเลย”
เจียงเจินรับมาพร้อมรอยยิ้มหวาน ๆ
จี๋เซาเป็นเพื่อนคนแรกที่เจียงเจินรู้จักหลังจากกลับมาที่ตระกูลเจียง นิสัยค่อนข้างตรงไปตรงมา เจียงเจินชอบเธอมาก
เจียงฉือซิงรู้สึกรำคาญเมื่อเห็นหนิงหนิง “ถ้าอยากจะยืนดูอยู่ตรงนั้นก็ปล่อยให้ยืนดูไปเถอะ”
ทุกคนต่างทำในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ต่อไป ทำเหมือนหนิงหนิงเป็นแค่อากาศธาตุ
เจียงเจินกินไอศกรีมเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหนิงหนิงยังยืนอยู่ที่บันได
ยืนอยู่คนเดียวเหงา ๆ ดูน่าสงสารจัง
เจียงเจินพูดว่า “หรือว่าจะให้เธอมาเล่นด้วยกันดีไหม?”
เจียงฉือซิงคัดค้านอย่างรุนแรง “ทำไมต้องให้มาด้วย ผมไม่อยากเห็นหน้าเธอ”
เจียงเจินบอก “ก็ให้เธอนั่งอยู่มุมห้องคนเดียว แค่อย่าให้มารบกวนพวกเราก็พอ”
ถ้าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เธอยืนอยู่ตรงนั้นก็เหมือนกับพวกเขากำลังรังแกและทิ้งเธอให้โดดเดี่ยว
ถ้าใครพูดเสียงดังหน่อย เธอก็กล้าที่จะแจ้งตำรวจ ใครจะรู้ว่าถ้าไม่ทำตามใจเธอ เธอจะทำอะไรบ้า ๆ ออกมาอีก
[อาาา ทำไมกันนะ เจินเจินอย่าใจดีขนาดนั้นสิ!]
[โมโหจนแทบตาย ไม่รู้หรือไงว่าคนใจดีมักโดนรังแก?]
[จบกัน สงสัยของปลอมคงจะได้ใจใหญ่โตขึ้นไปอีก]
[จะมโนกล่าวหากันล่วงหน้าไปถึงไหนเนี่ย รำคาญแล้วนะ]
เจียงฉือซิงทนการอ้อนของเจียงเจินไม่ไหว จึงยอมประนีประนอม “ก็ได้ ๆ ให้เธอลงมาก็ได้”