แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 30 ฉันนี่แหละจะเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตระกูลหลี่ไปจนตาย
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 30 ฉันนี่แหละจะเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตระกูลหลี่ไปจนตาย
“ชัดเจนครับ ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยทีเดียว!”
รองรัฐมนตรีทรัพยากรดูคลิปจบ ก็หันไปมองเหลียงไห่พร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
ถ้ามือถือในมือไม่ใช่ของหลี่หมู่ เขาคงปาใส่หน้าเหลียงไห่ไปแล้ว
ด่าทอนักเรียนต่อหน้าก็แย่พออยู่แล้ว
แต่ที่สำคัญคือแกตัดสินใจไล่เขาออกไปแล้ว
แล้วตอนนี้ยังมีหน้ามาพูดจาหว่านล้อมให้เขากลับไปอีกเหรอ? หน้าด้านไปไหม?
“หลี่หมู่ เธอจะเอายังไง? บอกมาเลย เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง!”
รองรัฐมนตรีศึกษาธิการพูดขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
ท่าทางเหมือนจะบอกว่า เธออยากไปโรงเรียนไหน บอกมาคำเดียว เดี๋ยวท่านจะใช้อำนาจจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย
“ถึงผมจะย้ายมาอยู่โรงเรียนเฮยสุ่ยได้แค่สี่วัน แต่วิชาโจมตีวิชาเดียวที่ผมมี ก็ได้มาจากโรงเรียนเฮยสุ่ยครับ แถมยังให้เงินมาอีกหมื่นนึง ให้ผมไว้เตรียมตัวเข้าค่ายฝึกและลงแข่งศึกแรกที่แดนเหวด้วย”
“ที่ผมทำผลงานมาได้ขนาดนี้ ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนเฮยสุ่ยครับ เพราะงั้น ผมขอเลือกอยู่ที่โรงเรียนเฮยสุ่ยต่อไปครับ”
คำพูดของหลี่หมู่มีทั้งจริงและเท็จปะปนกันไป
แต่มันกลับเป็นการเอาไฟลนก้นจางเถิงแบบเต็ม ๆ!
วิชาโจมตีวิชาเดียวที่มี แถมยังได้มาจากโรงเรียนเฮยสุ่ยงั้นเหรอ?
จางเถิงได้ยินประโยคนี้ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยทีเดียว
รองรัฐมนตรีทรัพยากรหันไปตวาดถามจางเถิงเสียงกร้าว
“ผู้อำนวยการจาง! ตามกฎหมายแล้ว นักเรียนที่ปลุกพรสวรรค์ได้ จะต้องได้รับแจกวิชาโจมตีระดับพื้นฐานหนึ่งชุดฟรี ๆ นี่คือข้อบังคับ”
“อย่าบอกนะว่า… คุณไม่ได้แจกให้หลี่หมู่?”
จางเถิงถึงกับพูดติดอ่างทันที
“ผ… ผ… ผม ตอนนั้นหลี่หมู่ปลุกพรสวรรค์ระดับ S ได้ พวกเราตั้งใจจะเตรียมวิชาระดับสูงให้เขาสองชุดเลยครับ”
“แต่พอเขาโดนเปลี่ยนพรสวรรค์ พวกเราก็เลย… ก็เลย…”
เขาพูดไม่ออกแล้ว
ที่ผ่านมาเขารู้ดีว่าหลี่หมู่เป็นที่รังเกียจของตระกูลหลี่ เขาก็เลยทำตัวเข้มงวดกับหลี่หมู่เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเอาใจตระกูลหลี่กลาย ๆ
พอหลี่หมู่โดนแย่งพรสวรรค์ไป เขาก็ยิ่งไม่อยากจะเปลืองทรัพยากรกับหลี่หมู่ ก็เลยไม่ได้แจกวิชาให้จริง ๆ นั่นแหละ
“ก็คือตั้งใจจะไม่ให้แล้วใช่ไหม”
รองรัฐมนตรีทรัพยากรต่อบทให้ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“จางเถิง แกกล้ามากนะ! เรื่องนี้ฉันต้องคิดบัญชีกับแกให้หนักแน่!”
จางเถิงหน้ามืดตาลาย เป็นลมล้มพับไปทันที เดือดร้อนคณะผู้บริหารโรงเรียนต้องรีบเข้ามาพยุงกันวุ่นวาย
บิ๊กบอสทั้งสองไม่มีกะจิตกะใจจะมายืนดูละครฉากนี้
ทั้งคู่แค่นเสียงฮึดฮัด แล้วพาคนติดตามเดินออกจากห้องโถงมัลติมีเดียไปอย่างรวดเร็ว
ผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ยและผู้อำนวยการโรงเรียนอื่น ๆ ก็รีบวิ่งตามไปส่งท่านผู้ใหญ่
พอมาถึงลานกว้าง รองรัฐมนตรีทรัพยากรก็พูดให้กำลังใจหลี่หมู่อีกสองสามประโยค ก่อนจะขึ้นรถจากไป
คณะผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ยต่างก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
มองหน้ากันไปมา รู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาหมาด ๆ
โรงเรียนเฮยสุ่ย รั้งท้ายตารางมาหลายปีดีดัก
ใครจะไปคิดว่า ก่อนศึกแรกที่แดนเหวจะมีนักเรียนอย่างหลี่หมู่ย้ายมา
ทะลุขึ้นระดับสองก่อนเข้าค่ายฝึก
เอาชนะสองอัจฉริยะระดับ S คว้าอันดับหนึ่งมาครองได้อย่างสง่างาม
โรงเรียนจินหัวพยายามจะฉกตัว ก็ฉกไม่ได้
โรงเรียนวูตาวเถิงหลงพยายามจะทวงคืน ก็ทวงไม่สำเร็จ
นี่สวรรค์คงสงสารโรงเรียนเฮยสุ่ยสินะ ถึงได้ประทานไอ้หนุ่มสุดยอดคนนี้มาให้!
“ท่านผู้อำนวยการ อาจารย์ทุกท่านครับ ครอบครัวผมรออยู่ตรงโน้น ผมขอตัวไปหาพวกเขาก่อนนะครับ”
หลี่หมู่บอกอิ๋นฉางหมิง
พร้อมกับชี้ไปทางเฉินเจียเฟิงและเฉินเจียฉีที่กำลังกระโดดโลดเต้นโบกมือเรียกอยู่ไม่ไกล
“อ๋อ ได้สิ ๆ ตามสบายเลย รีบไปเถอะ!”
อิ๋นฉางหมิงรีบยิ้มรับ
พอหลี่หมู่เดินออกไปได้สองก้าว อิ๋นฉางหมิงก็นึกขึ้นได้ เลยยิ้มและตะโกนตามหลัง
“อ้อ พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมงานเลี้ยงของโรงเรียนนะ! เธอเป็นพระเอกของงานเลยนะ!”
“รับทราบครับ!”
หลี่หมู่ชูมือตอบรับ
หลังจากผละจากกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนเฮยสุ่ย หลี่หมู่ก็เดินตรงดิ่งไปหาครอบครัว
วินาทีนี้ เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่
แม่ที่ยืนน้ำตาคลอเบ้า มองเขาด้วยสายตารักใคร่และห่วงใย
ลูกพี่ลูกน้องที่กระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง
น้าเขยที่มองเขาด้วยความชื่นชมและยกนิ้วโป้งให้
น้าสาวที่ร้องไห้ด้วยความปีติและภาคภูมิใจในตัวเขา
ทุกคนดูแปลกตา แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ความอบอุ่นที่หลี่หมู่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน กำลังโอบกอดเขาไว้อย่างแนบแน่น
หลี่หมู่วิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาหยางซู่อิง
“แม่! ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องห่วง”
หยางซู่อิงพยักหน้า เอื้อมมือไปบีบแก้มหลี่หมู่ด้วยความหมั่นเขี้ยว
แล้วปาดน้ำตาที่หางตา พลางหัวเราะ
“ไม่ได้ห่วงสักหน่อย! ลูกชายแม่เก่งจะตายไป!”
“พี่หมู่! พี่ขี้ฮก! พี่มีม้าศึกกลายพันธุ์แล้วไม่ยอมบอกผมเหรอ!”
เฉินเจียเฟิงพุ่งเข้ามากอดแขนหลี่หมู่ เอาหน้ามาถูไถกับหน้าเขาอย่างตื่นเต้น
ก่อนหน้านี้หลี่หมู่ไม่เคยเอาม้าออกมาโชว์ให้พวกเขาดูเลย
ก็เลยไม่รู้จะอธิบายยังไง
หยางซู่อิงก็นึกขึ้นได้ เลยถามหลี่หมู่
“ลูก ม้าศึกตัวนี้ ลูกซื้อมา หรือว่าได้มาเพราะสมัครเป็นทหารกองหนุน?”
“แม่คัดค้านที่ผมจะเป็นทหารกองหนุนเหรอครับ?”
หลี่หมู่แอบแปลกใจ ไม่นึกว่าแม่จะรู้เรื่องที่เข้ากองทัพจิ้นหยวนแล้วจะได้ม้าด้วย?
หยางซู่อิงส่ายหน้า
“ไม่คัดค้านหรอก! ลูกอยากทำอะไร แม่ไม่ขัดข้อง”
“ที่จริง พ่อของลูกสมัยก่อนก็อยากเข้ากองทัพจิ้นหยวนเหมือนกันนะ”
“แต่ตระกูลหลี่ไม่ยอม พวกเขามันพวกวิสัยทัศน์คับแคบ กลัวว่าถ้าพ่อเข้ากองทัพ ผลประโยชน์ที่หาได้จากแดนเหวจะถูกริบเข้าหลวงซะส่วนใหญ่”
“ก็เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์แค่นี้แหละ ถึงได้ตัดอนาคต แถมยังทำร้ายพ่อของลูกจนต้องมาตายแบบนี้!”
เรื่องนี้หลี่หมู่ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไหร่
ในความทรงจำของร่างเดิม พ่อของเขา หลี่เชียนเฟิง ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างรากฐานให้ตระกูลหลี่จนเป็นปึกแผ่น
ทว่าพ่อของเขาเก่งกาจเกินไป ทำให้ตระกูลหลี่เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว
จนคนนอกพากันนินทาว่า ตระกูลหลี่ยืนหยัดมาได้ก็เพราะหลี่เชียนเฟิงคนเดียวเท่านั้น
ส่วนคนอื่น ๆ ในตระกูลมันก็แค่พวกดีแต่กินกับนอน
นับแต่นั้นมา คนในตระกูลหลี่ทุกคนก็พากันเกลียดชังครอบครัวของหลี่หมู่
ต่อหน้าก็อาศัยบารมีและผลประโยชน์ที่หลี่เชียนเฟิงหามาได้จากแดนเหว สร้างความมั่งคั่งให้ตระกูล
แต่พอลับหลัง เมื่อหลี่เชียนเฟิงจากไป พวกเขาก็มองครอบครัวหลี่หมู่เป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงตา
ความอิจฉาริษยาทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียว
แม่เฒ่าหม่าลำเอียงรักแต่ลูกชายคนที่สอง
ส่วนลูกชายคนที่สามอย่างหลี่เชียนเฟิง นางกลับใช้งานราวกับวัวกับควาย ไม่มีใครรู้ว่าทำไมจิตใจนางถึงได้โหดร้ายนัก
เรื่องนี้ทำให้ตระกูลหลี่ถูกชาวบ้านนินทาอยู่ไม่น้อย
“เฮ้อ ถ้าตอนนั้นพ่อของหลานได้เข้ากองทัพจิ้นหยวนล่ะก็”
“ป่านนี้คงได้เป็นนายทหารใหญ่ไปแล้ว! โชคชะตาคงไม่เป็นแบบนี้”
น้าสาวถอนหายใจยาวด้วยความเสียดาย
นางเทิดทูนพี่เขยคนนี้มาก
ระหว่างที่ครอบครัวกำลังคุยกันอยู่
จู่ ๆ สีหน้าของหยางซู่อิงก็เปลี่ยนไป นางจ้องมองไปที่ด้านหลังของหลี่หมู่
หลี่หมู่หันไปมองตาม
เป็นแม่เฒ่าหม่าที่พาคนตระกูลหลี่เกือบครึ่งค่อนตระกูลเดินตรงเข้ามา
แต่ละคนทำหน้าตาหยิ่งยโส
โดยเฉพาะอาซ้อรองของหลี่หมู่ สายตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น กัดฟันกรอด ๆ จนได้ยินเสียง
หลี่หมู่หันกลับมาประจันหน้ากับคนตระกูลหลี่ มุมปากเหยียดยิ้มอย่างนึกสนุก
แม่เฒ่าหม่าเดินมาหยุดยืนห่างจากหลี่หมู่ไม่ไกล
สองมือกุมหัวไม้เท้าแน่น
ความจริงขานางก็ไม่ได้เป็นอะไร อายุเพิ่งจะหกสิบกว่า ยังแข็งแรงดีอยู่
ที่ต้องถือไม้เท้าก็เพราะอยากจะดูน่าเกรงขามก็เท่านั้น
ตระกูลหลี่ก็ถือว่าเป็นตระกูลที่ก่อตั้งมาเป็นสิบปีแล้ว นางก็เลยรู้สึกว่าตระกูลตัวเองมีรากฐานมั่นคงพอสมควร
“หลี่หมู่! แกตาบอดหรือไง? เห็นย่าแล้วยังไม่รีบเข้ามาทำความเคารพอีก?”
อาซ้อรองเห็นหลี่หมู่ยืนนิ่งไม่ไหวติงก็โมโห ตวาดเสียงแข็งทันที
แม่เฒ่าหม่ายกมือขึ้นปราม
“หลี่หมู่ มานี่ยัง มาให้ย่าดูหน่อยซิ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
หลี่หมู่จ้องมองนาง รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“จุ๊ ๆ ๆ ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริง ๆ นะเนี่ย…”
“หลี่หมู่! แกหมายความว่าไง!?”
ลุงใหญ่ตวาดถามเสียงแข็ง
แม่เฒ่าหม่ายกมือห้ามลุงใหญ่อีกครั้ง สููดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนโยนที่สุด
“ย่ารู้ ว่าในใจแกคงยังโกรธแค้นอยู่บ้าง”
“หลายวันมานี้ ย่ามัวแต่คิดทบทวนดู ถึงยังไงแกก็เป็นสายเลือดของตระกูลหลี่”
“จะปล่อยให้ไปตกระกำลำบากข้างนอก ย่าก็ไม่สบายใจ”
“สองวันก่อน ย่าให้เสี่ยวหงกับเสี่ยวหลานไปชวนแกกลับตระกูล แกก็ไม่ยอม”
“วันนี้ย่าเลยมาบอกแกด้วยตัวเอง กลับบ้านเราเถอะนะลูก”
สายตาอันดุร้ายของแม่เฒ่าหม่า ฝืนปั้นแต่งแววตาแห่งความเมตตาออกมาได้อย่างน่าขนลุก
“โอ้?”
หลี่หมู่หันไปมองหลี่เสี่ยวหงกับหลี่หลานอย่างมีเลศนัย
สองสาวหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าย่าจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
ทั้งสองรีบถลึงตาใส่หลี่หมู่ แววตาเต็มไปด้วยคำขู่
ส่งซิกให้หลี่หมู่ห้ามพูดความจริงเด็ดขาด ว่าพวกเธอไม่เคยไปหาเขาเลย
หลี่หมู่แค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“จู่ ๆ ก็เพิ่งจะคิดได้เหรอ ว่าตระกูลหลี่จะหวังพึ่งแค่หลี่เสี่ยวหาวคนเดียวเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ไม่ได้แล้ว?”
“ก็เลยคิดจะหลอกใช้ฉันเป็นสะพานเชื่อมเพื่อไปผูกมิตรกับกองทัพล่ะสิ?”
รอยยิ้มของหลี่หมู่ค่อย ๆ จางหายไป เขากวาดสายตามองหน้าคนตระกูลหลี่ทีละคน
แล้วเอ่ยทีละคำชัดเจน
“จำความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงของพวกแกในวันนี้เอาไว้ให้ดี”
“เพราะนี่จะเป็นความรู้สึกที่เบาสบายที่สุด ที่พวกแกจะได้สัมผัสต่อจากนี้ไป”
“เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลี่หมู่คนนี้… จะเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตระกูลหลี่ไปจนตาย!”