แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 62 หนิงเหนียนบาดเจ็บ
บทที่ 62 หนิงเหนียนบาดเจ็บ
จี๋เสี่ยวเสี่ยวนั่งอยู่ที่มุมห้อง มองซ้ายมองขวาเธอรู้สึกลำบากใจอย่างมาก
ยกมือขึ้นครึ่งทาง แล้วก็วางลงอีก
ในใจกำลังขอโทษหนิงหนิงอย่างบ้าคลั่ง
ขอโทษจริง ๆ นะ
พวกคนเหล่านี้ เธอไม่กล้าที่จะไปหาเรื่องด้วยจริง ๆ ถ้ามองอย่างไรก็ตาม พวกเขานัดกันไว้แล้วตั้งใจกีดกันหนิงหนิงโดยเฉพาะ
ผู้ชมก็มองออก พากันเยาะเย้ยสมน้ำหน้าว่าหนิงหนิง
แต่ก็มีผู้ชมบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
[ไม่ใช่แล้วนะ เชิญคนมาร่วมงานปาร์ตี้แต่พอมาถึงกลับกีดกันเธอ เป็นพวกโรคจิตหรือไง?]
[ใช่เลย แล้วคนที่เชียร์คนแบบนี้คิดได้ยังไงกัน นี่มันการรังแกกันเป็นกลุ่มชัด ๆ เลยนะ?]
[ช่างเถอะ ใครใช้ให้ของปลอมอยากมาร่วมงานเองล่ะ]
[อ้าว แสดงว่าคำเชิญของเจียงเจินเป็นของปลอมงั้นเหรอ?]
[ที่เจินเจินเชิญของปลอมมาก็แค่เชิญไปตามมารยาทเท่านั้น ที่โดนเมินก็สมควรแล้ว ใครใช้ให้เคยผลักเจินเจินล่ะ]
[เลิกทะเลาะกันเถอะ มีใครบอกได้ไหมว่าพี่สาวคนที่อยู่ด้านหลังนั่นเป็นใคร ชุดของเธอสวยมากเลย! โอ้พระเจ้า ฉันจะบ้าตายแล้ว!]
[???]
[คุณกำลังพูดถึงอะไรกันแน่ ทำไมฉันฟังแล้วไม่เข้าใจ?]
หนิงหนิงมองไปยังตำแหน่งที่เคยแขวนภาพผีเสื้ออยู่ ตอนนี้มันถูกเปลี่ยนเป็นภาพวาดดอกทานตะวันบนผนังแทน
ดูเหมือนว่าเธอจะลืมเอาภาพผีเสื้อลงมา
นาน่ากวาดตามองผู้คนตรงหน้า ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ร่างกายของเธอเริ่มแผ่รังสีสีดำออกมาอีกครั้ง ปีกผีเสื้อที่ขอบกระโปรงลุกไหม้รุนแรงขึ้น
“พวกเขากำลังรังแกคุณ นี่มันเป็นการกลั่นแกล้ง”
“นาน่า”
เสียงของหนิงหนิงไม่ดังเท่าไหร่ แต่กลุ่มคนที่ดูเหมือนกำลังเล่นอยู่นั้นแท้จริงแล้วต่างก็จับจ้องไปที่เธอทั้งหมด
พวกเขาได้ยินกันทั้งหมดแล้ว
เจียงฉือซิงเงยหน้าขึ้น มองเธอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์พลางถาม “แมวของเธอเปลี่ยนชื่อแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่แมว เธอคือเพื่อนร่วมทางของฉัน”
นาน่าหายใจเข้าลึก ๆ แววตาดุดันค่อย ๆ จางหายไป
หนิงหนิงมองไปรอบ ๆ แล้วเห็นมุมหนึ่งที่ไม่มีใครนั่ง พอดีกับที่ตรงนั้นยังมีโต๊ะกาแฟเล็ก ๆ ตั้งอยู่
เธอเดินไปที่นั่น แล้วนั่งลงบนโซฟาด้านหนึ่ง
เธอชี้ไปยังอีกด้านหนึ่ง “นาน่า มานั่งตรงนี้”
วาเซียกระโดดขึ้นไปบนกลางโซฟาแล้วนอนลง นาน่านั่งลงโซฟาก็ยุบตัวลงไปด้วย
หนิงหนิงมองเธอแล้วพูดว่า “นี่มันงานเลี้ยงนะ คุณจะอยู่อย่างนี้เหรอ คนอื่นมองไม่เห็นคุณนะ?”
นาน่าส่ายหน้ามือทั้งสองประสานกันแน่น
คนอื่น ๆ มองไม่เห็นนาน่า ทำให้หนิงหนิงดูเหมือนกับกำลังพูดอยู่กับอากาศ
เจียงฉือซิงขมวดคิ้ว “เธอกำลังทำอะไรของเธอ?”
หนิงหนิงหันไปมอง “เปล่านี่ ก็เธอไม่ใช่เหรอที่เป็นคนชวนพวกเรามา?”
จี๋เซามองไปที่วาเซียแล้วหัวเราะเยาะ “เธอดูรักแมวของเธอมากจริง ๆ นะ เลี้ยงมันเหมือนลูกเลย ไปไหนมาไหนก็ต้องพาไปด้วยใช่ไหม”
วาเซียเงยหน้าขึ้นมาจ้องจี๋เซาทันที ดวงตาสีเขียวดูเหมือนจะเรืองแสง
จี๋เซารู้สึกขนลุกซู่ รีบหลบสายตาทันที
“ฉันถามเพื่อนมาแล้ว คุณชื่อจี๋เซาใช่ไหม คุณไม่ได้เป็นคนดังอะไร ไม่มีการประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ในหนังสือก็ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับคุณ คุณก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ฉันคิดว่าการที่ฉันจำคุณไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องปกตินะ”
จี๋เซา “…”
“เรื่องนี้มันผ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ทำไมต้องพูดถึงมันด้วย?”
หนิงหนิงมองดูคนอื่น ๆ อีกครั้ง
“พวกคุณก็เหมือนกับจี๋เซา พวกคุณทุกคนก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น”
หนิงหนิงมองไปที่โต๊ะกลาง แล้วเลือกหยิบน้ำผลไม้สีชมพูมาแก้วหนึ่ง
เธอยกขึ้นมาจิบดู
เป็นน้ำสตรอเบอร์รี่ รสชาติดีทีเดียว
นาน่าจ้องมองภาพวาดดอกทานตะวันบนผนังอย่างไม่วางตา หนิงหนิงกำลังจะถามนาน่าว่าต้องการไหม
ตอนนั้นเอง จากทางระเบียงก็มีคนเดินเข้ามาอีกสองคน
เป็นหนิงเหนียนและฉีอัน
มือซ้ายของหนิงเหนียนพันผ้าพันแผลอยู่ ส่วนฉีอันเดินตามหลังมาในมือถือถุงใหญ่น้อยที่มีผักและขนมขบเคี้ยว
หนิงหนิงนั่งอยู่ตรงมุมโซฟาติดด้านนอก หนิงเหนียนกับฉีอันยังไม่ทันเข้าไปในห้องรับแขกก็เห็นหนิงหนิงกำลังถือแก้วน้ำสตรอเบอร์รีอยู่
พอได้ลองจิบเธอก็หรี่ตาลงเล็กน้อย หางตาเชิดขึ้น พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า
สีหน้าแบบนี้หนิงเหนียนคุ้นเคยดี ทุกครั้งที่หนิงหนิงกินของอร่อยที่เขาทำให้ เธอก็จะแสดงสีหน้าแบบนี้เสมอ
และนี่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่จะได้เห็นสีหน้าที่มีชีวิตชีวาบนใบหน้าของหนิงหนิง
แต่ตอนนี้ เธอกลับดื่มเครื่องดื่มที่ใครสักคนทำให้ แล้วแสดงสีหน้าแบบเดียวกับที่เคยแสดงต่อหน้าเขา หนิงเหนียนพลันรู้สึกน้อยใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
หนิงหนิงเห็นหนิงเหนียนแล้ว เงยหน้ามองเขาที่กำลังเดินตรงมาหาเธอ
หนิงเหนียนยืนอยู่ตรงหน้าเธอ แล้วก้มหน้าลงมา
“เธอกินข้าวหรือยัง?”
หนิงหนิงมองแขนที่พันผ้าพันแผลของเขาแล้วส่ายหน้า “งั้นไปกันเถอะ ขึ้นไปข้างบน เดี๋ยวฉันทำให้กิน”
หนิงหนิงรีบส่ายหน้าทันที พร้อมชี้ไปที่แขนของเขา
“ไม่ต้องหรอก ฉันกินตรงนี้ก็ได้”
หนิงเหนียนจ้องเธอเขม็ง “งานเลี้ยงนี้จำเป็นต้องอยู่ด้วยเหรอ?”
หนิงหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า เจียงฉือซิงหัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่ปิดบัง
หนิงหนิงมองไปที่เจียงฉือซิงอย่างงุนงง
ตั้งแต่หนิงเหนียนเดินเข้ามา คนอื่น ๆ ก็หยุดการสนทนาลง
หนิงเหนียนกำมือขวาแน่นหลับตาลงชั่วครู่ ไม่พูดอะไร แล้วเดินจากไป
ฉีอันถอนหายใจเบา ๆ พยักหน้าให้หนิงหนิงแล้วเดินตามหนิงเหนียนขึ้นไปชั้นบน หนิงหนิงจิบน้ำสตรอเบอร์รี่อีกครั้ง
ดูเหมือนว่าเธอจะไร้หัวใจ จนแฟนคลับของหนิงเหนียนแทบจะโมโหตาย
หมอบอกให้หนิงเหนียนพักผ่อนให้เต็มที่ แต่เขากลับออกไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทันทีเพราะยังเป็นห่วงกลัวว่าหนิงหนิงจะไม่มีอะไรกินที่บ้าน
ส่วนหนิงหนิงน่ะเหรอ พอน้องชายบาดเจ็บใช้งานไม่ได้ ก็โยนทิ้งไปเลย
อย่างน้อยก็น่าจะถามไถ่อาการบ้างสิ!
[เป็นผู้หญิงที่แย่จริง ๆ!]
นาน่าถามอย่างระมัดระวัง “เขาโกรธหรือเปล่า?”
หนิงหนิงพยักหน้า “ใช่”
นาน่า…
เธอทำท่าไม่แยแสอะไรแบบนี้ที่แท้ก็รู้ตัวนี่นา “แล้วทำไมคุณไม่ปลอบใจเขาหน่อยล่ะ?”
เขาได้รับบาดเจ็บที่แขน ในฐานะที่เป็นพี่สาวก็ควรจะแสดงความห่วงใยสักหน่อยสิ
ดูน่าสงสารจัง
นาน่ายืนอยู่ที่บันไดชั้นสามและได้กลิ่นอาหารลอยขึ้นมาจากชั้นล่างทุกวัน
เธอรู้ดี หนิงเหนียนทำอาหารให้หนิงหนิงทุกวัน
“การปลอบใจไม่ได้ช่วยอะไร ทำอะไรเป็นรูปธรรมจะดีกว่า อย่างเช่นคุณไงล่ะ”
นาน่า…
เธอเข้าใจแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่อยู่ ๆ ถึงได้ชวนเธอมาเป็นพี่เลี้ยง ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง
แต่ดูท่าทางของหนิงเหนียนแล้ว ชัดเจนว่าไม่ได้มีแค่เรื่องที่แขนบาดเจ็บแน่ ๆ
เรื่องนี้ดูจะซับซ้อนอยู่พอสมควร ความเจ็บปวด ความโกรธที่ถูกทอดทิ้ง ความน้อยใจและความริษยา มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
ผีมีความสามารถในการรับรู้ถึงอารมณ์ด้านลบของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง
ไม่อย่างนั้น ทำไมถึงมักจะพูดกันว่าผีมักจะหาคนที่มีจิตใจไม่ดีได้ง่าย
แต่การปลอบใจกับการลงมือทำจริง ๆ ก็ไม่ได้ขัดแย้งกันนี่
ชั้นสอง ฉีอันนำอาหารที่ซื้อมาเก็บเข้าตู้เย็น
หนิงเหนียนเข้าห้องไปแล้ว
เขายังไม่ได้กินมื้อเย็น
ฉีอันเคาะประตูห้อง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
“ฉันเก็บกับข้าวเข้าตู้เย็นแล้วนะ ส่วนข้าวกล่องฉันวางไว้บนโต๊ะ นายออกมาเก็บเข้าตู้เย็นแล้วค่อยอุ่นกินนะ” ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ
“ฉันไปก่อนนะ อย่าลืมกินข้าวด้วย”
ฉีอันส่ายหน้า
เขาเดินลงบันได บอกหนิงหนิงสั้น ๆ ว่าจะกลับแล้ว
“แล้วหนิงเหนียนล่ะ?” หนิงหนิงถาม
ฉีอันบ่นพึมพัมในใจ ในขณะที่ยิ้มให้ตั้งใจจะเตือนหนิงหนิงเรื่องที่แขนของหนิงเหนียนบาดเจ็บ “เขาอยู่ในห้อง อารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะแขนบาดเจ็บ ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย”
หนิงหนิงพยักหน้า “รู้แล้วล่ะ แล้วเจอกัน”
ฉีอัน…
น่าโมโหชะมัด
ฉีอันหมุนตัวเดินจากไปทันที หนิงหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งข้อความหาหนิงเหนียน
[หนิงหนิง : รบกวนไปที่ห้องฉัน แล้วช่วยเอารูปแขวนลายผีเสื้อบนโต๊ะลงมาให้หน่อย]
หนิงเหนียนโยนโทรศัพท์ทิ้ง พิงตัวอยู่บนเตียงทำเป็นไม่เห็นข้อความ
แต่ทนได้แค่สองนาทีเท่านั้นเขาก็ลุกขึ้นนั่งลงจากเตียง แล้วเดินออกจากห้อง
ประตูห้องของหนิงหนิงแง้มอยู่ แค่ผลักเบา ๆ ก็เปิดออกแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงเหนียนเข้ามาในห้องของหนิงหนิง เขาเปิดไฟ