แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 88 เซี่ยปี่อาน
บทที่ 88 เซี่ยปี่อาน
ชายหนุ่มกล่าวขอโทษ “ขอโทษอย่างมากครับ เรื่องมันเร่งด่วนมากจริง ๆ”
ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แล้วทำไมฉันต้องช่วยพวกคุณด้วย”
ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าและยื่นบัตรเครดิตไปให้
“เชิญครับคุณจ้าว”
จ้าวซือจินรับบัตรเครดิตไป “แค่นี้เองเหรอ?”
หญิงสาวเปิดกระเป๋าแล้วยื่นเอกสารสัญญาให้
“นี่คือหนังสือยินยอมการโอนหุ้นของคลินิกเหม่ยไหลค่ะ”
จ้าวซือจินมองดูเอกสาร
“ยอมเสียสละจริง ๆ เหรอ?”
“นี่ค่ะ ของเล็ก ๆ น้อย ๆ หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจ” หญิงสาวกล่าว
จ้าวซือจินรับของไว้สูบบุหรี่แล้วพ่นควันออกมา ก่อนจะถามขึ้นลอย ๆ
“ช่วงนี้ธุรกิจเป็นยังไงบ้าง?”
“ต้องขอบคุณที่คุณคอยดูแลมาตลอด ธุรกิจไปได้ดีมากครับ” ชายหนุ่มคนนั้นตอบ
จ้าวซือจินพยักหน้าแล้วชมว่า “ดีมาก ทำแบบนี้ต่อไปนะ” ทั้งสองคนพยักหน้า
พวกเขาเพิ่งจะรู้สึกโล่งอก
จ้าวซือจินเปลี่ยนน้ำเสียงทันที “ทำไมถึงสะเพร่าขนาดนี้ ขนาดตายไปแล้วก็ยังไม่ทิ้งทางหนีทีไล่ไว้เลย ที่ควรจะทำลายทิ้งก็ต้องทำลายทิ้ง ฉันไม่เคยบอกพวกคุณหรือไง?”
ชายหนุ่มและหญิงสาวเริ่มมีเหงื่อผุดที่หน้าผาก
“ขอโทษครับ” ชายหนุ่มคนนั้นขอโทษอีกครั้ง ก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม จ้าวซือจินค่อย ๆ พ่นควันบุหรี่ออกมา
เวลาผ่านไปทีละวินาที
เสียงไก่ขันดังขึ้นแล้ว
เหงื่อของชายหนุ่มและหญิงสาวทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาเปียกชุ่ม
จ้าวซือจินบีบดับบุหรี่ “ก็ได้ ฉันจะไปเชิญยมทูตมาเอง เพราะไม่ว่าจะมองในแง่ของเหตุผลหรืออารมณ์ สิ่งมีชีวิตอย่างผีตายโหงก็ไม่สามารถปล่อยไว้ได้ และมันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน”
เขาลุกขึ้นยืน
ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างดีใจจนเกือบคลั่ง
“แต่ไม่รับรองว่าจะสำเร็จนะ พวกคุณอย่าเพิ่งดีใจมากเกินไป”
ชายหนุ่มพยายามข่มความดีใจเอาไว้ “ขอบคุณครับ พวกเราจะรออยู่ที่นี่”
จ้าวซือจินเปิดประตูไม้แกะสลักแล้วออกจากห้องรับแขก
เขาเดินผ่านระเบียงยาว ๆ เลี้ยวอ้อมภูเขาจำลองไป
ที่สุดปลายระเบียงมีห้องบูชาบรรพบุรุษอยู่หนึ่งห้อง
จ้าวซือจินผลักประตูเข้าไป
บนผนังตรงกลางห้องมีภาพวาดยมทูตประดับอยู่ ส่วนบนโต๊ะด้านหน้ามีธูปเทียนวางบูชาอยู่ ภาพวาดของยมทูตทั้งสิบถูกวาดไว้บนผนังทั้งสี่ด้าน
ยมทูตแต่ละองค์มีลักษณะแตกต่างกัน ลืมตาบ้าง หลับตาบ้าง
พวกเขากำลังจ้องมองทุกคนที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้
บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน
จ้าวซือจินเดินเข้าไปข้างใน
เขาจุดธูปเทียนใหม่หน้าแท่นบูชาแล้วทำการสักการะ จานใส่ชาดตั้งอยู่บนโต๊ะ เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วคุกเข่าลงบนเบาะรองนั่ง
จากนั้นก็จุดกระดาษเงินกระดาษทอง
เขาจุ่มนิ้วลงในชาด พลางเผากระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมกับลงมือวาดยันต์บนพื้น
วาดยันต์เสร็จแล้ว
ไม่ได้วาดมานานแล้วรู้สึกไม่ค่อยชำนาญ จ้าวซือจินพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
กลไกนี้มองโดยรวมแล้วดูเหมือนตัวอักษรภาพคำว่า ‘ประตู’ ที่ขยายใหญ่ขึ้น
เมื่อก่อนผู้พิทักษ์วิญญาณทุกคนล้วนวาดได้ มันใช้สำหรับเรียกประตูสู่ยมโลก
ยังขาดอีกหนึ่งขั้นตอน
จ้าวซือจินกัดนิ้วตัวเองจนเลือดซึมออกมา
เลือดหยดลงตรงกลางของตัวอักษรภาพที่วาดไว้ พอดีกับบริเวณประตู แสงสีขาวปรากฎขึ้นแสดงว่าอาคมเริ่มทำงาน
รอไปสักพัก แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ล้มเหลวอีกแล้วเหรอ?
จ้าวซือจินชินชากับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว
เขาลุกขึ้นยืน ลมพัดขึ้นกะทันหันในบริเวณนั้น
เปลวไฟบนเทียนหอมสั่นไหวตามแรงลม
ในอากาศกลางห้องปรากฏประตูไม้สีดำขึ้นมาจากความว่างเปล่า
ประตูเปิดออกจากด้านใน มีชายผมยาวในชุดเสื้อคลุมสีขาวเดินออกมา
ใบหน้าของเขาขาวซีดมาก รอยคล้ำใต้ตาเด่นชัด แต่ริมฝีปากกลับแดงจัดราวกับเปื้อนเลือด ใบหน้าของเขาไม่มีประกายแห่งชีวิตแม้แต่น้อย
ผมสีดำยาวถึงเอว สวมหมวกขุนนางสีขาวบนศีรษะ บนหมวกมีตัวอักษรสีขาวสี่ตัวเขียนไว้ว่า ‘เหอชี่เซิงไฉ’ (อยู่ร่วมกันอย่างปรองดองจะนำมาซึ่งความร่ำรวย)
เมื่อเขาปรากฏตัวอุณหภูมิโดยรอบลดลงทันทีหลายองศา
จ้าวซือจินก้มหัวอย่างนอบน้อม “ท่านเจ็ด”
“มีอะไร?”
“วันนี้พบผีตายโหงหนึ่งตน ตอนนี้ยังไม่ได้ทำเรื่องเลวร้าย แต่ถ้าไม่กำจัดต่อไปจะกลายเป็นภัยแฝง หวังว่าท่านเจ็ดจะช่วยจัดการด้วย” จ้าวซือจินพูดตรงประเด็นเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายยุ่ง
ดวงตาทั้งสองข้างของเซี่ยปี่อานดำสนิทดั่งน้ำหมึกปราศจากไออุ่น เสียงพูดก็แฝงความเย็นชา
เขาจ้องมองจ้าวซือจินราวกับจะมองทะลุทุกอย่าง
เหงื่อของจ้าวซือจินเกือบจะไหลออกมาแล้ว
“เรื่องแค้นของคนเป็น พวกเราในยมโลกไม่ยุ่ง พวกเราดูแลแต่เรื่องคนตายเท่านั้น” เซี่ยปี่อานหมุนตัวสะบัดแขนเสื้อ
“ฉันจะสืบให้กระจ่าง”
จ้าวซือจินเช็ดเหงื่อที่ศีรษะ
ประตูปิดลงอีกครั้งและหายไป
ชายหนุ่มและหญิงสาวรอคอยอย่างกระวนกระวาย ประตูห้องถูกผลักให้เปิดออก
จ้าวซือจินเดินเข้ามาอีกครั้ง
ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นยืนต้อนรับทันที
“คุณจ้าวครับ?” ชายหนุ่มถามอย่างกระวนกระวาย
จ้าวซือจินเดินเข้ามาแล้วนั่งลง หญิงสาวล้วงบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า รีบยื่นส่งให้เขาอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับจุดไฟให้
จ้าวซือจินสูบบุหรี่ ควันลอยคลุ้งวนเวียน
“กลับไปได้แล้ว”
“จะไม่มีครั้งหน้า”
ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างดีใจจนแทบบ้า “ขอบคุณมากครับคุณจ้าว!”
ชายหนุ่มรับปาก “พวกเราจะบริหารเหม่ยไหลให้ดีที่สุด ไม่ให้ความช่วยเหลือของคุณต้องสูญเปล่าแน่นอนครับ”
จ้าวซือจินโบกมือไล่ ทั้งสองคนจึงถอยออกไป
พวกเขาออกมาจากคฤหาสน์ของตระกูลจ้าว
ทั้งสองขึ้นรถกลับ ชายหนุ่มก็อดบ่นไม่ได้
“ตอนนั้นผมบอกให้คุณไปหาสำนักเซียน ให้เขาจัดการให้สิ้นซาก แต่คุณก็ไม่ยอม อยากเก็บเงินเอาไว้ ตอนนี้ก็ดูสิเสียเงินเป็นกอบเป็นกำเลย”
หญิงสาวก็ไม่ยอมแพ้
“ตอนมีชีวิตอยู่ นังนั่นดูอ่อนแอจะตาย ใครจะไปรู้ว่าพอตายไปแล้วจะกลายเป็นผีที่เก่งขนาดนี้ ถึงขั้นกลายเป็นผีตายโหง คุณบอกมาสิเธอยังมีความปรารถนาอะไรที่ยังไม่สมหวังกันแน่?”
ชายหนุ่มพูดอย่างหงุดหงิด “ใครจะไปรู้ล่ะ เธอคิดอะไรมากมายอยู่ทุกวัน”
หญิงสาวหัวเราะเยาะเขา
“อย่าบอกนะว่าเป็นคุณ”
ชายหนุ่มคิดแล้วก็รู้สึกขยะแขยง
“ไปเถอะ อย่ามาทำให้ผมขยะแขยงนักเลย” รถเริ่มออกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจ เธอรู้สึกง่วงนอนเพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืน
เธออดไม่ได้ที่จะด่า “ไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะผู้หญิงบ้านี่ ปล่อยให้เธอลงนรกไปเลยก็ยังดูเบาไป น่าจะให้วิญญาณแตกสลายไปเลยจะดีกว่า ตายไปแล้วก็ยังวุ่นวายน่ารำคาญชะมัด”
ชายหนุ่มพูดว่า “พอเถอะ อย่าบ่นอีกเลย ถือซะว่าเป็นบทเรียนต่อไปต้องระวังให้มากกว่านี้”
หญิงสาวตอบ “รู้แล้ว ๆ”
ตีสี่เช้าวันฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ณ เวลานี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ยังไม่นอน
ในวิลล่าหลังใหญ่ มีผู้คนอยู่เต็มไปหมด
การถ่ายทอดสดเพิ่งจะจบลง
ตอนนี้ใกล้จะสว่างแล้ว
การออกไปข้างนอกปลอดภัยขึ้นมาก จี๋หยวนชิงหาข้ออ้างเพื่อกลับไปก่อน
เฉินมู่และจี๋ไหลคอยคุ้มกันบรรดาลูกคนรวยออกไปด้วย
บรรดาลูกคนรวยเหล่านี้คงจะไม่มีวันลืมคืนนี้ไปตลอดชีวิต
งานฉลองครั้งนี้ช่างน่าจดจำจริง ๆ
คนที่เหลือก็คือแขกรับเชิญของรายการ จี๋ซางและเจี๋ยเสี่ยวเสี่ยวขึ้นไปชั้นบนแล้ว
ห้องของเจียงฉือซิงคงจะนอนไม่ได้แน่ ๆ
เหลือห้องว่างอยู่หนึ่งห้อง อยู่ระหว่างห้องของหนิงหนิงและหนิงเหนียนที่ชั้นสอง
เจียงฉือซิงไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
ทั้ง ๆ ที่หนิงหนิงเตือนเขาแล้วแต่เขากลับไม่เชื่อ เขาได้แต่รอให้หนิงหนิงชวนเขาเอง
เขาไม่เชื่อว่าหนิงหนิงจะพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้
หนิงหนิงถือกระเป๋าพร้อมอุ้มวาเซีย
“ไปกันเถอะ”
หนิงเหนียนกับนาน่าเดินตามหลังเธอขึ้นไปชั้นบนโดยตรง เจียงฉือซิงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น
หนิงหนิงแทบไม่เหลือบมองเขาสักนิด เขาสงสัยว่าหนิงหนิงคงไม่ทันสังเกตว่าเขาไม่มีที่พักอาศัย
เจียงเจินก็ไม่กล้ากลับห้องเช่นกัน
ผีผู้หญิงอยู่ในห้องติดกัน เธอไม่อยากมีผีเป็นเพื่อนบ้าน
เว่ยฉือมองดูเจียงเจินและเจียงฉือซิงที่เหลืออยู่ด้วยความลำบากใจ
“เจียงฉือซิง คุณอยากขึ้นไปพักที่ห้องชั้นสองไหมครับ?”
เจียงฉือซิงโกรธขึ้นมาทันที “ไม่ไป”
เว่ยฉือหันไปถามเจียงเจิน “แล้วคุณล่ะ?”
เจียงเจินส่ายหัว
เธอก็ไม่ไปเหมือนกัน ชั้นล่างมีห้องพักอีกสองห้องซึ่งปกติแล้วจะจัดเก็บเรียบร้อย
แต่วันที่ตระกูลเจียงปรับปรุงห้องนั่งเล่นเพื่อจัดงานเลี้ยง
เพื่อความสะดวกของที่รื้อออกมาทั้งหมดจึงถูกกองไว้ในห้องพวกนั้น
รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกผีผู้หญิงทำลายก็ถูกกองไว้ในนั้นด้วย
ตอนนี้ข้างในห้องจึงรกระเกะระกะไปหมด ไม่มีที่ไหนให้อยู่แล้ว
ตอนนี้ดึกมากแล้ว พนักงานทำความสะอาดเก็บกวาดอย่างลวก ๆ จัดเตียงให้เรียบร้อย เจียงฉือซิงกับเจียงเจินก็ต้องอดทนกันหน่อย
ในที่สุดก็เก็บกวาดเสร็จ
เจียงเจินนอนอยู่ในห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์วางเกลื่อนกลาด เธอนอนไม่หลับเลย จึงหยิบมือถือขึ้นมาดู พบว่าหลินจื่ออวิ่นโทรเข้ามากว่าสิบสายและมีข้อความอีกมากมาย
ข้อความล่าสุด
[แม่ : เจินเจินหลับแล้วเหรอลูก?]
ความน้อยใจที่สะสมมานานของเจียงเจินพลันทะลักออกมา
[เจินเจินน้อย : แม่คะ หนูกลัว]
หลินจื่ออวิ่นโทรมาทันที
[เจินเจินไม่ต้องกลัวนะลูก แม่อยู่ตรงนี้]
เสียงอ่อนโยนของหญิงสาวดังมาจากปลายสายอีกด้านที่ห่างไกล
เจียงเจินพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น [ผีมันอยู่ที่นี่ หนูนอนไม่หลับเลย]
หลินจื่ออวิ่นปลอบโยนเจียงเจินอยู่นาน ทั้งเล่าเรื่องตลกและส่งเงินให้ เจียงเจินเริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว
[แล้วน้องชายของลูกเป็นยังไงบ้าง ทำไมไม่รับโทรศัพท์ล่ะ]
[คุณชายจี๋ดูแล้วค่ะ เขาไม่เป็นอะไร ตอนนี้น่าจะหลับแล้ว ช่วงนี้เขานอนไม่ค่อยหลับ]
เมื่อได้ยินว่าจี๋หยวนชิงได้ดูแลแล้ว หลินจื่ออวิ่นก็วางใจลงชั่วคราว
เจียงเจินรู้สึกกังวลอยู่บ้าง [หนูนอนไม่หลับเลย ผีตนนั้นสนิทกับหนิงหนิงมาก ตอนนี้เธอเป็นแม่มดแล้วดูน่ากลัวมากเลย หนูกลัวว่าเธอจะแก้แค้นหนู]
[หนิงหนิง? เป็นแม่มด?]
หนิงหนิงเป็นแม่มดนี่มันเรื่องตลกที่สุดที่หลินจื่ออวิ่นเคยได้ยินมา
เธอหัวเราะคิกคัก
เสียงผู้หญิงที่อ่อนโยนดังขึ้นสูง แต่ฟังดูแหลมเล็กน้อย
[ยัยตัวซวยนั่น ลูกไม่ต้องไปสนใจหรอกนะ]
[นอนไปเถอะ เรื่องของหนิงหนิงแม่จะจัดการให้เอง]
หลินจื่ออวิ่นคิดในใจว่า ดูท่าคงต้องสั่งสอนหนิงหนิงให้หนักหน่อยแล้ว