แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 49 การปกป้องด่านสุดท้าย วงแหวนศพ
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
พวกเขาเดาถูกเผง
พลังปราณของหลี่หมู่แทบจะไม่เหลือให้สัมผัสได้แล้วจริง ๆ
หลี่หมู่ต้องอาศัยเพียงพลังปราณที่ค่อย ๆ ฟื้นฟูจากจุดกำเนิดตันเถียน เพื่อประคอง ‘วิชาแบกภูเขา’ ให้อยู่รอดไปได้แบบหืดขึ้นคอ
และใช้เพียงพละกำลังจากร่างกายเพียว ๆ ในการเหวี่ยงพลองดอกหนามเข้าสู้
หวังหลงเฉิงกำหมัดแน่นจนข้อต่อขาวซีด หันไปกระซิบสั่งการรองผู้บังคับบัญชาจาง
“นายไปจัดการที!”
“รับทราบครับ!!”
รองจางรับคำสั่งแล้วรีบเดินก้าวฉับ ๆ ออกจากศูนย์บัญชาการไป
ทุกคนในห้องต่างก็ตกตะลึง
การที่หวังหลงเฉิงทำแบบนี้ หมายความว่าเขาสั่งให้รองจางไปรับหลี่หมู่ด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใด ๆ
ในฐานะผู้บัญชาการ หวังหลงเฉิงไม่สามารถออกจากศูนย์บัญชาการได้จนกว่าการต่อสู้จะจบลง
ไม่อย่างนั้นจะเป็นขี้ปากชาวบ้านได้
แต่การที่เขาส่งรองผู้บังคับบัญชาคนสนิทไปรับด้วยตัวเอง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาให้ความสำคัญกับหลี่หมู่มากแค่ไหน
หมอกรอบด้านเริ่มจางลงเรื่อย ๆ
แต่พวกหมาผีกลับพุ่งเข้ามาถี่ขึ้น
การโจมตีของหลี่หมู่ก็เริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
จากที่เคยฟาดสองทีตาย ก็กลายเป็นสามที
แล้วก็กลายเป็นสี่ทีก็ยังไม่ตาย
ตอนที่หมาผีพุ่งเข้ามาพร้อมกันสองตัว หลี่หมู่ถึงกับโดนพวกมันกดลงไปฟัดกับพื้นจนกระเด็นไปไกล
แต่หลังจากที่เขาสู้ยิบตาจนฆ่าพวกมันได้
หลี่หมู่ก็ยังคงเดินโซเซกลับมายืนหยัด
ปกป้องพวกหม่าจวินที่อยู่ด้านหลัง
พวกหม่าจวินเห็นแล้วใจสั่นสะท้าน!
ร่างที่โชกเลือดของหลี่หมู่
บาดแผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งตัวแดงฉานไปด้วยเลือด ไม่รู้ว่าเลือดตัวเขาเองหรือเลือดมอนสเตอร์!
แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอย่างองอาจ!
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ที่หม่าจวินอยากจะคลานออกไป อยากจะใช้สองมือเปล่า ๆ เข้าไปช่วยหลี่หมู่สู้
แต่พวกเขาก็รู้ดี
ว่าสภาพของพวกเขาในตอนนี้ ขืนออกไปก็มีแต่จะเป็นภาระให้หลี่หมู่เปล่า ๆ
ซ่งเปียวและจ้าวเหมยถิงบีบหินเทเลพอร์ตแตกไปแล้วถึงสองก้อน
ด้วยความหวังที่ว่า พอหมอกจางลง หินเทเลพอร์ตน่าจะกลับมาใช้งานได้
แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงน่าผิดหวัง
ค่ายกลเทเลพอร์ตยังคงเป็นอัมพาตสนิทภายในอาณาเขตนี้
เลือด…
ย้อมพื้นดินรอบ ๆ จนแดงฉานไปหมด
ซากหมาผีที่กองสุมกัน เริ่มจะบังวิสัยทัศน์ของหลี่หมู่
หลี่หมู่ในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบ
เขาเอาแต่เหวี่ยงอาวุธในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอนแรกเขายังพอจะใช้วิชา ‘หลิวหยุนสามสั่น’ แบบไม่พึ่งพลังปราณได้
และยังสามารถใช้สเตปเท้า ‘เก้าก้าวท่องปฐพี’ ในการหลบหลีกได้
แต่ท้ายที่สุด…
วิชาทั้งหมดก็ถูกลืมเลือน
เหลือเพียงร่างที่เดินโซเซ ใช้พลองปัดป้อง และฟาดฟันเพื่อเอาชีวิตรอด
ตอนนี้ม่านหมอกจางหายไปจนเกือบหมดแล้ว!
หมาผีที่เหลือรอดก็เริ่มบ้าคลั่งราวกับยุงในฤดูใบไม้ร่วง
เหมือนพวกมันรู้ตัวว่ากำลังจะสูญสลายไปพร้อมกับหมอก
หลี่หมู่ถูกหมาผีขย้ำเข้าที่ตา หลังจากที่เขาฮึดสู้จนฆ่ามันได้
เขากลับเดินโซเซ แล้วฟาดพลองเข้าไปในความว่างเปล่า!
ฟาดติด ๆ กันถึงเจ็ดแปดครั้ง!
ภาพนั้น!
ทำเอาพวกหม่าจวินน้ำตาแตกโฮออกมาทันที!
ส่วนทุกคนในศูนย์บัญชาการ ก็รู้สึกขนลุกซู่!
หลี่หมู่…
หมดสติไปแล้ว!
ไอ้หมอนี่สติหลุดไปแล้วจริง ๆ!
ร่างกายของเขาแค่ขยับไปตามสัญชาตญาณ เหวี่ยงอาวุธโดยอัตโนมัติ
ฟาดฟันศัตรูที่ไม่มีอยู่จริงตรงหน้า!
แต่เรื่องเลวร้ายก็เกิดขึ้นในจังหวะนี้
หมาผีร่างยักษ์ขนาดสี่เมตรสองตัวพุ่งทะยานเข้ามา
เป้าหมายคือหลี่หมู่
จ้าวเหมยถิงทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว
เธอเป็นคนเดียวที่ขาสองข้างยังใช้งานได้
เธอสะบัดเสื้อคลุมทิ้งแล้วพุ่งพรวดออกไป
สวมกอดหลี่หมู่ที่หมดแรงจะเหวี่ยงอาวุธไว้แน่น
เธอหันหลังให้หมาผีทั้งสองตัว ปล่อยเกราะพลังปราณสีเขียวขึ้นมาคลุมร่าง
พลังปราณของเธอก็เหลือไม่มากแล้วเหมือนกัน
ต่อให้เกราะพลังปราณจะกันการโจมตีแรกได้ แต่คนที่ไร้ทางสู้แบบเธอ จะเอาชีวิตรอดจากการโจมตีระลอกต่อไปได้ยังไง
ซ่งเปียวกับหม่าจวินก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
พวกเขาไม่มีทางทนดูหลี่หมู่ตายไปต่อหน้าต่อตา
ทั้งสองคนลากขารุ่งริ่งคลานตามออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคว้าอาวุธคู่กายมาด้วย
หม่าจวินถึงกับยกขาที่ขาดด้วนของตัวเองขึ้นมา
ฉีกผ้าพันแผลที่หลี่หมู่ทำไว้ให้ออกดังแควก!
เลือดสด ๆ ทะลักออกมาอีกครั้ง!
เขาแผดเสียงคำรามอย่างคนไม่กลัวตาย
“เข้ามาหาข้านี่! เข้ามาสิวะ!!”
เขาทำไปเพื่อเบนความสนใจของหมาผี
เจ้าหน้าที่ในศูนย์บัญชาการที่มองดูเหตุการณ์ผ่านมุมมองจากกล้อง
ต่างก็รู้สึกจุกอกไปตาม ๆ กัน!
ในวินาทีนี้…
คำว่า ‘ปกป้อง’ ถูกแสดงออกมาให้เห็นอย่างแจ่มชัด จากทีมเล็ก ๆ ทีมนี้
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
เงาของใครคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากแดนไกล!
รวดเร็วดั่งดาวตก พุ่งตามหลังมาแต่กลับแซงหน้าหมาผีทั้งสองตัวไปได้!
เขากระโดดลอยตัวขึ้นสูง ก่อนจะทิ้งตัวลงมากระแทกหมาผีตัวแรกเต็มแรง
จากนั้นก็ใช้มือเปล่าจับกระดูกสันหลังของมัน
เหวี่ยงร่างมอนสเตอร์ยักษ์ขึ้นฟ้าเหมือนมันเป็นแค่อาวุธชิ้นหนึ่ง
แล้วฟาดลงมาใส่หมาผีอีกตัวเต็มเหนี่ยว!
ปัง!
แหลกละเอียดทั้งคู่
หมาผีทั้งสองตัวถูกบดขยี้จนเละเป็นโจ๊ก
แรงกระแทกมหาศาลทำให้ร่างของพวกมันไถลไปกับพื้นจนเกิดรอยไถลเป็นทางยาว
เศษดินปลิวว่อน ฝุ่นควันตลบอบอวล
เมื่อฝุ่นจางลง ผู้ที่เดินออกมาจากม่านควันก็คือรองจางนั่นเอง
ตอนนี้ม่านหมอกจางหายไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
หลี่หมู่เหมือนจะรับรู้ได้ว่ารองจางมาถึงแล้ว
จู่ ๆ ร่างของเขาก็อ่อนปวกเปียกราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย
เขาทิ้งพลองลงกับพื้น แล้วทิ้งตัวลงซบในอ้อมกอดของจ้าวเหมยถิง
มีรองจางอยู่ที่นี่ พวกเขารอดตายแล้ว
จ้าวเหมยถิงสะอื้นไห้จนตัวโยน น้ำตาหยดแหมะลงบนใบหน้าของหลี่หมู่ไม่ขาดสาย
“คนโกหก คนโกหก!”
“นายบอกว่าถ้าไม่ไหวก็จะหนีไปไง!”
“นายมันคนโกหก…”
ผ่านไปอีกนาทีกว่า ๆ ทีมกู้ภัยก็ควบม้ามาถึง
ไม่ใช่ว่าพวกเขาชักช้าหรอก แต่ต่อให้พวกเขาวิ่งเต็มสปีด ก็ยังสู้ความเร็วของม้าศึกตัวเองไม่ได้
นี่คือความเร็วสูงสุดที่พวกเขาทำได้แล้ว
แต่รองจางเป็นถึงนักรบระดับแปด พอวิ่งเต็มสปีด ความเร็วมันก็เลยทิ้งห่างม้าศึกไปไกลลิบ
ทีมกู้ภัยมาถึงปุ๊บ ก็บีบหินเทเลพอร์ตปั๊บ
กะจะรีบใช้ค่ายกลส่งคนเจ็บกลับเมืองทันที
แต่ค่ายกลก็ยังเงียบกริบ ไม่มีวี่แววว่าจะทำงาน
ทีมกู้ภัยทำหน้างง หมอกก็จางไปหมดแล้วนี่นา
“เปล่าประโยชน์น่า ภายในไม่กี่ชั่วโมงนี้ พื้นที่แถวนี้ยังเทเลพอร์ตกลับไม่ได้หรอก”
รองจางพูดเสียงเรียบ
ก่อนจะเดินเข้าไปหาจ้าวเหมยถิง แล้วแบกหลี่หมู่ขึ้นหลัง
“พวกนายพาพวกเขากลับไป”
เขาสั่งทีมกู้ภัยทั้งสามคน
ส่วนหลี่หมู่ เขาจะเป็นคนพาไปส่งเอง
ทีมกู้ภัยรีบพยุงพวกหม่าจวินขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว
แล้วก็ไม่ลืมที่จะหยิบท่อนขาที่ขาดของหม่าจวินกลับไปด้วย
ทีมกู้ภัยคนหนึ่งเดินไปหยิบพลองดอกหนามของหลี่หมู่
เขาก้มลงหยิบ กะจะคว้าแล้วโดดขึ้นม้าเลย
แต่พอยกขึ้นมา ร่างกายกลับถูกกระชากกลับจนแทบจะหน้าทิ่ม เอวแทบเคล็ด
พลองดอกหนามยังวางนิ่งสนิทอยู่บนพื้น!
“เชี่ยไรวะเนี่ย!!”
เขาสบถออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะถ่างขาออกกว้าง ใช้สองมือกำพลองไว้แน่น
ออกแรงฮึดจนเส้นเลือดปูดโปน ถึงจะยกพลองขึ้นมาได้แบบทุลักทุเล
“ทำไมไอ้นี่มันหนักบรรลัยแบบนี้วะ!!”
เขาร้องโวยวายด้วยความตกใจ
พร้อมกับหันไปมองรองจาง สายตาเหมือนจะถามว่า ‘ไอ้นี่ต้องเอาไปด้วยไหม?’
เพราะถ้าจะให้เขาเป็นคนแบกไป เขาขอบาย ม้าเขาคงหลังหักตายซะก่อน
ในบรรดาวิชามหาเทพทั้งหมดของหลี่หมู่ มีแค่วิชาเทพศัสตราเท่านั้นที่ไม่ต้องสูบพลังปราณเยอะ
หลี่หมู่สามารถเพิ่มหรือลดน้ำหนักอาวุธได้ตามใจชอบ
ขอแค่เขามีพลังปราณเหลืออยู่แค่นิดเดียว วิชานี้ก็จะยังคงอยู่
ก่อนจะหมดสติ หลี่หมู่ไม่ได้ยกเลิกวิชาเทพศัสตรา
เพราะงั้น พลองดอกหนามตอนนี้ก็ยังคงหนักเจ็ดร้อยกว่าชั่งเหมือนเดิม
“ส่งมานี่!”
รองจางเดินเข้าไปรับพลองดอกหนามมา
พอพลองถึงมือ เขาก็แอบสะดุ้งเหมือนกัน!
เขาลองกำพลองด้วยมือเดียว แล้วแกว่งเบา ๆ ก็รู้สึกได้เลยว่ามันหนักเอาเรื่อง
ต่อให้เป็นเขา ถ้าจะใช้อาวุธชิ้นนี้ ก็คงต้องปรับตัวกันพักใหญ่เลยล่ะ
เขาน่ะเป็นถึงนักรบระดับหวงขั้นแปดเลยนะ
แต่ไอ้เด็กหลี่หมู่นี่ กลับใช้อาวุธแบบนี้เป็นอาวุธประจำตัวเนี่ยนะ?
มิน่าล่ะ ไอ้เด็กนี่ถึงได้โหดอย่างกับมอนสเตอร์!
“ไปกันเถอะ!”
พอเห็นทุกคนเตรียมตัวเสร็จแล้ว
รองจางที่แบกหลี่หมู่ไว้บนหลัง ก็เตรียมจะออกเดินทาง
แต่จู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานประหลาดที่ปะทุออกมาจากตัวหลี่หมู่
และวินาทีต่อมา!
ตู้ม!!
พลังงานมหาศาลทะลักออกจากร่างหลี่หมู่ ลำแสงสีขาวสว่างวาบพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น!
“ทะลุชั้นแล้วเหรอ??”
ทีมกู้ภัยคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความตกตะลึง
อีกคนพยักหน้ารัว ๆ กวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ผ่านสมรภูมิเฉียดตายมาขนาดนี้ ถ้าเขาติดคอขวดอยู่ล่ะก็ นี่แหละคือจังหวะทะลุชั้นที่เพอร์เฟกต์ที่สุดแล้ว”
“นี่มันผลตอบแทนที่แลกมาด้วยชีวิตชัด ๆ”
ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
เพราะพวกเขายืนอยู่บนกองซากศพ ถึงได้เห็นภาพภูเขาซากศพและทะเลเลือดรอบตัวได้อย่างชัดเจน
หวังหลงเฉิงและทุกคนในศูนย์บัญชาการซูมภาพมุมกว้างให้เห็นชัด ๆ
ภาพที่เห็นมันน่าขนลุกสุด ๆ
โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เสื้อคลุมที่คลุมร่างพวกหม่าจวินไว้
ในรัศมีตั้งแต่สิบเมตรไปจนถึงสามสิบเมตร
หลี่หมู่ใช้สองมือเปล่า ๆ ฆ่าฟันจนเกิดเป็นภูเขาซากศพของหมาผีกว่าสองร้อยตัว…
กลายเป็น ‘วงแหวนศพ’ ที่โอบล้อมพวกเขาไว้!