แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 1 แย่งพรสวรรค์ระดับ S ข้าไป? มหาเทพสั่งให้ข้ากำหมัดแน่น!
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 1 แย่งพรสวรรค์ระดับ S ข้าไป? มหาเทพสั่งให้ข้ากำหมัดแน่น!
ค่ำคืนมืดมิด ฝนตกหนักเทกระหน่ำ
ห้องโถงคฤหาสน์ตระกูลหลี่
“หยุดตีเถอะ! ขอร้องล่ะ หยุดตีได้แล้ว!!”
หลี่หมู่รู้สึกว่ามีคนทับร่างเขาพร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญ
เขาลืมตาโพลงขึ้นมาทันที
ความเจ็บปวดแสนสาหัสกลืนกินเขาทั้งร่าง หลี่หมู่รู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นแหลกละเอียด
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกอดเขาไว้แน่นสุดชีวิต
นางใช้แผ่นหลังรับการเตะต่อยอย่างบ้าคลั่ง
ความทรงจำของหลี่หมู่ค่อย ๆ หลอมรวม สติสัมปชัญญะเริ่มแจ่มชัดขึ้น
ฟันธงได้เลยว่า…
เขาข้ามมิติมาแล้ว!
ข้ามจากโลกมนุษย์มายังโลกไฮวูที่มอนสเตอร์จากเหวลึกอาละวาด และเหล่านักรบผงาดขึ้นเป็นใหญ่
คนที่ปกป้องเขาอยู่ตรงหน้า ก็คือแม่ของเจ้าของร่างเดิมในโลกนี้นี่เอง
ส่วนภูมิหลังของร่างนี้น่ะหรือ… แค่คำว่า ‘อนาถ’ คงยังอธิบายได้ไม่หมด
เมื่อวานนี้ ในพิธีปลุกพลังวัยสิบแปดปี หลี่หมู่เจ้าของร่างคนเดิมปลุกได้พรสวรรค์ระดับ S ‘อสนีบาตเก้าชั้นฟ้า’ สร้างความฮือฮาไปทั่ว
พรสวรรค์ระดับ S มีโอกาสเกิดไม่ถึงหนึ่งในแสนด้วยซ้ำ
หลี่หมู่กลับบ้านมาด้วยความตื่นเต้น แต่กลับถูกตระกูลบีบบังคับให้ยกพรสวรรค์ระดับ S ไปเปลี่ยนให้ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง
ยาเปลี่ยนพรสวรรค์ถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ
ยาดังกล่าวมีราคาแพงหูฉี่ เดิมทีสร้างมาเพื่อพวกที่ปลุกพรสวรรค์ทรงพลังได้แต่ปอดแหกไม่กล้าไปเสี่ยงตายในเหวลึก
มันทำให้พวกเขาสามารถขายพรสวรรค์ทิ้งได้
แต่ต้องเซ็นสัญญาความยินยอม และต้องใช้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังปลุกพรสวรรค์เท่านั้น
แน่นอนว่าหลี่หมู่ไม่ยอม
จากนั้นเขาก็ถูกคนตระกูลหลี่รุมกดหัวบังคับให้เซ็นสัญญาจนได้
หลี่หมู่โกรธจัดจึงไปแจ้งความ
แต่สัญญาดันมีผลบังคับใช้ไปแล้ว แถมไม่มีหลักฐานอื่น กองบังคับการกฎหมายจึงทำอะไรตระกูลหลี่ไม่ได้
ใครจะรู้ล่ะว่า ตระกูลหลี่กลับโกรธที่หลี่หมู่ไปแจ้งความ ทำให้ตระกูลต้องขายหน้า
จึงจัดหนักด้วยกฎประจำตระกูล ฟาดหลี่หมู่จนปางตาย
อ๊ะ ไม่สิ…
ต้องบอกว่าตายสนิทไปแล้วต่างหาก
ไม่อย่างนั้นเขาจะข้ามมิติมาอยู่ในร่างนี้ได้ยังไง?
หยางซู่อิงผู้เป็นแม่ได้รับข่าวก็รีบวิ่งมาดู พอมาถึงหลี่หมู่ก็ถูกตีจนเลือดอาบไปทั้งตัวแล้ว
หยางซู่อิงร้องไห้โฮพุ่งเข้ามากอดหลี่หมู่ทันที ใช้ร่างกายตัวเองเป็นโล่กำบังให้ลูกชาย อ้อนวอนขอให้ตระกูลหลี่ละเว้น
“หยุด!”
แม่เฒ่าหม่า หรือก็คือย่าของหลี่หมู่ที่นั่งเชิดหน้าอยู่บนตำแหน่งประธาน กระแทกไม้เท้าลงพื้น
บรรดาลูกน้องถึงได้ยอมหยุดมือแล้วถอยออกไป
ตระกูลหลี่ในตอนนี้ แม่เฒ่าหม่าเป็นใหญ่ที่สุด
นางรักและลำเอียงเข้าข้างหลี่เสี่ยวหาว ลูกพี่ลูกน้องของหลี่หมู่มากที่สุด
การโยกพรสวรรค์ระดับ S ของหลี่หมู่ไปให้หลี่เสี่ยวหาวนั้น ก็คือ ‘การตัดสินใจอันชาญฉลาด’ ของนางนั่นเอง
ก็ใครใช้ให้เมื่อวานหลี่เสี่ยวหาวดันปลุกได้แค่พรสวรรค์ระดับ F แล้วร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ
พอยอดหลานรักเจ้าน้ำตาไหล หญิงชราก็ปวดใจแทบขาด
ฟันธงฉับ สั่งให้หลี่หมู่มอบพรสวรรค์ระดับ S ออกมาซะดี ๆ ทันที
หยางซู่อิงกอดร่างรวยรินของลูกชาย ร้องไห้จนแทบขาดใจ
“ตอนเชียนเฟิงยังมีชีวิตอยู่ เขาสร้างผลงานยิ่งใหญ่ให้ตระกูลหลี่ตั้งมากมาย”
“ทำไม… ทำไมจิตใจพวกท่านถึงได้โหดเหี้ยมขนาดนี้!?”
ใครจะไปคิดว่าแม่เฒ่าหม่ากลับแค่นเสียงเย็นชา ดูโมโหเสียยิ่งกว่าหยางซู่อิงเสียอีก!
นางกระแทกไม้เท้าอย่างแรงแล้วลุกพรวดขึ้น
“แกยังมีหน้ามาบ่นอีกรึ!!”
“ก็แค่สละพรสวรรค์ระดับ S ให้ตระกูล ถึงกับกล้าไปแจ้งความ!”
“คราวนี้ก็เลยฉาวโฉ่ไปทั่วกันหมด!”
“หน้าตาของตระกูลหลี่ถูกสองแม่ลูกอย่างพวกแกทำลายป่นปี้หมดแล้ว!”
แม่เฒ่าหม่าโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าด่ากราดหยางซู่อิง
“ไอ้พวกเห็นแก่ตัว! ถ้าคนตระกูลหลี่เป็นแบบพวกแกหมด แล้วตระกูลเราจะเจริญรุ่งเรืองได้ยังไง?”
“ไม่รู้จักมองภาพรวมเสียบ้างเลย!”
คนตระกูลหลี่คนอื่น ๆ ทำเพียงแค่ยืนมอง สีหน้ามีแต่ความสะใจบนความทุกข์ของคนอื่น
ส่วนหยางซู่อิงคล้ายจะสัมผัสได้ว่าอาการของหลี่หมู่แย่ลงเรื่อย ๆ
นางหันขวับไปทางแม่เฒ่าหม่า ร้องไห้อ้อนวอนเสียงหลง
“ท่านแม่เฒ่า ฉันขอร้องล่ะ เมตตาด้วยเถอะ รักษาเสี่ยวหมู่ก่อนได้ไหม!”
“เขาจะไม่ไหวแล้ว ลูกชายฉันจะไม่ไหวแล้ว!”
“ฉันขอร้องล่ะ!!”
พูดจบ หยางซู่อิงก็เตรียมจะโขกศีรษะให้แม่เฒ่าหม่า
ลูกชายกำลังจะตาย ตอนนี้นางไม่สนอะไรอีกแล้ว ขอแค่ช่วยชีวิตลูกชายไว้ได้ก็พอ
แต่หัวยังโขกไม่ทันถึงพื้น
มือที่เปื้อนเลือดข้างหนึ่งก็ยื่นมาขวางหน้าผากของนางไว้
หยางซู่อิงมองตามมือไป จังหวะนั้นเอง ฟ้าผ่าเปรี้ยงสว่างวาบ ส่องให้เห็นใบหน้าของหลี่หมู่
นัยน์ตาของหลี่หมู่เต็มไปด้วยความไม่ยอมจำนน เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายห้ามแม่เอาไว้
หยางซู่อิงน้ำตาทะลักราวน้ำพุทันที
“ข้าว่าลูกชายเจ้ายังอึดทนทายาดอยู่นี่!”
ลุงใหญ่แค่นเสียงหัวเราะหยัน
“ตามกฎตระกูล ต่อให้พวกเราตีมันจนตาย คนนอกก็ไม่มีสิทธิ์แส่ แต่ช่างเถอะ วันนี้ข้าจะปล่อยมันไปสักชีวิตก็แล้วกัน”
พูดจบลุงใหญ่ก็หยิบสัญญาอีกฉบับออกมา
“เซ็นนี่ซะ แล้วทรัพย์สินใด ๆ ของตระกูลหลี่ต่อจากนี้ไป จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าแม่ลูกอีก”
“จากนั้นพวกเราจะออกประกาศ ขับหลี่หมู่ออกจากผังตระกูลหลี่ ส่วนชีวิตของมัน พวกเจ้าก็เก็บเอาไว้เถอะ”
“ตั้งแต่นี้ไป ขาดกันกับตระกูลหลี่ของข้า”
พูดพลาง ลุงใหญ่ก็โยนสัญญาและปากกาแหมะลงตรงหน้าหยางซู่อิง
ถ้าลงมือฆ่าหลี่หมู่ทิ้งตรงนี้ ตระกูลหลี่คงต้องโดนสังคมด่าเละยิ่งกว่าเดิม แถมอาจจะเจอเรื่องยุ่งยากตามมาด้วย
ยังไงซะเรื่องตระกูลหลี่ปล้นพรสวรรค์ของหลี่หมู่ก็ดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองแล้ว
แต่หลี่หมู่ดันมีสิทธิ์ในทรัพย์สินของตระกูลหลี่อย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียด้วย
ตอนนี้ตระกูลหลี่มีพรสวรรค์ระดับ S อย่างหลี่เสี่ยวหาวอยู่ในมือ กำลังจะผงาดขึ้นฟ้ายิ่งใหญ่คับฟ้าในเร็ววัน
พวกเขาไม่มีทางยอมให้สองแม่ลูกคู่นี้มาชุบมือเปิบเสวยสุขกับความรุ่งโรจน์นี้เด็ดขาด
การขับออกจากตระกูลคือทางเลือกที่เพอร์เฟกต์ที่สุด
“ฉันเซ็น!”
หยางซู่อิงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
นางคว้าปากกาตวัดเซ็นสัญญาทันที
จากนั้นก็จับมือเปื้อนเลือดของหลี่หมู่ ประทับรอยนิ้วมือลงบนสัญญาด้วยมือที่สั่นเทา
นางไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความ
วินาทีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยชีวิตลูกชาย
นางแค่ต้องการสลัดให้พ้นจากคนตระกูลหลี่ตรงหน้า แล้วพาลูกชายไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
อีกอย่าง อยู่ในตระกูลหลี่ต่อไปก็เปล่าประโยชน์
ไม่มีวันจบสวยแน่นอน
ดังนั้นนางจึงไม่ต้องลังเล
หลี่หมู่แม้จะได้สติแล้ว แต่ก็เจ็บหนักจนพูดไม่ออก
เขาทำได้เพียงยิ้มขื่นในใจ ข้ามมิติมาปุ๊บ...
ก็โดนบังคับเซ็นสัญญาไปสองฉบับรวด
เพียงแต่ความหมายของสัญญาสองฉบับนี้มันต่างกันลิบลับเลยล่ะนะ…
หลังเซ็นสัญญาเสร็จ หยางซู่อิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ปาดน้ำตาอย่างแรง
นางรวบแขนหลี่หมู่ แล้วแบกเขาขึ้นหลัง
หลี่หมู่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าขาทั้งสองข้างของหยางซู่อิงอ่อนยวบ
แม้นางจะเป็นนักรบระดับล่าง แต่เมื่อครู่ก็โดนอัดไปไม่ใช่น้อย
หยางซู่อิงกัดฟันกรอด แบกหลี่หมู่เดินจ้ำพรวดออกจากประตูตระกูลหลี่
ฝนห่าใหญ่สาดซัดลงบนตัวหลี่หมู่ เสื้อผ้าเปียกโชกในพริบตา
ทุกย่างก้าวของหยางซู่อิงหนักอึ้ง เหยียบน้ำบานกระจาย
“ลูกแม่ ทนไว้นะ!”
“คุยกับแม่สิลูก!”
เวลานี้ฟ้ามืดสนิท บนถนนนอกจากรถราก็แทบไม่มีคนเดินผ่านไปมา
หยางซู่อิงสาวเท้าวิ่งไปทางคลินิกใกล้ ๆ อย่างเร่งรีบ พลางกลั้นน้ำตาพยายามชวนหลี่หมู่คุย
กลัวจับใจว่าลูกชายจะหมดสติไป
หลี่หมู่พูดไม่ได้ รู้สึกแค่ว่ากลางฝ่ามือขวาคันยิบ ๆ
เขาแบมือแง้มดูเล็กน้อย
ขนสีทองเส้นหนึ่งกำลังดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่กลางฝ่ามือ
ตาของหลี่หมู่เบิกโพลงเป็นประกาย
ก่อนข้ามมิติ เขาเพิ่งเล่นเกมลิงดำ 3A ของจีนอยู่แท้ ๆ เพิ่งโดนบอสพุ่งชนตายคาที่จนวูบไป
ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็โผล่มาที่นี่แล้ว
หรือว่า…
หลี่หมู่จิตใจสว่างวาบ ค่อย ๆ กำหมัดขวาแน่น
ขนสีทองเส้นนั้นกลายสภาพเป็นละอองแสงสีทองมุดเข้าไปในฝ่ามือเขาทันที
[เด็กน้อยอย่าได้กลัว เจ้าจงกำหมัดให้แน่น แล้วต่อสู้ให้มันสะใจซะ!!]
[ระบบโต้วจ้านเซิ่งเริ่มทำงาน เอาชนะ หรือฆ่าสิ่งมีชีวิตต่างมิติระดับเดียวกันหรือสูงกว่า จะได้รับแต้มพิชิต]
[แต้มพิชิตสามารถใช้ปลดล็อก อัปเกรดฤทธิ์มหาเทพ ปรับแต่งวิเศษ และอื่น ๆ]
[มอบแพ็กเกจมือใหม่: 100 แต้มพิชิต, วิชาเทพศัสตรา, เคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ, กระซิบข้างหู]
เสียงระบบดังขึ้นในหัวหลี่หมู่ เขาตื่นเต้นสุดขีด แต่มันก็อยู่ในความคาดหมาย
ไม่มีอะไรมาก ก็แค่กลิ่นอายมันใช่!
วินาทีที่ ‘เคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ’ เข้ามาแทนที่วิชากำลังภายในพื้นฐานของหลี่หมู่
เขารู้สึกได้ถึงพลังงานสุดแกร่งระเบิดออกมาจากภายใน ทะลักออกจากจุดตันเถียนอย่างรวดเร็ว บ้าคลั่งขยายและเสริมความแข็งแกร่งให้เส้นลมปราณ
กระดูกและกล้ามเนื้อทั่วร่างราวกับได้เกิดใหม่!
[วิชาเทพศัสตรา: มอบน้ำหนักให้กับอาวุธ ปัจจุบันอยู่ที่ 0 ชั่ง]
[เคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ: เพิ่มความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวิชาที่ฝึกฝนเทียบเท่า 50 ปี ทำให้จุดตันเถียนกว้างใหญ่ เส้นลมปราณแข็งแกร่ง ดึงพลังวิชาใด ๆ ออกมาใช้ได้อย่างใจนึก]
[กระซิบข้างหู: ซ่อนเทพศัสตราไว้ในมิติซูเมรุในช่องหู ตระหนักรู้และบ่มเพาะพลังตลอดเวลา ความเร็วอยู่ที่ 1% ของการบ่มเพาะพลังปกติ]
โคตรโหด!
หลี่หมู่หาคำอื่นมาบรรยายไม่ได้แล้ว
เขาเปิดดูฤทธิ์มหาเทพที่ยังไม่ได้ปลดล็อกในระบบ
วิชาตรึงร่าง วิชาคุ้มกาย วิชาเจ็ดสิบสองการแปลงกาย เนตรอัคคี วิชาแบกภูเขา ดื่มสุราเพิ่มฤทธิ์ วิชาปรุงยา วิชาฟูเถียน กายเหล็กทองแดง วิชาแยกกาย เคล็ดแหวกวารี เคล็ดกันไฟ และอื่น ๆ อีกเพียบ
สุดท้ายยังเห็นกระทั่ง… วิชาขยายกายสู่จักรวาล
สมกับเป็นระบบโต้วจ้านเซิ่งจริง ๆ…
เพียงแต่ยิ่งเลื่อนลงไปดูอันล่าง ๆ ราคาก็ยิ่งแพงหูฉี่ โดยเฉพาะวิชาขยายกายสู่จักรวาลนี่แพงจนน่าเกลียด
เวลานี้หยางซู่อิงมาถึงคลินิกแห่งแรกแล้ว
น่าเสียดายที่คลินิกปิดไปแล้ว
หยางซู่อิงทุบประตูอย่างบ้าคลั่งอยู่พักใหญ่ แต่ประตูก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
นางจึงต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อหาคลินิกแห่งที่สอง
แต่แล้วข้างหูกลับมีเสียงลูกชายดังขึ้น
“แม่ครับ… กลับบ้านเราเถอะ”