แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 57 ประเมินเขาสูงไปหรือเปล่า?
เมื่อหลี่หมู่กลับมาถึงโรงเรียน
เขาก็รู้สึกได้ถึงความวุ่นวายที่บริเวณหน้าประตูโรงเรียน
มีนักเรียนกลุ่มใหญ่ไปออกันอยู่ที่นั่น
แต่ประตูกลับเปิดให้เข้าออกแค่สองช่องเล็ก ๆ โดยมีนักเรียนของโรงเรียนเฮยสุ่ยกลุ่มหนึ่งกำลังตรวจเอกสารของพวกเขาอยู่
คนที่รับหน้าที่จัดระเบียบอยู่ตรงนั้นก็คือ หลินอวี้หย่า ประธานนักเรียนนั่นเอง
“ยินดีต้อนรับทุกคนที่เลือกเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ยนะคะ!”
“ทุกคนไม่ต้องเบียดกัน รักษาระยะห่างด้วยค่ะ!”
“เตรียมหน้าประวัตินักเรียนของทุกคนให้พร้อม จะได้เข้าไปเร็ว ๆ ค่ะ ไม่ต้องรีบ!”
“พอเข้าโรงเรียนแล้วให้เดินไปทางขวา ตามลูกศรสีเหลืองบนพื้น ไปเข้าแถวที่หน้าห้องทะเบียนเลยค่ะ!”
หลินอวี้หย่าตะโกนสั่งการเสียงเจื้อยแจ้ว
ใบหน้าสะสวยและรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นของเธอ ดึงดูดสายตาของนักเรียนชายหลายคนให้หันมามองเป็นตาเดียว
แต่ไม่นานหลินอวี้หย่าก็เหลือบไปเห็นหลี่หมู่
ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหาหลี่หมู่
พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ลอยมาแตะจมูก เธอมายืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้าเขา
“ในที่สุดนายก็มาสักที! ฉันนึกว่าวันนี้นายจะไม่มาซะแล้ว”
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?”
หลี่หมู่พยักพเยิดไปทางฝูงชน พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อวานนายไม่อยู่ นายคงไม่รู้สินะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“จางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงย้ายมาเรียนที่นี่แล้วน่ะสิ”
“แล้วก็ตามมาด้วยนักเรียนจำนวนมากจากโรงเรียนวูตาวเถิงหลงที่ขอย้ายมาโรงเรียนเรา”
“วันนี้เป็นลอตที่สอง มีนักเรียนจากโรงเรียนอื่น ๆ ด้วย”
หลินอวี้หย่าอธิบาย แต่สายตาที่เธอมองหลี่หมู่กลับยิ่งเต็มไปด้วยความชื่นชม
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก็เพราะหลี่หมู่คนเดียวเลยนะ
มิน่าล่ะ วันนั้นหลี่หมู่ถึงได้ปล่อยให้จ้าวอี้หน้าแตกยับเยินขนาดนั้น
แถมยังพูดติดตลกแบบชิล ๆ อีก
ว่าให้ท่านผู้อำนวยการอิ๋นฉางหมิงไปปวดหัวเอาเอง
ที่แท้ก็แอบเตรียมการตอกกลับอย่างเจ็บแสบเอาไว้แล้วนี่เอง!
แถมเจ้าตัวยังไม่ต้องออกโรงเองเลยด้วยซ้ำ
นี่มันเป็นพลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดไหนกันเนี่ย!
“อืม แล้วตอนนี้จางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงอยู่ที่โรงเรียนหรือเปล่า?”
หลี่หมู่ถามพลางเดินมุ่งหน้าเข้าโรงเรียน
“อยู่สิ! พวกเขามาตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว เมื่อเช้ายังถามหานายอยู่เลย!”
“แล้วลู่เฉินเฟิงนั่นน่ะ พอนายไม่มาโรงเรียน เขาก็ออกอาการหงุดหงิดเลยนะ”
“ไปลากจางจือเหวยมาท้าประลองเฉยเลย คิก ๆ…”
หลินอวี้หย่าพูดไปก็หลุดขำไปเมื่อนึกถึงภาพชวนหัวเราะเมื่อเช้า
แต่เธอก็ไม่ลืมเดินนำหลี่หมู่เข้าประตูเล็กด้านข้างที่ไม่ได้เปิดให้คนนอกเข้า
พอเข้ามาในโรงเรียน
ก็เห็นแถวนักเรียนยาวเหยียดต่อคิวรออยู่หน้าตึกห้องทะเบียน
พวกนี้เป็นเด็กนักเรียนที่เพิ่งมาจากข้างนอกทั้งนั้น
ภายในโรงเรียนคนพลุกพล่านขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โรงเรียนเฮยสุ่ยที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ จู่ ๆ ก็ดูแออัดขึ้นมาถนัดตา
หลินอวี้หย่านำทางหลี่หมู่ตรงดิ่งไปที่ลานประลอง
ลานประลองของโรงเรียนเฮยสุ่ยถึงพื้นที่จะกว้างขวาง
แต่อุปกรณ์ก็ทั้งเก่าทั้งล้าหลัง แถมยังมีน้อยอีกต่างหาก
หุ่นฝึกซ้อมบางตัวสนิมเขรอะหรือไม่ก็พังไปแล้วแต่ก็ยังทนใช้กันอยู่
แต่ตอนนี้บนลานโล่ง ๆ ของลานประลอง กลับมีคนยืนมุงดูอยู่เป็นวงกว้างถึงสองชั้น
ดูเหมือนกำลังมีการประลองกันอยู่
พอหลี่หมู่กับหลินอวี้หย่าปรากฏตัว ก็เรียกเสียงฮือฮาจากคนรอบข้างได้ไม่น้อย
“ว้าว! หลี่หมู่นี่นา!”
เด็กสาวคนหนึ่งร้องขึ้นมา ดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นหลี่หมู่
“หลี่หมู่จริง ๆ ด้วย!”
“หลี่หมู่มาแล้ว!”
พวกที่ร้องอุทานอยู่ไกล ๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กที่เพิ่งย้ายมาใหม่
ส่วนเด็กเก่าของโรงเรียนเฮยสุ่ยต่างก็ทักทายหลี่หมู่อย่างเป็นกันเอง
หลี่หมู่เดินเข้าไปใกล้ลานประลองแล้วชะโงกหน้ามอง
ก็เห็นลู่เฉินเฟิงยืนอยู่กลางลาน
เขาย่อเข่าลงเล็กน้อย ยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับหอคอยเหล็กกล้า
รอบตัวเขามีสามคน คนหนึ่งใช้หมัดเท้า คนหนึ่งใช้ดาบยาว อีกคนใช้ทวนยาว
ทั้งสามคนกระหน่ำโจมตีลู่เฉินเฟิงจากสามทิศทางอย่างบ้าคลั่ง
แต่รอบตัวลู่เฉินเฟิงกลับมีแสงสีเขียวจาง ๆ เปล่งประกายออกมา
สองเท้าของเขาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ปล่อยให้แขนสองข้างตั้งรับไปตามสัญชาตญาณ
การโจมตีของทั้งสามคนกระทบถูกตัวเขา แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนฟาดโดนเหล็กกล้า!
ไม่ระคายผิวเขาเลยสักนิด
สีหน้าของลู่เฉินเฟิงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ
“โอ๊ย ๆ ๆ! น่ารำคาญชะมัด ไม่มีใครเจาะเกราะฉันเข้าเลยสักคน!”
“การโจมตีระดับพวกนายเนี่ย เกาให้ฉันยังเบาไปเลย!”
ลู่เฉินเฟิงบ่นอุบ แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียง “เพียะ” ดังขึ้น
เขาคว้าหมับเข้าที่ใบดาบยาวที่ฟันลงมาด้วยมือเปล่า!
แล้วบีบอย่างแรง!
ใบดาบนั่นถึงกับแตกละเอียดดัง “แกร๊บ”!
พร้อมกันนั้น พลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาก็ระเบิดออก กระแทกทั้งสามคนจนกระเด็นถอยหลังไป!
ระดับความแข็งแกร่งนี้มันคนละชั้นกันเลย
รอบลานประลองมีทั้งเสียงกรีดร้องและเสียงเชียร์ดังกึกก้อง
ลู่เฉินเฟิงชี้หน้าจางจือเหวยที่ยืนอยู่ข้างสนามอย่างไม่สบอารมณ์
“เฮ้ย! ไอ้พลทวน มาดวลกันอีกรอบมา!”
จางจือเหวยยิ้มบาง ๆ
แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางหลี่หมู่เบา ๆ
“คนที่นายรอมาแล้วนู่น”
ลู่เฉินเฟิงหันขวับไปมอง ก็เห็นหลี่หมู่ยืนอยู่พอดี
ดวงตาของเขาเบิกกว้างเป็นประกาย!
“หลี่ไม้กระบองเดียว! ในที่สุดนายก็มาสักที!”
พูดจบเขาก็ก้าวฉับ ๆ เข้ามาหาหลี่หมู่
ท่าทางเหมือนกับว่า ‘ฉันรอนายมาตั้งนานแล้ว’
“นายเพิ่งย้ายมาโรงเรียนฉัน ก็ทำตัวกร่างเที่ยวตั้งฉายาให้คนอื่นไปทั่วเลยนะ”
“ไม่ค่อยจะดีมั้ง?”
หลี่หมู่บ่นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
เมื่อกี้เขาก็ได้ยินเต็มสองหูเลย ไอ้หมอนี่เรียกจางจือเหวยว่าพลทวน แล้วเรียกเขาว่าหลี่ไม้กระบองเดียวงั้นเหรอ?
ไอ้ฉายางี่เง่านี่มันอะไรกันวะ?
“นายจะตั้งให้ฉันบ้างก็ได้นะ ฉันไม่ซีเรียส! แต่วันนี้นายหนีไม่พ้นแน่”
“ฉันสัมผัสพลังปราณของนายได้ นายทะลุขึ้นระดับสามแล้วสินะ ดีเลย!”
“ตอนนี้เราอยู่ระดับเดียวกันแล้ว แถมพลังนายก็เต็มร้อย คราวนี้น่าจะฟาดฉันได้สักทีนะ!”
ลู่เฉินเฟิงพูดอย่างร้อนรน
เมื่อกี้หลี่หมู่ก็สัมผัสพลังปราณของจางจือเหวยกับลู่เฉินเฟิงได้เหมือนกัน
สองคนนี้เพิ่งจะทะลุขึ้นระดับสามมาหมาด ๆ เลยสินะ
สมกับเป็นอัจฉริยะจริง ๆ
“ดูท่านายคงไม่ยอมถอดใจถ้าไม่โดนฟาดสักเปรี้ยงสินะ”
หลี่หมู่ย้อนถาม
“ใช่แล้ว!”
ลู่เฉินเฟิงตื่นเต้นขึ้นมาทันที ดูจากท่าทีของหลี่หมู่แล้ว มีหวังแฮะ!
การที่เขาคอยตามตื๊ออยากโดนหลี่หมู่ฟาด มันก็มีเหตุผลของมันอยู่
คนอื่นมักจะคิดว่าเขาเป็นพวกบ้าการต่อสู้ ชอบหาเรื่องชกต่อยกับชาวบ้านไปทั่ว
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า พรสวรรค์ของเขาคือต้องก้าวข้ามขีดจำกัดการป้องกันของตัวเองให้ได้ ถึงจะแข็งแกร่งขึ้น!
แถมพลังนี้ยังรับการกระตุ้นจากคนที่ระดับพลังสูงกว่ามาก ๆ ไม่ได้ด้วย
เพราะมันจะกลายเป็นผลเสียแทน
ยิ่งเป็นคนที่ระดับพลังเท่ากัน หรือต่ำกว่า การโจมตีที่รุนแรงของคนพวกนั้น
จะช่วยให้พรสวรรค์ของเขาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่หลังจากเขาปลุกพรสวรรค์ได้ไม่กี่วัน เขาก็แทบจะหาคู่ต่อสู้แบบนั้นไม่ได้อีกเลย
“ฉันจัดให้”
หลี่หมู่ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธอีก เขาพยักหน้ารับคำ
เสียงเชียร์ดังกระหึ่มไปทั่วลานประลอง ฝูงชนพากันถอยกรูด เปิดทางให้วงกว้างขึ้น
ทุกคนต่างตื่นเต้นกันสุด ๆ
ก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่คนที่รุมอัดลู่เฉินเฟิง แต่มันก็น่าเบื่อสิ้นดี
ไม่มีใครเจาะเกราะเขาเข้าเลยสักคน
แต่ตอนนี้หลี่หมู่จะลงมือแล้ว ความคาดหวังของทุกคนก็พุ่งปรี๊ดทะลุหลอด
ลู่เฉินเฟิงที่กำลังตื่นเต้นก็รีบดึงหลี่หมู่ไปกลางลานประลองทันที
“สู้เขานะพี่เฟิง!”
ในกลุ่มคนดู มีเด็กสาวห้าหกคนตะโกนเชียร์ลู่เฉินเฟิงเสียงดังลั่น
ดูออกเลยว่าเป็นกลุ่มแฟนคลับของลู่เฉินเฟิงแน่ ๆ
หลินอวี้หย่าเห็นแบบนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า ชูกำปั้นขึ้นแล้วตะโกนลั่น “สู้เขานะพี่หมู่!”
พอเธอตะโกน เด็กผู้หญิงโรงเรียนเฮยสุ่ยคนอื่น ๆ ก็เอาด้วย
หลินอวี้หย่าจ้องเขม็งไปทางกลุ่มแฟนคลับของลู่เฉินเฟิงอย่างท้าทาย
สายตาของเธอเหมือนจะบอกว่า: เชอะ ใครบอกว่านายมีแฟนคลับคนเดียวล่ะ!
มาแข่งแฟนคลับกับหลี่หมู่ในถิ่นเฮยสุ่ยเนี่ยนะ?
ตลกตายล่ะ!
เด็กสาวกลุ่มนั้นมองหลินอวี้หย่าอย่างไม่สบอารมณ์นัก เพราะเสียงฝั่งหลินอวี้หย่าดังกลบพวกเธอไปซะมิด!
ท่ามกลางกลุ่มเด็กสาวเหล่านั้น มีเด็กสาวในชุดกระโปรงยาวสีเขียวอมฟ้าถูกล้อมรอบอยู่
ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าชุดของเธอสีเดียวกับเสื้อผ้าของลู่เฉินเฟิงเป๊ะเลย
เด็กสาวชุดกระโปรงยาวมีบุคลิกที่ดูดี สายตาที่เธอมองลู่เฉินเฟิงเต็มไปด้วยความหลงใหล
หลังจากตะโกนเชียร์ไปสองสามคำ พวกเธอก็เริ่มซุบซิบกัน
“พี่เฟิงจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ดูเหมือนหลี่หมู่คนนี้จะเก่งน่าดูเลยนะ”
เด็กสาวชุดกระโปรงยาวเม้มปากยิ้ม พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“วางใจเถอะ พี่เฟิงอยากให้หลี่หมู่คนนี้ลงมือก็จริง แต่พวกนายประเมินเขาไว้สูงเกินไปแล้ว”
“ดูจากท่าทางเขาแล้ว เหมือนจะมั่นใจมากว่าจะเจาะเกราะพี่เฟิงเข้า ช่างน่าขันจริง ๆ…”
พูดถึงตรงนี้ เธอก็หัวเราะเยาะแล้วส่ายหน้า เผยให้เห็นสีหน้าดูถูกอย่างชัดเจน
นักเรียนเฮยสุ่ยที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินก็เริ่มไม่พอใจ
พวกผู้หญิงพวกนี้เป็นเด็กย้ายมาจากโรงเรียนวูตาวฉงหมิงนี่นา
โดยเฉพาะยัยชุดกระโปรงยาวนั่น เห็นได้ชัดว่าเป็นซูเปอร์แฟนคลับของลู่เฉินเฟิง
แต่การที่เธอจะคลั่งไคล้ลู่เฉินเฟิงก็เรื่องของเธอสิ ทำไมต้องมาเหยียบย่ำหลี่หมู่ด้วยล่ะ อะไรคือช่างน่าขัน?
“นี่ ปากน่ะหัดพูดให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม? นี่มันแค่การประลองเชื่อมความสัมพันธ์นะ!”
นักเรียนชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
เด็กสาวชุดกระโปรงยาวปรายตามองเขา แสยะยิ้มเยาะ แล้วก็เบือนหน้าหนี
เหมือนไม่อยากจะเสวนาด้วยเลยแม้แต่ครึ่งคำ
แต่กลับตั้งใจอธิบายให้พวกเพื่อน ๆ ฟังอย่างจงใจ
“ตอนที่หลี่หมู่ฆ่างูหางประหลาดได้น่ะ เอาจริง ๆ ก็เพราะจางจือเหวยแทงมันทะลุไปก่อนต่างหาก”
“ทำให้พลังปราณของมอนสเตอร์ปั่นป่วน พลังป้องกันเลยลดฮวบลง”
“น่าเสียดายนะ… ที่หลายคนมองไม่เห็นรายละเอียดตรงนี้”
เด็กสาวชุดกระโปรงยาวพูดไปก็เหลือบมองนักเรียนชายคนนั้นเป็นระยะ
ความหมายของเธอก็คือ มีแค่เธอคนเดียวที่ดูออก ส่วนคนอื่นเป็นไอ้โง่ทั้งหมด
“ฉันก็คิดงั้นเหมือนกันนะ ฉันว่าหลายคนประเมินหลี่หมู่คนนี้สูงเกินไปจริง ๆ”
“พี่เฟิงคงจะแค่หลงผิดชั่ววูบ คงโดนตำแหน่งแชมป์ของเขาหลอกเอาล่ะมั้ง”
เด็กสาวคนอื่น ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย แล้วก็เริ่มซุบซิบสนับสนุนกันไปมา
นักเรียนชายคนนั้นโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่ก็ไม่รู้จะเถียงยังไง ได้แต่หันหน้าหนีอย่างหัวเสีย
ถึงตอนนี้ ทุกสายตาต่างก็จับจ้องไปที่กลางลานประลอง
หลี่หมู่ชักพลองดอกหนามออกมาแล้ว
ลู่เฉินเฟิงย่อเข่าลง ยืนหยัดอย่างมั่นคง หนีบแขนทั้งสองข้างแน่น แล้วตะโกนลั่น
“เข้ามาเลย!!”