แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 45 อาณาเขตหมอกผี
“ชิบหายแล้ว!”
หม่าจวินตะโกนลั่น
“ขึ้นม้า! ถอย!!”
พูดจบ เขาก็เรียกม้าศึกออกมา แล้วควบหนีไปทางเดิมที่เพิ่งผ่านมาอย่างรวดเร็ว
คนอื่น ๆ รีบเรียกม้าออกมาแล้วควบตามไปติด ๆ
แต่อนิจจา วิ่งไปได้ไม่ไกล
หมอกหนาทึบก็กลืนกินพวกเขาทั้งหมด จนมองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง
ฉับพลันนั้น!
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้นตรงหน้า
ม้าศึกของหม่าจวินเหมือนถูกบางอย่างที่มีพลังมหาศาลกระแทกจนเสียหลัก
มันร้องเสียงแหลม ก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับพื้น!
“หัวหน้า!”
อีกสามคนที่ควบม้าตามมาในรูปแบบปีกนก
วิ่งเฉียดผ่านร่างของหม่าจวินที่ล้มกลิ้งไป ทุกคนพอจะเห็นภาพลาง ๆ ในหมอก
จ้าวเหมยถิง ซ่งเปียว และจางเฮ่อ กระตุกบังเหียนหยุดม้าทันที
ก่อนจะชักม้ากลับไปช่วยหม่าจวินอย่างไม่คิดชีวิต
หลี่หมู่ดึงบังเหียนหยุดม้าอยู่กับที่ เปิดใช้งานเนตรอัคคีเพื่อกวาดตามองรอบตัว
ถึงเนตรอัคคีจะทำได้แค่มองเห็นการไหลเวียนของพลังปราณ
แต่ในดงหมอกแบบนี้ มันทำงานเหมือนกล้องจับความร้อน ช่วยให้มองเห็นกลุ่มก้อนพลังงานได้ไกลหลายสิบเมตร
ในสายตาของหลี่หมู่ หม่าจวินกับเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีเขียวที่รวมตัวกันอยู่ในหมอก
แต่โชคร้าย มอนสเตอร์ก็มีพลังงานเหมือนกัน!
ตอนนี้เงาดำทะมึนกำลังโจมตีม้าศึกอย่างบ้าคลั่ง
ม้าศึกของหม่าจวินส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมหมอกจนกลายเป็นสีเลือด
หม่าจวินชักดาบใหญ่ออกมา ยอมกัดฟันรับกรงเล็บของมอนสเตอร์ไปหนึ่งที แลกกับการฟันฉับเดียวปลิดชีพมัน!
“หัวหน้า ขึ้นมาเลย!”
จางเฮ่อควบม้ามาถึงเป็นคนแรก
หม่าจวินไม่เกรงใจ คว้าแขนจางเฮ่อแล้วดีดตัวขึ้นซ้อนท้ายทันที
แต่ทว่า หม่าจวินเพิ่งจะขึ้นนั่งปุ๊บ
มอนสเตอร์อีกสามตัวก็พุ่งพรวดออกมาจากด้านข้าง!
เป้าหมายของพวกมันชัดเจนมาก พุ่งตรงดิ่งเข้าใส่ม้าศึกทั้งสามตัว
ความเร็วของพวกมันน่ากลัวสุด ๆ แค่พริบตาเดียวก็ฉีกกระชากอกม้าศึกจนขาดวิ่น คว่ำม้าทั้งสามตัวลงไปกองกับพื้น
สถานการณ์โกลาหลสุดขีด
จังหวะนั้นเอง หลี่หมู่ก็ควบม้ากลับมาถึง เขากระโดดลอยตัวขึ้นสูงกลางอากาศ เก็บเหย่ากู่เข้าป้ายม้า แล้วฟาดพลองตู้มเดียวหัวมอนสเตอร์แตกกระจาย
อีกสี่คนรีบจัดการมอนสเตอร์ที่เหลืออีกสองตัวอย่างรวดเร็ว
แต่ม้าศึกทั้งสามตัวที่นอนอยู่บนพื้น เลือดไหลนอง ใกล้จะตายเต็มทีแล้ว
“หลี่หมู่! นายพายัยเหมยถิงหนีไป!!”
“ไปหาที่ปลอดภัยแล้วใช้หินเทเลพอร์ตซะ!”
หม่าจวินตะโกนสั่งเสียงเด็ดขาด ไม่มีลังเล
ตอนนี้ทั้งทีมเหลือแค่ม้าศึกของหลี่หมู่ตัวเดียว
ถึงจะเป็นม้าศึกระดับดี ก็ไม่มีทางแบกคนห้าคนได้ ต่อให้แบกแค่สองคนความเร็วก็ตกแล้ว
รอบด้านเริ่มมีเสียงคำรามของมอนสเตอร์ดังระงม แฝงไปด้วยความกระหายเลือด พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้อย่างรวดเร็ว
เสียงคำรามโหยหวนราวกับภูตผีปีศาจร้องคร่ำครวญ ชวนให้ขนลุกซู่ ปลุกความกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจ!
หลี่หมู่ก้มมองซากมอนสเตอร์ที่นอนตายอยู่บนพื้น
สลับกับมองสมาร์ตวอตช์บนข้อมือ หน้าซีดเผือดลงทันที!
“หนีไปก็เปล่าประโยชน์”
หม่าจวินได้ยินก็ฟิวส์ขาด
“เหลวไหล! รอดไปได้คนนึงก็ยังดีกว่ามาตายห่ากันหมดตรงนี้!”
“นี่คือคำสั่ง!!”
หม่าจวินตะคอกลั่นด้วยความโกรธ
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ หลี่หมู่ก็ตวาดสวนกลับเสียงดังกว่า
“หุบปาก!! หม่าจวิน แต้มเกียรติยศฉันสูงกว่านาย ตอนนี้ฉันขอรับช่วงบัญชาการทีมต่อเอง!”
“ทุกคนฟังคำสั่งฉัน!”
“ตั้งค่ายกลป้องกันแบบกลุ่ม เดินถอยไปทางทิศตะวันออกสองร้อยเมตร!”
“เช็กวิทยุสื่อสาร เปิดกล้องบันทึกภาพ เปิดระบบระบุพิกัดเดี๋ยวนี้!”
“ปฏิบัติ!!”
ตามกฎของกองทัพ คนที่มีแต้มเกียรติยศสูงสุดสามารถยึดอำนาจสั่งการจากหัวหน้าทีมได้เลย
ตอนที่คุยกันก่อนหน้านี้ หลี่หมู่รู้มาว่าแต้มเกียรติยศของหม่าจวินคือ 35 แต้ม
ตอนแรกหลี่หมู่ไม่อยากจะโชว์ว่าตัวเองมีแต้มเกียรติยศเยอะหรอก
แต่สถานการณ์มันฉุกเฉิน ขืนมัวแต่เถียงกับหม่าจวินก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า
ก็เลยต้องใช้วิธีหักดิบแบบนี้แหละ
ถึงหม่าจวินจะโกรธและงงเป็นไก่ตาแตก แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
ส่วนคนอื่น ๆ ที่กำลังขวัญเสีย พอเห็นหลี่หมู่ดูพึ่งพาได้ ก็รีบทำตามคำสั่งทันที
ทั้งห้าคนยืนล้อมเป็นรูปห้าเหลี่ยม ตั้งการ์ดป้องกันรัดกุม ค่อย ๆ เดินถอยไปทางทิศตะวันออก
พร้อมกับเช็กอุปกรณ์ตามที่หลี่หมู่สั่งไปด้วย
ระหว่างที่เคลื่อนที่ หลี่หมู่ก็อธิบายให้ทุกคนฟัง
“นี่คือ ‘อาณาเขตหมอกผี’ เป็นปรากฏการณ์ประหลาดของแดนเหว”
“ค่ายกลของหินเทเลพอร์ตใช้ในนี้ไม่ได้หรอก! หมดสิทธิ์กลับเมือง!”
“หมอกพวกนี้จะสร้างมอนสเตอร์ระดับสามที่ชื่อ ‘หมาผี’ ออกมาเรื่อย ๆ พวกมันจมูกไวมาก แต่หูตึงสุด ๆ”
“ฟังจากเสียงคำราม พวกมันคงล้อมเราไว้หมดแล้ว ถ้าขี่ม้าหนี กลิ่นสาบม้าจะยิ่งล่อพวกมันมาเพิ่ม!”
“กลิ่นคาวเลือดของหมาผีที่ตายก็จะล่อพวกมันมาอีก เราต้องย้ายที่ด่วน!”
“หมอกพวกนี้ตัดสัญญาณระบุพิกัดไปหมดแล้ว ศูนย์บัญชาการต้องกำลังหาทางระบุตำแหน่งพวกเราอยู่แน่”
“ขอแค่พวกเขาล็อกพิกัดเราได้ ก็จะสั่งการพาเราหนีออกไปได้!”
“เซฟพลังปราณไว้ ถนอมแรงไว้รอจังหวะตีฝ่าวงล้อม!”
หลี่หมู่อธิบายอย่างรวดเร็วและกระชับที่สุด
หม่าจวินและคนอื่น ๆ ถึงได้บางอ้อ
หลี่หมู่เป็นคนเดียวในทีมที่ยังเรียนอยู่
นี่คงเป็นความรู้ที่เรียนมาจากโรงเรียนแน่ ๆ
พวกเขาน่ะมีความรู้เรื่องพวกนี้น้อยมาก
ส่วนใหญ่ก็รู้แค่ผิวเผิน
“ขอโทษด้วย ดูเหมือนฉันจะสอบตกเรื่องความเป็นผู้นำซะแล้ว”
หม่าจวินเอ่ยปากขอโทษอย่างรู้สึกผิด
ระหว่างที่คุยกัน ทั้งทีมก็เดินถอยมาได้กว่าสองร้อยเมตรแล้ว
หลี่หมู่สั่งให้ทุกคนหยุดพัก แล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่ต่อช้า ๆ
“นายทำดีที่สุดแล้ว!”
หลี่หมู่พูดจากใจจริง
หม่าจวินอาจจะไม่มีความรู้เรื่องวิธีรับมือกับสถานการณ์แบบนี้
แต่เขาเป็นลูกผู้ชายตัวจริงที่รักและห่วงใยเพื่อนพ้อง ไม่งั้นคงไม่สั่งให้หลี่หมู่พาจ้าวเหมยถิงหนีไปหรอก
และถ้าเขาไม่เป็นที่รักของลูกน้อง อีกสามคนก็คงไม่ยอมเสี่ยงตายกลับไปช่วยเขาแน่
“แล้วถ้า… ศูนย์บัญชาการหาพิกัดพวกเราไม่เจอล่ะ?”
จ้าวเหมยถิงถามเสียงสั่น พลางฟังเสียงคำรามของมอนสเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ในสายหมอก
หลี่หมู่กลืนน้ำลายเอื๊อก เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ
“งั้นก็ต้องยื้อให้รอดจนกว่าหมอกจะจาง”
“แล้วมันจะจางตอนไหนล่ะ?” จางเฮ่อถาม
“อีกหนึ่งชั่วโมง…”
สิ้นเสียงหลี่หมู่ เสียงคำรามของมอนสเตอร์สองตัวก็ดังกระชั้นชิดเข้ามา!
…
ในเวลาเดียวกัน
ณ ศูนย์บัญชาการกองทัพจิ้นหยวน เสียงสัญญาณเตือนภัยดังก้องไปทั่ว!
รองผู้บัญชาการหวังหลงเฉิงรีบรุดมาถึงศูนย์บัญชาการทันที
ถ้ามีเหตุฉุกเฉินในโซนลาดตระเวนระดับสองถึงสาม รองผู้บัญชาการอย่างหวังหลงเฉิงจะเป็นคนลงมาคุมเอง
แต่ถ้าเป็นระดับสี่หรือห้า หรือในโซนพิเศษ ผู้บัญชาการสูงสุดถึงจะออกโรง
หวังหลงเฉิงก้าวฉับ ๆ เข้ามาในศูนย์บัญชาการ
เจ้าหน้าที่สื่อสารรีบวิ่งเข้ามารายงานสถานการณ์ทันที
“พื้นที่ลาดตระเวนสีแดงระดับสอง เกิดปรากฏการณ์อาณาเขตหมอกผีครับ!”
“หมอกปกคลุมเป็นบริเวณกว้างอย่างน้อยร้อยตารางกิโลเมตร มีทีมลาดตระเวนติดอยู่ข้างในยี่สิบสองทีมครับ!”
หวังหลงเฉิงรีบเดินไปที่แท่นบัญชาการ
บนหน้าจอโฮโลแกรมขนาดยักษ์ มีหน้าจอย่อยนับสิบจอกำลังฉายภาพดงหมอกหนาทึบ
“สั่งการลงไป ให้ทีมกู้ภัยระดับสามขึ้นไป สแตนด์บายรอนอกเขตหมอกผี เตรียมรอรับทีมลาดตระเวนที่หนีออกมา”
“ห้ามทีมกู้ภัยเข้าไปในเขตหมอกผีเด็ดขาด”
หวังหลงเฉิงสั่งการอย่างเยือกเย็น
อาณาเขตหมอกผี เป็นปรากฏการณ์สุดแสนจะพิลึกพิลั่นของแดนเหว
มอนสเตอร์หมาผีที่อยู่ในนั้น เกิดจากการที่หมอกผีไปดัดแปลงพันธุกรรมมอนสเตอร์ในพื้นที่
และความน่ากลัวของมันก็คือ ยิ่งนักรบที่หลงเข้าไปในหมอกผีมีระดับพลังสูงเท่าไหร่ หมอกผีก็จะสร้างมอนสเตอร์ที่มีระดับพลังสูสีกันออกมามากเท่านั้น!
หมายความว่า ถ้าส่งนักรบระดับสี่ ระดับห้า หรือสูงกว่านั้นเข้าไป
หมอกผีก็จะเสกมอนสเตอร์ระดับสี่ ระดับห้า ออกมาเป็นกองทัพ!
ซึ่งมอนสเตอร์ระดับนั้น มันคือฝันร้ายของทีมลาดตระเวนระดับสองและระดับสามที่ติดอยู่ข้างในชัด ๆ!
ทางรอดเดียวคือ ต้องหนีออกมาเท่านั้น!
“รับทราบครับ!” เจ้าหน้าที่รับคำสั่งแล้วรีบไปจัดการทันที
“ดึงข้อมูลของทีมลาดตระเวนทั้งหมดขึ้นมา!”
“ดึงภาพจากกล้องติดตัวของทุกทีมขึ้นมาด้วย”
“เชื่อมต่อระบบวิทยุสื่อสารของทีมพวกนั้นให้หมด”
“เปิดใช้งานระบบช่วยล็อกเป้า เร่งสัญญาณระบุพิกัดให้แรงสุด! ค้นหาพิกัดของทุกทีมให้เจอ”
“…”
หวังหลงเฉิงสั่งการฉับ ๆ ไม่ขาดปาก เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน
ไม่นาน ข้อมูลของทุกทีมก็โชว์หราอยู่บนหน้าจอแนวตั้งฝั่งซ้ายมือ
ระบบกล้องของสมาร์ตวอตช์จะสแกนสภาพแวดล้อม แล้วสร้างเป็นภาพจำลองสามมิติส่งกลับมาที่ศูนย์บัญชาการ
ตรงกลางหน้าจอหลัก มีหน้าจอย่อยยี่สิบสองจอถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น เป็นมุมมองจากหัวหน้าทีมของแต่ละทีม
หวังหลงเฉิงกวาดสายตามองหน้าจอของทุกทีมอย่างรวดเร็ว
เกือบทุกทีมกำลังเปิดฉากปะทะกับมอนสเตอร์อย่างดุเดือด
แสงสีแดงฉานของเลือดสาดกระเซ็นเต็มหน้าจอ
มีสองทีมที่กล้องของหัวหน้าทีมล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว ภาพขยับไปมาอย่างทุลักทุเล
“ท่านรองผู้บัญชาการ เชื่อมต่อระบบวิทยุสื่อสารเรียบร้อยแล้วครับ!”
เจ้าหน้าที่ตะโกนรายงานด้วยความร้อนรน
หวังหลงเฉิงกดปุ่มไมโครโฟนบนโต๊ะทันที
“ประกาศถึงทุกทีม ประกาศถึงทุกทีม! นี่คือรองผู้บัญชาการหวังหลงเฉิง!”
“สิ่งที่พวกคุณกำลังเผชิญหน้าอยู่คือ ‘อาณาเขตหมอกผี’! มันเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากมาก”
“ค่ายกลของหินเทเลพอร์ตใช้ในนี้ไม่ได้! เลิกหวังพึ่งหินเทเลพอร์ตได้เลย!”
“หมอกผีรบกวนสัญญาณระบุพิกัดของพวกคุณ เรากำลังพยายามล็อกเป้าอยู่”
“ระหว่างนี้ ทุกคนลงจากม้า! ทุกคนลงจากม้า! ห้ามขี่ม้าตีฝ่าวงล้อมเด็ดขาด”
“ทุกคนต้องเดินเท้า ตั้งค่ายกลป้องกันแบบห้าเหลี่ยม!”
“เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา อย่าหยุดพักในจุดที่มีกลิ่นคาวเลือด!”
“เซฟพลังปราณ ถนอมแรงไว้ เตรียมพร้อมตีฝ่าวงล้อมทันทีที่เราล็อกเป้าได้!”
“มอนสเตอร์หมาผีส่วนใหญ่จะอยู่ระดับสองถึงระดับสาม พลังโจมตีสูง ความเร็วสูง แต่พลังป้องกันต่ำ”
“จุดอ่อนของมันอยู่ที่หัว!”
พูดจบ หวังหลงเฉิงก็ปล่อยมือจากปุ่มไมโครโฟน
ทุกทีมรีบปรับกลยุทธ์ตามคำสั่งของหวังหลงเฉิงทันที
ไม่นานสถานการณ์ของหลายทีมก็เริ่มทรงตัว
แต่สายตาของหวังหลงเฉิงกลับจับจ้องไปที่ชื่อของนักรบคนหนึ่งบนหน้าจอข้อมูล
‘ทีมแนวหน้า นักรบระดับหวงขั้นสอง หลี่หมู่ (ทหารกองหนุน)’
หวังหลงเฉิงใจคอไม่ดี รีบกวาดตามองหาทีมแนวหน้าบนหน้าจอหลัก ไม่นานก็เจอ
เขาเห็นหลี่หมู่ได้อย่างชัดเจนจากมุมมองกล้องแบบมุมกว้าง
ระบบสร้างภาพจำลองสามมิติของสมาร์ตวอตช์ ไม่ได้ถ่ายแค่จุดที่กล้องหันไปเท่านั้น
แต่มันสามารถสแกนสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ไกลหลายสิบเมตร และสามารถหมุนดูมุมมองได้รอบทิศทาง
ภาพจากมุมสูงแสดงให้เห็นว่า ทั้งห้าคนกำลังตั้งค่ายกลป้องกันแบบห้าเหลี่ยมตามตำราเป๊ะ และกำลังรับมือกับมอนสเตอร์สี่ห้าตัวอย่างสูสี
“ดึงเสียงจากทีมแนวหน้าขึ้นมาให้ฉันฟังหน่อย”
ทันใดนั้น เสียงจากทีมแนวหน้าก็ดังก้องไปทั่วศูนย์บัญชาการ
เสียงคำรามของมอนสเตอร์ตีกับเสียงตะโกนต่อสู้ของคนในทีมดังสนั่นหวั่นไหว
แต่ดูเหมือนทีมนี้จะรับมือได้ดี ไม่นานก็จัดการมอนสเตอร์ชุดนั้นได้เรียบ
แล้วก็ได้ยินเสียงจางเฮ่อพูดอย่างตื่นเต้นว่า
“เฮ้ย! ท่านรองผู้บัญชาการพูดเหมือนที่หลี่หมู่บอกเป๊ะเลยว่ะ! รอดตายแล้วโว้ยพวกเรา!”