แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 44 หมอกลง
พอหลี่หมู่พูดประโยคนี้จบ ทุกคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา
หม่าจวินถามยิ้ม ๆ
“นายหมายถึงตำแหน่งแนวหน้างั้นเหรอ?”
ในการต่อสู้ทุกครั้ง หม่าจวินจะเป็นคนพุ่งเข้าไปปะทะเป็นคนแรก บางครั้งแค่ดาบเดียวก็เรียกเลือดมอนสเตอร์ได้เลย ต่อให้ทำอะไรมันไม่ได้ แต่ด้วยร่างกายที่กำยำและวิชาที่แข็งแกร่ง เขาก็สามารถรับการโจมตีสวนกลับของมอนสเตอร์เพื่อซื้อเวลาให้เพื่อนร่วมทีมได้สบาย ๆ นี่แหละคือหน้าที่ของแนวหน้า และหลี่หมู่ก็ดันชี้เป้ามาที่ตำแหน่งนี้ซะด้วย
หลี่หมู่พยักหน้ารับ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ได้! งั้นตัวต่อไปนายมาลองเลย!”
หม่าจวินไม่ได้โกรธเลยสักนิด หัวเราะร่วนอย่างคนใจกว้าง
“ตำแหน่งแนวหน้าไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ นะ แน่ใจเหรอ?”
จ้าวเหมยถิงยิ้มเตือน
รอยยิ้มของพวกเขาไม่มีแววดูถูกหลี่หมู่เลยสักนิด แต่ก็แอบคิดเหมือนกันว่าหลี่หมู่อาจจะแค่คึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ก็แหม เป็นถึงแชมป์ศึกแรกที่แดนเหวนี่นา พอเห็นหม่าจวินพุ่งเข้าไปฟันฉับ ๆ อย่างเท่ ก็คงอยากจะลองโชว์ฝีมือบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาแหละ
“แน่ใจครับ!”
หลี่หมู่ตอบเสียงหนักแน่น
“ไอ้น้องนี่มันใจกล้ากว่าฉันเยอะเลยว่ะ!”
ซ่งเปียวพูดกลั้วหัวเราะ เขาตามหลังหม่าจวินมาตลอด ก็เคยลองรับบทแนวหน้าดูบ้างเหมือนกัน แต่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เขาไม่กล้าไปยืนซดกับมอนสเตอร์ตรง ๆ หรอก เขาถนัดสายพลิ้ว ลอบโจมตีมากกว่า หน้าที่ของแนวหน้า คือต้องเปิดฉากโจมตีมอนสเตอร์เป็นคนแรก และต้องรับแรงกระแทกจากการสวนกลับชุดแรกให้ได้ จะพุ่งเข้าไปแล้วฉากหลบไม่ได้เด็ดขาด
คุยเล่นกันไปได้ไม่ไกลนัก ก็เจอมอนสเตอร์ตัวที่เจ็ด
ยังคงเป็นหมาดินระดับสองขั้นสมบูรณ์ แต่ตัวนี้ใหญ่เกือบสามเมตรเลย
ดูตัวใหญ่กว่าพวกก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด สงสัยใกล้จะทะลุชั้นแล้วแน่ ๆ
“ลงจากม้า!”
หม่าจวินสั่งการ และกำลังจะอ้าปากเตือนหลี่หมู่ ว่าตัวนี้เขาจะจัดการเอง ให้หลี่หมู่รอลองตัวหน้าดีกว่า
แต่กลับเห็นหลี่หมู่พุ่งพรวดผ่านหน้าเขาไปแล้ว
ปลายเท้าแตะพื้นสลับซ้ายขวา ดูเหมือนช้าแต่กลับพริ้วไหวรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ไปอยู่ตรงหน้ามอนสเตอร์แล้ว
ฟาดพลองกวาดใส่ทันที!
หลี่หมู่สังเกตเห็นแล้วว่า มอนสเตอร์พวกนี้ไม่เคยหลบดาบใหญ่ของหม่าจวินเลย
เอาแต่พุ่งเข้าใส่ทื่อ ๆ แบบไร้สมอง
มอนสเตอร์แบบนี้นี่แหละ หวานคอแร้ง!
ส่วนหม่าจวิน พอเห็นหลี่หมู่ฟาดพลองออกไปโดยไม่ได้ตั้งท่าป้องกัน ก็รีบพุ่งตามเข้าไปติด ๆ เตรียมจะซัพพอร์ตหลี่หมู่ทุกเมื่อ
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้า กลับทำเอาเขาขนลุกซู่!
เขาเห็นหมาดินอ้าปากงับพลองดอกหนามของหลี่หมู่
ปัง!!
พลองดอกหนามกระแทกเขี้ยวแหลมคมของหมาดินจนแหลกละเอียดราวกับกิ่งไม้แห้ง ๆ
ทะลวงผ่านกระพุ้งแก้มหมาดินไปอย่างจัง!
หัวหมาดินกว่าครึ่งโดนฟาดจนยุบเข้าไปในอก!
คอและกระดูกสันหลังบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง
แรงกระแทกมหาศาลทำให้ฝุ่นบนพื้นระเบิดกระจายเป็นวงกว้าง
ร่างมหึมาของหมาดินที่พุ่งเข้าใส่หลี่หมู่ด้วยความเร็วสูง กลับโดนพลองฟาดจนหยุดชะงักกลางอากาศ แล้วร่วงตุ้บลงมากองกับพื้นเสียงดังสนั่น!
ทีเดียวจอด!
เพื่อนร่วมทีมทุกคนที่เตรียมจะเข้าไปซัพพอร์ตหลี่หมู่ ถึงกับยืนอ้าปากค้าง
หม่าจวินที่อยู่ใกล้สุด เห็นฉากนี้เข้าเต็มสองตา เกือบจะเบรกจนเอวเคล็ด!
บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบไปถึงหกเจ็ดวินาที
ทุกคนได้แต่มองสลับไปมาระหว่างซากหมาดินบนพื้น กับหลี่หมู่ที่ยืนนิ่ง หน้าไม่แดง หายใจไม่หอบ
ความตกตะลึงยังคงฉายชัดอยู่บนใบหน้าของทุกคน
“เพลงดาบตัดเหล็ก?”
ตอนที่หม่าจวินถามคำถามนี้ หัวใจเขายังสั่นไม่หาย
เขามองออกว่าวิชาที่หลี่หมู่ใช้คือเพลงดาบตัดเหล็กแน่นอน
แต่วิชานี้ เขาจะกล้าใช้ก็ต่อเมื่อจะปิดฉากมอนสเตอร์เท่านั้นแหละ
มอนสเตอร์มันมีสัญชาตญาณการต่อสู้ ถ้าขืนเปิดเกมด้วยเพลงดาบตัดเหล็กซึ่งมันง้างช้า พอมอนสเตอร์สัมผัสได้ถึงอันตราย มันก็จะฉากหลบ แล้วสวนกลับเข้าที่ด้านข้างทันที
เขาเคยลองใช้ท่านี้เปิดเกมกับไอ้หมาดินนี่แหละ
หมาดินมันหลบได้ แล้วก็แว้งกัดเข้าที่ต้นขาเขาเต็ม ๆ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่กล้าใช้อีกเลย
แต่เพลงดาบตัดเหล็กของหลี่หมู่
ทำไมมันถึงได้เร็วขนาดนี้!
เห็นได้ชัดว่าหมาดินสัมผัสได้ถึงอันตรายจากท่าโจมตีของหลี่หมู่
มันพยายามจะหลบแล้ว แต่ไม่ทัน
เพลงดาบตัดเหล็กของหลี่หมู่ แม่งเร็วกว่าการโจมตีปกติของเขาซะอีก!
“ผลจากพรสวรรค์น่ะครับ!”
หลี่หมู่ตอบส่ง ๆ ไปอย่างนั้นแหละ
อะไรที่เขาอธิบายไม่ได้ หรือขี้เกียจจะอธิบาย เขาก็อ้าง ‘ผลจากพรสวรรค์’ ไว้ก่อน
ยังไงซะพรสวรรค์ระดับ F ของเขาก็ได้มาจากการแลกเปลี่ยน
เขาจะแถว่ามันกลายพันธุ์ หรืออัปเกรดแล้ว ใครจะทำไมล่ะ?
ยังไงคนอื่นก็ตรวจสอบพรสวรรค์ของเขาไม่ได้อยู่แล้ว
คำตอบของหลี่หมู่ ทำเอาอีกสามคนที่เหลือทำหน้าไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไหร่
แต่ในเมื่อเจ้าตัวบอกมาแบบนี้ จะเซ้าซี้ถามต่อก็คงไม่ได้
“เชี่ยเอ๊ย! ถ้านายเล่นฟาดทีเดียวจอดแบบนี้ พวกเราก็หมดสิทธิ์ประสานงานกันแล้วสิ”
“ฉันรู้สึกว่าอยู่ทีมนายแล้ว ฉันกลายเป็นตัวถ่วงไปเลยว่ะ!”
จางเฮ่อเป็นคนเฮฮาปาร์ตี้ เอามือขยี้หัวตัวเอง โวยวายใส่หลี่หมู่ซะเวอร์วัง
“ผมก็ไม่นึกว่ามันจะเปราะขนาดนี้นี่นา”
“คราวหน้าผมไม่ใช้เพลงดาบตัดเหล็กแล้วละกัน”
หลี่หมู่ยักไหล่ เขาพูดความจริงนะ
ก็เพิ่งเคยเจอมอนสเตอร์แบบนี้ครั้งแรก ด้วยความให้เกียรติคู่ต่อสู้ เขาก็เลยอัดพลังปราณเข้าไปแค่เปอร์เซ็นต์เดียวในเพลงดาบตัดเหล็ก
แต่ดูทรงแล้ว ไม่ต้องใช้เพลงดาบตัดเหล็กก็น่าจะเอาอยู่
ระหว่างที่คุยกัน หลี่หมู่ก็เอาแต้มพิชิต 36 แต้มที่เพิ่งได้มา อัดใส่วิชาเทพศัสตราไปเรียบร้อย
[พลังมหาเทพ: อัปเกรด — วิชาเทพศัสตรา → อาวุธหนัก 364 ชั่ง]
สมาชิกทั้งสี่คนถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด
เปราะงั้นเหรอ?
นี่ภาษาคนเหรอวะเนี่ย??
ทหารในกองทัพจิ้นหยวนไม่สนหรอกว่าใครมีพรสวรรค์ระดับไหน พวกเขานับถือกันที่ฝีมือล้วน ๆ
การเอาเรื่องระดับพรสวรรค์มาข่มกันในกองทัพ ถือเป็นเรื่องน่าสมเพชที่สุด
ถ้าไม่แน่จริง ก็เอาแต้มผลงานมาวัดกัน
ถ้ายังไม่ยอมรับอีก ก็มาซัดกันให้รู้เรื่องไปเลย!
แต่ทั้งหม่าจวินและจ้าวเหมยถิงต่างก็มีพรสวรรค์ระดับ B นะ
ส่วนอีกสองคนก็ระดับ C
พวกเขาล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมคนที่มีพรสวรรค์ระดับ F อย่างหลี่หมู่ ถึงได้เก่งกาจขนาดนี้
คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด!
ทุกคนพากันกระโดดขึ้นหลังม้า
การมีเพื่อนร่วมทีมเก่ง ๆ ถือเป็นโชคดีมหาศาล พวกเขามีแต่จะยินดีด้วย
ไม่มีใครมานั่งอิจฉาหรอก นั่นมันความคิดของคนโง่ชัด ๆ!
“ดูท่า ฉันคงต้องสละตำแหน่งแนวหน้าให้นายแล้วล่ะ”
“แต่ถ้านายจะลองไม่ใช้เพลงดาบตัดเหล็กดูก็ดีนะ จะได้ประหยัดพลังปราณไว้”
“การต่อสู้เป็นทีม เป้าหมายคือการใช้พลังงานให้น้อยที่สุด แต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด”
“จะได้แบ่งแต้มผลงานให้เพื่อน ๆ บ้างไงล่ะ”
หม่าจวินดึงบังเหียนม้าเบา ๆ พลางเอ่ยปากแนะนำหลี่หมู่
“จริงด้วยครับ!”
หลี่หมู่น้อมรับคำแนะนำแต่โดยดี สิ่งที่หม่าจวินพูดก็มีเหตุผล
การต่อสู้หลังจากนั้น หลี่หมู่ไม่ใช้เพลงดาบตัดเหล็กแล้ว
แค่ใช้พลองหนักสี่ร้อยกว่าชั่งฟาดลงไปเพียว ๆ มอนสเตอร์ก็ปางตายแล้ว
ตราบใดที่หลี่หมู่เป็นคนลงมือ เขาก็จะกวาดแต้มผลงานไปเกินครึ่งทุกที
ทำให้เขาต้องสลับกันเป็นแนวหน้ากับหม่าจวิน
ไม่งั้นคนอื่นในทีมจะไม่ได้โชว์ฝีมือเลย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า
พอมีหลี่หมู่เข้ามาช่วย ความเร็วในการเคลียร์มอนสเตอร์ก็พุ่งปรี๊ด
ไอ้ฉากที่สามคนรุมฆ่ามอนสเตอร์ในตอนแรกน่ะ ถือว่าราบรื่นมากแล้วนะ
แต่พอเริ่มเจาะลึกเข้าไปในโซนที่มีมอนสเตอร์ชุกชุม
บางทีก็เจอมอนสเตอร์โผล่มาพร้อมกันสองสามตัว
บทบาทของหลี่หมู่ก็ยิ่งโดดเด่น ต่อให้มีมอนสเตอร์พุ่งเข้ามาทีเดียวสามตัว รูปแบบของทีมก็ไม่ปั่นป่วนเลยสักนิด
หลี่หมู่เองก็คอยกวาดแต้มพิชิตเข้ากระเป๋าอย่างเงียบ ๆ
พร้อมกับทดสอบขีดจำกัดของร่างกายตัวเองไปด้วย
สุดท้ายเขาก็เพิ่มน้ำหนักวิชาเทพศัสตราไปจนถึง 675 ชั่ง
พอบวกกับน้ำหนักของพลอง ก็ปาเข้าไป 735 ชั่ง!
หลี่หมู่ต้องยอมรับเลยว่า
ยาเสริมกายาระดับต้นสองเม็ดนั้น ไม่ได้โม้จริง ๆ!
ร่างกายเขาแกร่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยล่ะ
735 ชั่งเชียวนะ!
ถ้าไอ้หมาดินหลบไม่ทัน โดนฟาดทีเดียว กะโหลกคงแตกกระจาย!
ไม่ต้องพึ่งเพลงดาบตัดเหล็กด้วยซ้ำ!
แต่ที่น้ำหนักระดับนี้ หลี่หมู่รู้สึกว่ามันสมดุลกับความแข็งแกร่งของร่างกายและวิชาแบกภูเขาพอดี
ถ้าเพิ่มน้ำหนักไปมากกว่านี้ คงจะเริ่มตึงมือแล้วล่ะ
เขาเลยหยุดอัปน้ำหนักไว้แค่นี้ก่อน
ไม่นานเขาก็เก็บแต้มพิชิตได้อีก 120 แต้ม
การประสานงานของทุกคนในทีมเริ่มเข้าขากันมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่เนื่องจากเจอมอนสเตอร์บ่อยขึ้น และมากันทีละหลายตัว พวกเขาก็เลยเลิกขี่ม้า
เปลี่ยนมาเดินเท้าแทน
“สองชั่วโมงกว่าแล้วนะ สีในโซนนี้ดูจางลงไปเยอะเลย”
จ้าวเหมยถิงก้มมองแผนที่บนสมาร์ตวอตช์ แล้วหันไปบอกหม่าจวิน
คนอื่น ๆ ต่างก็พอใจกับผลงานวันนี้มาก เพราะแต้มที่ทำได้มันมากกว่าปกติเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
“อืม ระวังตัวกันด้วยนะ ตอนนี้เราน่าจะเริ่มหลุดออกจากถิ่นของพวกหมาดินแล้วล่ะ”
หม่าจวินกำชับทุกคน
เขาเองก็แทบจะไม่เคยมาเหยียบโซนนี้เหมือนกัน
แต่เดินไปได้ไม่ทันไร หลี่หมู่ก็หยุดกึก
หันไปถามเพื่อน ๆ ในทีมด้วยสีหน้างุนงง
“เดี๋ยวนะ ตาผมฝาดไปเอง หรือว่าหมอกมันลงวะเนี่ย?”
ทุกคนหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
ก่อนจะหน้าถอดสีไปตาม ๆ กัน
เพราะแค่ไม่กี่วินาทีที่พวกเขาหยุดเดิน
หมอกหนาทึบก็แผ่ขยายเข้าปกคลุมร่างของพวกเขาจนมิด…