แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 9 แม่ของร่างเดิม
บทที่ 9 แม่ของร่างเดิม
ม่านหน้าต่างถูกกระชากจนขาด โคมไฟก็โดนชนจนพังบนผนังเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
จากผลลัพธ์ที่เห็น ปีศาจตนนั้นพ่ายแพ้
พ่ายแพ้งั้นเหรอ?
ปีศาจถึงกับพ่ายแพ้ มันช่างเหลือเชื่อ
พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับรอดชีวิตมาได้ ทำเอาเจ้าหน้าที่พิเศษที่เซ็นสัญญาสละชีวิตถึงกับงงงัน
“นี่มันฝีมือใครกันแน่ ทำไมถึงได้เก่งขนาดนี้”
กล้องวงจรปิดที่ชั้นนี้ได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็กของปีศาจ จึงเสียไปนานแล้ว
คงตรวจสอบอะไรไม่ได้
“จะเป็นพวกสำนักเซียนหรือเปล่า”
“เป็นไปไม่ได้หรอก พวกนั้นน่ะ ทำอะไรนิดหน่อยก็อยากให้ทั้งโลกรู้ไปหมด”
“ใช่ ๆ ถ้าเป็นพวกนั้นจริง ๆ ตอนนี้ข่าวของพวกเขาก็คงกระจายไปทั่วแล้ว”
ลู่จีอันอุ้มลู่เจียนซินที่หลับไปอีกครั้งไว้ในอ้อมแขน
เขานึกถึงหนิงหนิง คิดไปคิดมาก็รู้สึกเหมือนเป็นแค่ความฝัน
พอพูดถึงสำนักเซียน โทรศัพท์จากสำนักเซียนก็ดังขึ้นพอดี
โทรศัพท์จากตระกูลจี๋มาแล้ว
ฉินเจิ้งหยางเพิ่งรับสายโทรศัพท์
[หัวหน้าทีมฉินใช่ไหม ผมจี๋หยวนซานนะ]
จี๋หยวนซานคือหัวหน้าตระกูลจี๋
ตระกูลจี๋ในปัจจุบัน เป็นตระกูลอันดับหนึ่งของสำนักเซียน
แม้ว่าหน่วยสืบสวนพิเศษจะแข่งขันชิงดีชิงเด่นกับสำนักเซียนอยู่เบื้องหลัง แต่ภายนอกก็ยังต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้
หลังจากทักทายตามมารยาท ฉินเจิ้งหยางและเพื่อนร่วมงานสบตากันแล้วถามว่า
“คุณจี๋ครับ แล้วคนที่ทางตระกูลจี๋บอกว่าจะส่งมาช่วยล่ะครับ?”
จี๋หยวนซานตอบ [ผมกำลังจะบอกคุณพอดีเลยครับ คุณคงจะไม่ทราบ พวกเราเพิ่งได้รับการขอความช่วยเหลือด่วนจากประชาชน คนในสำนักไม่พอ ผมเลยต้องเรียกศิษย์ที่กำลังจะไปที่โรงพยาบาลให้ไปช่วยทางนั้นก่อน โรงพยาบาลฝั่งคุณก็มีคุณกับทีมอยู่แล้ว คงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?]
ฉินเจิ้งหยางถาม “คุณจี๋ คุณรู้ไหมว่าคืนนี้พวกเราต้องเผชิญกับอะไร ถ้ามีคนใดคนหนึ่งทำพลาด จัดการไม่ดี ปล่อยให้ปีศาจนั่นหนีไปมันจะกลายเป็นวิญญาณอาฆาตตนที่สอง”
จี๋หยวนซานหัวเราะเบา ๆ [หัวหน้าทีมฉิน คุณนี่พูดตลกจังนะ วิญญาณอาฆาตอะไรกัน คิดว่าโลกนี้จะมีวิญญาณอาฆาตตนที่สองได้ง่าย ๆ เหรอ อีกอย่างพวกเราช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน หัวหน้าทีมฉินมีความเห็นอะไรเหรอครับ?]
ฉินเจิ้งหยางแค่นเสียงเย็น “ประชาชนของคุณ ให้เงินคุณมาไม่น้อยสินะ?”
จี๋หยวนซานพูดเสียงเย็น [หัวหน้าทีมฉิน นี่คุณกำลังคิดจะทำอะไร จะใส่ร้ายผมเหรอ? หรือคุณคิดว่ามีแค่หน่วยสืบสวนพิเศษของคุณเท่านั้นที่รับใช้ประชาชน เสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน ส่วนสำนักเซียนของพวกเราทำเพื่อเงิน คุณกำลังทำให้พวกเราน้อยใจนะ ถ้าคุณพูดแบบนี้ผมคงต้องให้ประชาชนตัดสินแล้ว]
ฉินเจิ้งหยางโกรธจัด “คุณกำลังขู่ผมอยู่หรือไง?”
ลู่จีอันเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมส่งสัญญาณให้ฉินเจิ้งหยางส่งโทรศัพท์ให้เขา
“ผมลู่จีอัน พวกคุณไม่ต้องส่งคนมาแล้ว ค่าตอบแทนที่ตระกูลลู่จ่ายให้สำนักของคุณ ผมจะเพิ่มเป็นสองเท่าแล้วมอบให้หน่วยสืบสวนพิเศษทั้งหมด”
พูดจบเขากดวางสายทันที
ถึงแม้จะถูกวางสายไปจี๋หยวนซานก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด
หน่วยสืบสวนพิเศษก็แค่กลุ่มไร้ประโยชน์
ลู่จีอันหวังพึ่งพวกเขา แต่สุดท้ายก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้
ท้ายที่สุด ก็ต้องก้มหัวมาขอความช่วยเหลือจากสำนักเซียน
เขารอคอยช่วงเวลานั้นอยู่
ถึงตอนนั้น คงต้องเรียกเก็บเพิ่มขึ้นสักห้าเท่า
จี๋หยวนซานจิบชาอย่างเอร็ดอร่อย
ที่โรงพยาบาล
“ผมขอโทษด้วยนะ ที่วางสายไปเฉย ๆ” ลู่จีอันกล่าว
“ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ชอบหน้าเขาเหมือนกัน” ฉินเจิ้งหยางตอบ
จี๋หยวนซานคนนี้มาเพื่อกรรโชกทรัพย์อย่างชัดเจน คิดว่าพวกเขาเป็นคนโง่หรือไง
ฉินเจิ้งหยางพูดว่า “แต่โชคดีที่เขาโทรมา ตอนนี้เราสามารถยืนยันได้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสำนักเซียน”
“งั้นจะเป็นนักพรตอิสระหรือเปล่า?”
ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
นักพรตอิสระที่เก่งขนาดนี้ แต่กลับยังไม่ถูกสำนักเซียนดึงตัวไปร่วมด้วย
“เราดึงตัวเข้าหน่วยสืบสวนพิเศษดีไหม”
ฉินเจิ้งหยางรีบห้าม “พวกคุณใจเย็น ๆ ก่อน ถ้าพวกเขาไม่ใช่คนดีล่ะ มาที่นี่ไม่ใช่เพื่อกำจัดปีศาจ แต่อาจมาเพื่อควบคุมปีศาจเพราะตอนนั้น…”
วิญญาณอาฆาต ก็ถือกำเนิดขึ้นจากความชั่วร้ายของมนุษย์
“อีกอย่าง เราก็ยังไม่รู้เลยว่าฝ่ายตรงข้ามมีกี่คน เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงยังไงก็ใจเย็นไว้ก่อนเถอะ”
ลู่จีอันพูดขึ้นมาทันที “ตอนที่ผมมา ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ชั้นสิบสาม เธอเดินลงมาจากบันไดหนีไฟ ส่วนผมยืนรออยู่ที่ลิฟต์”
ฉินเจิ้งหยางพูดว่า “เดี๋ยวก่อน คุณขึ้นไปชั้นสิบสามเพื่อรอลิฟต์ทำไม”
ลู่จีอันตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณโจวสั่งให้ผมทำแบบนี้”
ฉินเจิ้งหยางรีบชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในคำพูดของลู่จีอัน “เธอไม่มีทางเดินลงมา
จากบันไดหนีไฟได้หรอก ประตูถูกปิดตายไว้”
พวกเขาเดินไปดูที่บันไดหนีไฟ ประตูถูกเชื่อมปิดสนิท
ฉินเจิ้งหยางเริ่มคาดเดา “แต่กลางดึกไม่หลับไม่นอนแบบนี้ก็น่าสงสัยอยู่นะ หรือว่าจะเป็นปีศาจอะไรรึเปล่า?”
ลู่จีอันครุ่นคิดสักพัก “พวกคุณรู้จักแม่มดไหม ก็พวกที่ถือลูกแก้วคริสตัล หน้าตาสวย ๆ น่ะ มีแมวดำตัวน้อยที่พูดได้ติดตัวไปด้วย ในนิทานก็เขียนแบบนี้กันทั้งนั้น”
ฉินเจิ้งหยางทำสีหน้างุนงง
หลังจากแม่มดหนิงหนิงกลับมาที่ห้องผู้ป่วย ก็เกือบตีหนึ่งแล้ว
วาเซียชอบออกไปเที่ยวตอนกลางคืน พอกลับมาก็ทิ้งตัวลงนอนกรนครอก ๆ บนเตียง
หนิงหนิงรู้สึกเหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจริง ๆ จำเป็นต้องดูดซับแสงจันทร์สักหน่อย
เธอเพิ่งจะนอนลงได้ไม่กี่นาที ก็ถูกปลุกให้ตื่น
หนิงหนิงลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือออกไปคว้าตัวผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าต่างเข้ามา แล้วบีบคอเธอไว้
ผู้หญิงคนนั้นดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความแค้นเคือง พยายามแกะมือของหนิงหนิงออก
วาเซียลืมตาขึ้นเล็กน้อย แล้วหลับตาลงอีกครั้ง
“เธอไม่ใช่หนิงหนิง เธอเป็นใคร?” หญิงสาวถามด้วยความยากลำบาก
“คุณเป็นใคร?” หนิงหนิงถาม พลางปล่อยมือจากเธอ
“ฉันคือเจียงชูเหมย”
ช่างเป็นชื่อที่คุ้นเคยเหลือเกิน
หนิงหนิงถาม “คุณคือแม่แท้ ๆ ของร่างนี้ใช่ไหม”
เจียงชูเหมยตอบ “ฉันรู้แล้วว่าเธอไม่ใช่หนิงหนิง”
เธอเห็นชัดเจนว่าหนิงหนิงเลือดออกมากมาย ทั้งบนใบหน้า เสื้อผ้าและเตียง เลือดเปรอะไปหมด
ตอนนั้นเธอยืนอยู่ข้างเตียงมองดูหนิงหนิงกำลังอาเจียนเป็นเลือดออกมาเป็นคำ ๆ เธออยากจะช่วยเช็ดเลือดที่มุมปากให้หนิงหนิง แต่มือของเธอกลับทะลุผ่านร่างของหนิงหนิงไป
หัวใจของหนิงหนิงค่อย ๆ หยุดเต้น
เธอลืมตาขึ้น จ้องมองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า
ลูกสาวของเธอ เธอให้กำเนิดหนิงหนิงมาแต่ไม่เคยได้อุ้มเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
จนกระทั่งเธอตายไป ก็ยังไม่เคยอุ้มเธอเลยสักครั้ง
หนิงหนิงถามต่อ “คุณไม่ได้ตายไปนานแล้วหรอกเหรอ ทำไมตอนนี้ถึงยังอยู่ที่นี่?”
เจียงชูเหมยตอบ “ไม่รู้เหมือนกัน”
ใคร ๆ ต่างก็พูดกันว่า หลังความตายจะได้พบกับยมทูตดำและยมทูตขาวและจะถูกพาไปยังยมโลก
แต่เธอไม่เห็นอะไรเลย
นอกจากวิญญาณเร่ร่อนที่เหมือนกับเธอ ที่อยู่ตามหลุมศพเท่านั้น
“แล้วคุณเคยเห็นวิญญาณของลูกสาวคุณไหม?” หนิงหนิงถาม
เจียงชูเหมยยังคงส่ายหน้า
แปลกจัง
หลังจากที่หนิงหนิงมาอยู่ในโลกนี้ เธอพยายามเรียกวิญญาณของร่างเดิมแต่ก็ล้มเหลว
วิญญาณของร่างเดิมหายไป
ตอนนี้เจียงชูเหมยถูกปีศาจดูดเข้ามา หนิงหนิงก็ตายหลังจากนั้นไม่นาน ตามหลักแล้วก็ควรจะไปอยู่ที่เดียวกัน
วิญญาณทั้งหมดในโรงพยาบาลอยู่กับปีศาจตนนั้น มีเพียงวิญญาณของร่างเดิมเท่านั้นที่ไม่อยู่
“วิญญาณของลูกสาวคุณหายไปแล้ว”
เจียงชูเหมยตกใจ “หมายความว่ายังไง? หนิงหนิงยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ?”
หนิงหนิงตอบ “เธอน่าจะตายไปแล้ว ฉันหาวิญญาณของเธอไม่เจอ”
เจียงชูเหมยพึมพำ “งั้นฉันจะไปตามหาเอง ฉันต้องหาหนิงหนิงให้เจอ”
“แต่ถึงคุณหาเจอ คุณก็เอากลับมาไม่ได้หรอก ไม่มีใครแย่งเหยื่อจากปากปีศาจได้
” หนิงหนิงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เจียงชูเหมยถาม “แล้วฉันจะทำยังไงได้บ้าง ลูกสาวของฉัน ฉันปกป้องเธอไม่ได้ ช่วยเธอก็ไม่ได้ แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง!”
ในฐานะแม่คนหนึ่ง ได้แต่มองดูลูกสาวของตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตา
หลังความตาย แม้แต่วิญญาณก็ไม่สามารถพบหน้ากันได้
เธอจะทำอะไรได้บ้าง
เธอไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ช่วยลูกสาวก็ไม่ได้ ช่วยลูกชายก็ไม่ได้
เจียงชูเหมยร้องไห้จนน้ำตาเป็นสีเลือด อารมณ์ของเธอดูคลุ้มคลั่งเล็กน้อย