แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 8 เขาดูเหมือนหลอดไฟ
บทที่ 8 เขาดูเหมือนหลอดไฟ
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตารูปหงส์ที่ทั้งยาวและสวยงามเต็มไปด้วยความระแวดระวัง กวาดมองหนิงหนิงด้วยสายตาเพียงแวบเดียว
หลังจากแน่ใจว่าหนิงหนิงไม่มีอันตราย เขาก็ก้มลงมองดอกทานตะวันในอ้อมแขน ขนตายาวทอดเงาลงบนใบหน้าบดบังไฝสีแดงเข้มที่หางตา
วาเซียตื่นเต้นมาก “เป็นดวงวิญญาณสีทองอีกแล้ว! หนิงหนิง เป็นดวงวิญญาณสีทองอีกแล้ว!”
มันเจิดจ้ายิ่งกว่าเด็กชายคนเมื่อกี้เสียอีก เป็นสีทองบริสุทธิ์ ไร้สิ่งเจือปน
ประกายสีทองวาบผ่านดวงตาของหนิงหนิง
เธอมองดูแล้วคิดว่า ชายคนนี้ดูเหมือนหลอดไฟที่เดินได้ ช่างแสบตาเหลือเกิน
ประตูลิฟต์เปิดออก ลู่จีอันอุ้มช่อดอกไม้เดินเข้าไปในลิฟต์
หญิงสาวยังคงยืนอยู่ใต้แสงไฟ
ชุดคนไข้ที่หลวมเกินไปทำให้ตัวเธอดูเล็กและบอบบาง
ผิวของเธอขาวราวกับหิมะ ทั้งร่างดูเหมือนตุ๊กตาเซรามิกที่แค่แตะก็แตกได้
เธอยืนอยู่ตรงนั้น มองเขาอย่างสงบนิ่ง
เธอเป็นหญิงสาวที่สวยเกินไป
ลู่จีอันมองไปที่พื้น
มีเงา แสดงว่าเธอเป็นคน
มือที่กำลูกประคำของเขาคลายออก
ในจังหวะที่ประตูลิฟต์กำลังปิดลง
เขาเห็นแมวดำที่อยู่ข้าง ๆ หญิงสาวยิ้มกว้างให้กับเขา
“วิญญาณสีทอง อยากกินจังเลย!”
ความสุขและความเศร้าระหว่างคนกับแมวไม่อาจเข้าใจกันได้ หนิงหนิงรู้สึกแค่ว่ามันแสบตามาก
….
ลู่จีอันยืนพิงข้างลิฟต์
หน่วยสืบสวนพิเศษกำชับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ให้เข้าไปคนเดียว
เวลาผ่านไปแค่ห้านาที
ฉินเจิ้งหยางก็นำคนมาถึง
“บอกแล้วไงว่าให้ไปพร้อมกับพวกเรา”
ลู่จีอันพูดว่า “ขอโทษครับ ผมแค่อยากอยู่กับน้องชายให้นานกว่านี้หน่อย”
เมื่อเห็นดอกทานตะวันในอ้อมแขนของเขา ฉินเจิ้งหยางก็ไม่อาจพูดอะไรรุนแรงออกมาได้
หน่วยสืบสวนพิเศษรวมทั้งฉินเจิ้งหยางมาทั้งหมดหกคน ทุกคนล้วนเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษที่มากประสบการณ์
ระหว่างทางพวกเขาเจอเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้ต้องเสียเวลาไปครึ่งชั่วโมง
ทำให้เริ่มปฏิบัติการช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้หนึ่งชั่วโมง
คืนนี้แสงจันทร์สวยงาม ไม่มีไฟ แต่ระเบียงทางเดินยังคงสว่างชัดเจน
พวกเขามองเห็นห้องผู้ป่วยที่ปลายทางทันที เต็มไปด้วยยันต์สีเหลืองที่แปะอยู่หนาแน่น
ทำให้รู้สึกขนลุกซู่ และเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาตามแผ่นหลัง
ฉินเจิ้งหยางเป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการพิเศษในครั้งนี้
เขาเป็นคนเดียวในทีมที่เคยเผชิญหน้ากับปีศาจมาก่อน จึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับพวกมันมากกว่าคนอื่น
ปีศาจตนนี้ ไม่เคยปิดบังพลังของตัวเองเลย มันมักจะอวดอ้างความแข็งแกร่งให้ผู้มาเยือนทุกคนได้เห็น
คืนนี้ เขากลับไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากปีศาจเหมือนที่เคยเป็นมา
เขาไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเลย กลับยิ่งรู้สึกเครียดมากขึ้น
ไม่รู้ว่าปีศาจตนนี้กำลังวางแผนอะไรอยู่
ไม่ว่าอย่างไร สถานการณ์แบบนี้ไม่เป็นผลดีกับพวกเขาเลย
ฉินเจิ้งหยางพยายามยัดเยียดยันต์ป้องกันตัวและหนีตายจำนวนมากให้กับลู่จีอัน และสั่งให้เขาอยู่ที่เดิม
ลู่จีอันปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก ผมจะไปกับพวกคุณด้วย”
เขาสวมลูกประคำพลางกล่าว “คุณโจวไม่เคยเล่าให้พวกคุณฟังเหรอ เกี่ยวกับชะตาชีวิตของผม?”
ฉินเจิ้งหยางจ้องมองใบหน้าของลู่จีอัน
การดูโหงวเฮ้งเพื่อทำนายโชคชะตาเป็นทักษะพื้นฐานของเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนพิเศษ
ใบหน้าของลู่จีอันถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ เขาไม่สามารถมองเห็นโชคชะตาของเขาได้
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ ชะตาชีวิตของเขาถูกซ่อนเร้นเอาไว้
ลู่จีอันกล่าวว่า “พูดง่าย ๆ ก็คือ แต่เดิมพวกคุณมีโอกาสชนะแค่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ผมมาแล้ว โอกาสชนะของพวกคุณจะเพิ่มเป็นห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ผู้ที่สามารถพลิกสถานการณ์อันสิ้นหวังด้วยโชคชะตาได้ ดวงชะตานั้นไม่ธรรมดา ต้องร่ำรวยหรือสูงส่งแน่นอน
แต่ตอนนี้ สถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้ก็ยังสามารถพลิกกลับมาได้ นั่นก็แสดงว่าเป็นคนที่ถูกลิขิตจากสวรรค์แล้ว
นี่คงเป็นบุญที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ
ไม่แปลกใจเลยที่ต้องปิดบังชะตาชีวิตเอาไว้
“คุณบอกพวกเราแบบนี้เลยเหรอ ไม่กลัวว่าพวกเราจะเอาออกไปแพร่งพรายให้คนอื่นรู้หรือไง?” ฉินเจิ้งหยางถาม
“ก็บอกไปสิ แล้วให้คุณโจวหักเงินเดือนพวกคุณให้หมด” ลู่จีอันพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ทุกคนหัวเราะฮ่า ๆ
ทุกคนต่างรู้ดีว่า พวกเขาอาจจะออกไปไม่ได้แล้ว
ฉินเจิ้งหยางเดินนำหน้า พวกเขาค่อย ๆ ย่องไปที่ข้างประตู
พวกเขากลั้นหายใจ
ทันใดนั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงเด็กส่งเสียงครางเบา ๆ ด้วยความเจ็บปวดจากในห้อง
ลู่จีอันโกรธจนร่างกายแผ่รังสีอำมหิตออกมา
ฉินเจิ้งหยางส่ายหน้าให้เขา นี่มันเป็นเหยื่อล่อ
ตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ ฉินเจิ้งหยางจะบุกเข้าไปก่อน
เขาค่อย ๆ ผลักประตูเปิดออกอย่างระมัดระวัง แล้วรีบปิดกลับอย่างรวดเร็ว
“โซ่ขาดแล้ว” เขาขยับปากพูดแบบไร้เสียง
ไม่มีแรงกดดันประหลาดที่น่าขนลุก อีกทั้งลู่เจียนซินยังนอนเอนหลังอยู่บนเตียง
ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่านี่คือกับดัก
ฉินเจิ้งหยาง ผลักประตูเข้ามาทันที
“บ้าเอ๊ย สู้มันเลยแล้วกัน”
มือซ้ายของเขากำดาบเจ็ดดวงดาวเอาไว้ ดาบเจ็ดดวงดาวเล่มนี้มีตัวดาบเป็นสีดำ ทำมาจากกิ่งต้นท้อที่มีอายุร้อยปี บนใบดาบมีอักขระไล่ปีศาจวาดอยู่
มือขวาล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบยันต์ปราบปีศาจที่เตรียมมาเป็นพิเศษ ยันต์นี้วาดโดยคุณโจว เพื่อใช้ในการขับไล่วิญญาณร้ายในครั้งนี้โดยเฉพาะ
เพียงแค่ติดแผ่นยันต์ปราบปีศาจนี้ลงบนหน้าผากของลู่เจียนซิน ก็จะสามารถผนึกปีศาจร้ายได้ชั่วคราว
พวกเขาก็จะมีโอกาสชนะ
ในทางกลับกัน แค่เพียงเขาหยิบมันออกมาปีศาจก็จะรับรู้ถึงพลังอันตรายของมันได้
และต้องต่อต้านอย่างแน่นอน
แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
พวกเขาได้เตรียมการอย่างดีสำหรับปฏิบัติการครั้งนี้
ตอนนี้แหละ!
ฉินเจิ้งหยางวิ่งพุ่งไปที่เตียง
ต้องรีบแล้ว
แค่แปะลงไปก็พอ!
แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เขาก็ยังพุ่งเข้าไป
ยื่นมือออกไป
แปะ!
แปะลงไปแล้ว
อ๊ะ?
มันติดแล้ว!
ลู่เจียนซินยกมือขึ้นถูดวงตา หลับตาลงแล้วยื่นมือออกไปดึงแผ่นยันต์สีเหลืองที่ปิดหน้าออก
ดีใจได้ไม่กี่วินาที
ฉินเจิ้งหยางตาโตด้วยความตกใจ
ทุกคนมีแต่ความสิ้นหวังอยู่ในใจ
ปีศาจตัวนี้แข็งแกร่งเกินไป
ลู่เจียนซินลุกขึ้นนั่ง เขารู้สึกงุนงงเล็กน้อย
เขาลูบศีรษะตัวเอง ทำไมหัวของเขาถึงได้ปวดขนาดนี้
เขาจำได้ว่าเขาฝันร้าย ฝันร้ายมาก ๆ
นี่ที่ไหนกัน?
ลู่เจียนซินรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างแล้ว รอบ ๆ ตัวดูแปลกตาไปหมด นี่ไม่ใช่บ้านของเขา มันทำให้เขารู้สึกกลัวอยู่บ้าง
เขาเห็นฉินเจิ้งหยางที่นั่งอยู่ข้างเตียง สวมชุดตำรวจอยู่
การอบรมสั่งสอนจากครอบครัวและโรงเรียน ทำให้ลู่เจียนซินรู้สึกชื่นชอบตำรวจมาตั้งแต่เด็ก
เขาไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป และนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นลมหมดสติไป
“คุณตำรวจครับ คุณเป็นคนช่วยผมใช่ไหม ที่นี่มันที่ไหนเหรอครับ”
ฉินเจิ้งหยางเหงื่อออกจนเสื้อเปียกชุ่มไปหมด
ลู่เจียนซินแสดงออกมาอย่างน่ารัก ยิ่งดูไร้เดียงสาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นเท่านั้น
ลู่เจียนซินเอียงคอมองฉินเจิ้งหยาง
“คุณตำรวจไม่สบายหรือเปล่าครับ”
“ลู่เจียนซิน!”
นั่นเป็นเสียงของพี่ชาย
ลู่เจียนซินเพิ่งเห็นว่าพี่ชายยืนอยู่ที่ประตู
ดวงตาของเขาเป็นประกายวิบวับ
“พี่ชาย!”
เขากระโดดลงจากเตียง พุ่งเข้าหาลู่จีอัน
ลู่จีอันย่อตัวลง กางแขนออก
ลู่เจียนซินหัวเราะพลางพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเขา
“พี่ครับ เมื่อกี้ผมฝันร้าย”
ลู่จีอันอุ้มเขาลุกขึ้นยืน ตบหลังเบา ๆ “ไม่เป็นไร พี่อยู่ตรงนี้แล้ว คุณตำรวจก็อยู่ที่นี่ด้วย”
สองพี่น้องด้านหน้าดูสนิทสนมกัน ส่วนคนที่อยู่ด้านหลังต่างเครียดจัด
ลู่เจียนซินเอนพิงไหล่ของลู่จีอัน ท้องเริ่มร้องจ๊อก ๆ
“พี่ครับ ผมหิวจัง”
ลู่จีอันยิ้มบาง “เดี๋ยวพี่พาไปกินข้าวนะ”
ลู่เจียนซินก้มหน้าลงพูดเสียงแผ่ว “นี่มันดึกแล้วนะ แม่คงไม่อนุญาตหรอก”
ลู่จีอันหัวเราะก่อนพูดว่า “เราแอบไปกันเถอะ”
เขายัดดอกทานตะวันใส่มือของลู่เจียนซิน จนทำให้ลู่เจียนซินหลุดขำออกมา
ลูกประคำบนข้อมือของลู่จีอันเปล่งแสงสลัวออกมา ก่อนจะหายวับไป
เขาพยักหน้าให้กับฉินเจิ้งหยางที่อยู่ในห้องพร้อมกับยิ้มให้
ฉินเจิ้งหยางทำท่าครุ่นคิดบางอย่าง
เขาค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ แล้วหยิบเข็มทิศออกมา
เข็มทิศหมุนวนไปหลายรอบ จนกระทั่งค้นพบต้นกำเนิดของพลังอาถรรพ์ ชี้ตรงไปที่ลู่เจียงซิน
เข็มชี้สั่นไหวเบา ๆ ก่อนจะหยุดนิ่งอย่างรวดเร็ว
ฉินเจิ้งหยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
บนร่างของลู่เจียงซินมีร่องรอยของพลังอาถรรพ์หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย น้อยมากจนแทบจะไม่สามารถรับรู้ได้
เขาหมดเรี่ยวแรงราวกับถูกดูดพลังงานออกไปจนหมด ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
ตอนนี้ เขาเพิ่งได้มีเวลาสังเกตห้องผู้ป่วยอย่างละเอียด ซึ่งตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาก็สังเกตเห็นแล้ว
เห็นได้ชัดว่า ที่นี่เพิ่งผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่มา