แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 60 พวกแกรู้จักฉันเหรอ?
สิ้นเสียงสั่งการของไอ้อ้วน
ชายฉกรรจ์ก็รีบกวาดเงินสดทั้งหมดในเคาน์เตอร์ไปเรียบ
รวมถึงของมีค่าทุกอย่างในร้าน กวาดเรียบเป็นหน้ากลอง!
แต่แค่พวกมันแปะป้าย ‘ยึดของกลาง’ ไว้!
การกระทำทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายไปโดยปริยาย!
ดูทรงแล้ว นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันทำเรื่องพรรค์นี้แน่ ๆ
หยางโหย่วหรงที่ถูกคุมตัวอยู่บนรถ มองออกไปนอกหน้าต่างรถ เห็นเจ้าของร้านฝั่งตรงข้ามพอดี เธอจึงรีบขยิบตาส่งซิกให้เขา
เจ้าของร้านคนนั้นก็รีบขยิบตาตอบกลับมาอย่างรู้กัน
เขาเป็นเจ้าของร้านขายผลไม้และขนมหวาน
ปกติก็สนิทชิดเชื้อกับครอบครัวเฉินจินสือเป็นอย่างดี
ถึงตอนนี้เขาจะไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับไอ้อ้วน แต่เขาเข้าใจดีว่าหยางโหย่วหรงต้องการให้เขาช่วยดูแลเฉินเจียเฟิงกับเฉินเจียฉีที่ยังไม่กลับมา
หลังจากรถกระบะสองคันนั้นแล่นออกไปได้ไม่นาน
เฉินเจียฉีกับเฉินเจียเฟิงก็สะพายกระเป๋านักเรียนวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาพอดี
โรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก
ทั้งคู่เลยติดนิสัยกลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้านเป็นประจำ
พอวิ่งมาถึงหน้าร้าน ทั้งสองคนก็ถึงกับยืนอึ้งไปเลย
ได้แต่มองป้ายประกาศยึดของกลางด้วยความตกตะลึงอยู่นานสองนาน
“พี่! เราไม่ได้มาผิดซอยใช่ไหม?”
เฉินเจียเฟิงถามเสียงหลงด้วยความงุนงง
ส่วนเฉินเจียฉีร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก พุ่งเข้าไปทุบประตูร้านอย่างแรง!
“แม่! พ่อ!!”
ไม่มีเสียงตอบรับ เธอลุกลี้ลุกลนพยายามจะเอื้อมมือไปฉีกป้ายประกาศทิ้ง
“อย่าฉีกนะ!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงของคุณป้าร้านผลไม้ดังมาจากข้างหลัง
ทั้งสองหันไปมอง ก็เห็นร้านผลไม้ฝั่งตรงข้ามเก็บของหน้าร้านเกลี้ยง แถมยังแง้มประตูไว้แค่ครึ่งเดียว
คุณป้าร้านผลไม้กำลังกวักมือเรียกพวกเขายิก ๆ
“เร็วเข้า เข้ามานี่!”
สองพี่น้องรีบวิ่งเข้าไปในร้านผลไม้
คุณป้ารีบดึงตัวทั้งสองคนเข้ามา แล้วปิดประตูดังปังทันที
“ป้าหลิน เกิดอะไรขึ้นคะ? พ่อกับแม่หนูล่ะ?”
เฉินเจียฉีถามด้วยความร้อนใจ
“พวกเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์น่ะสิ เมื่อกี้พวกมันมาตรวจค้นบ้านหนู แล้วก็จับตัวพ่อแม่หนูไปแล้ว!”
“ป้าใหญ่ของหนูก็โดนจับไปด้วยนะ!”
คุณป้าค่อย ๆ อธิบายให้ฟัง
“แล้วพวกมันมาจับพ่อแม่ผมทำไม!?” เฉินเจียเฟิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที
“ป้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ได้ยินป้าใหญ่ของหนูตะโกนโวยวายตอนถูกจับว่า เรื่องนี้ตระกูลหลี่อยู่เบื้องหลังแน่ ๆ”
ระหว่างที่คุณป้ากำลังเล่า
เฉินเจียฉีก็รีบควักมือถือออกมากดโทรหาพ่อแม่รัว ๆ
แต่ปรากฏว่าโทรศัพท์ของทั้งคู่ปิดเครื่องไปแล้ว
ด้วยความร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก เฉินเจียฉีก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
“ทำยังไงดี? ทำยังไงดีคะ??”
ตอนนี้ในหัวเธอขาวโพลนไปหมด ทำอะไรไม่ถูกนอกจากกดโทรศัพท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คุณป้าหลินคนนี้เป็นคนดีทีเดียว เธอพยายามปลอบประโลมทั้งสองพี่น้องอย่างเต็มที่
“ใจเย็น ๆ ก่อนลูก ตอนนี้ยิ่งร้อนรนยิ่งคิดอะไรไม่ออก ลองนึกดูดี ๆ ซิว่าพวกหนูรู้จักใครอีกบ้างไหม?”
“คนที่พอจะช่วยพ่อแม่หนูได้น่ะ”
“พี่หมู่ไง!” จู่ ๆ เฉินเจียเฟิงก็ร้องลั่นขึ้นมา
“แล้วพี่หมู่ไปไหนล่ะ พี่เขาไม่ได้โดนจับไปด้วยใช่ไหม!?”
“เปล่าจ้ะ” คุณป้าหลินส่ายหน้า
เธอก็ตาลุกวาวขึ้นมาเหมือนกัน
“จริงด้วย พี่ชายหนูเป็นถึงแชมป์ศึกแรกที่แดนเหวเชียวนะ ต้องรู้จักคนใหญ่คนโตบ้างแหละ”
เฉินเจียฉีกดโทรศัพท์ไปร้องไห้ไป
“พี่หมู่ต้องไม่ปล่อยพวกมันไว้แน่!”
…
ณ ภัตตาคารอวิ๋นติ้ง
ภายในห้องอาหารส่วนตัวขนาดเล็กที่หรูหราแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น
หลี่หมู่ จางจือเหวย และลู่เฉินเฟิงกำลังนั่งดื่มฉลองกันอยู่
ซึ่งร้านอาหารแห่งนี้ จางจือเหวยก็เป็นคนจัดการจองให้เอง
ก็เพราะร้านนี้มันเป็นธุรกิจของครอบครัวเขานี่แหละ…
กลุ่มบริษัทตระกูลจางมีธุรกิจหลักอยู่สามอย่าง
คือ โลหะพลังงานสูง ยาบำรุงพลัง และธุรกิจร้านอาหาร
ลู่เฉินเฟิงเคยพูดติดตลกไว้ว่า
ข้างล่างก็ขุดของในแดนเหว ตรงกลางก็สูบเงินชาวบ้าน ข้างบนก็กอบโกยจากพวกนักรบ
กะจะรวบตึงไม่ให้ใครรอดเงื้อมมือกลุ่มบริษัทตระกูลจางไปได้เลย
ถึงธุรกิจทั้งสามด้านนี้จะไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
แต่พอเอามารวมกันและเกื้อหนุนกัน ก็ทำให้กลุ่มบริษัทตระกูลจางกลายเป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งและยากจะโค่นล้มลงได้
อาหารบนโต๊ะจัดเต็มชุดใหญ่ ราคาก็ไม่ต้องสืบ ส่วนเหล้าสามขวดนี้ก็เป็นของแรร์ที่คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยซ้ำ
ตอนแรกหลี่หมู่ก็กะว่าจะจิบเหล้าชิมรสชาติซะหน่อย
เพราะเขาเพิ่งจะอัปเกรด ‘ดื่มสุราเพิ่มฤทธิ์’ มาหมาด ๆ
แต่ใครจะไปคิดว่า แค่กระดกเหล้าลงคอไปอึกเดียว
หลี่หมู่ก็ถึงกับหน้าเหวอ!
เขาคำนวณมาหมดแล้ว แต่ดันพลาดไปเรื่องเดียว
วิชาดื่มสุราเพิ่มฤทธิ์ มันไม่ได้ช่วยเพิ่ม ‘คอทองแดง’ ให้เขาสักหน่อย
และตัวเขาเองก็…
คออ่อนสุด ๆ!
เหล้าเข้าปากไปแค่แก้วเดียว หลี่หมู่ก็รู้สึกตัวเบาหวิวเหมือนจะลอยได้แล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยิ่งดื่มบรรยากาศก็ยิ่งครึกครื้น
เหล้าตกถึงท้องไปสองแก้ว บรรยากาศระหว่างทั้งสามคนก็สนิทสนมกันมากขึ้นเยอะ
คุยเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
ลู่เฉินเฟิงเห็นหลี่หมู่คออ่อน ก็แอบวางแผนชั่ว กะจะมอมเหล้าหลี่หมู่ให้เมาแอ๋
แต่ก็โดนจางจือเหวยคอยกันท่าไว้ตลอด
พอกินกันจนได้ที่ จางจือเหวยก็หันไปถามหลี่หมู่
“ได้ข่าวว่านายเพิ่งได้เลื่อนยศเป็นขุนศึกหมาป่าหนุ่มเหรอ?”
“โอ้โห? หูไวดีนี่นา” หลี่หมู่แอบแปลกใจนิด ๆ
จางจือเหวยส่ายหน้ายิ้ม ๆ
“ความลับซะที่ไหนล่ะ พวกทหารกองหนุนหน้าใหม่ก็เห็นกันตั้งเยอะตั้งแยะ”
หลี่หมู่พยักหน้ารับ พลางถามต่อ
“แล้วพวกนายสองคนล่ะ ไม่คิดจะลงแดนเหวอีกเหรอ?”
ลู่เฉินเฟิงตบโต๊ะดังปัง
“ใครบอกไม่คิดล่ะ? ฉันตั้งใจจะลงไปอีกอยู่แล้ว! แค่สองวันนี้มัวแต่วุ่นเรื่องทะลุชั้นต่างหาก!”
“บอกตรง ๆ นะ ที่ฉันทะลุขึ้นระดับสามได้ ก็เพราะมอนสเตอร์พวกนั้นแหละ!”
“การต่อสู้จริงมันช่วยให้เข้าใจวิชาได้ทะลุปรุโปร่งกว่านั่งฝึกเองตั้งเยอะ!”
“พอได้ลองแล้วมันหยุดไม่ได้จริง ๆ โว้ย!”
“ถ้าให้นั่งฝึกเองเฉย ๆ คงช้าเป็นเต่าคลานแน่ พรุ่งนี้ฉันจะไปสมัครเป็นทหารกองหนุนเลย!”
“พ่อฉันบอกว่า ฉันเกิดมาเพื่อเป็นขุนศึก!”
ลู่เฉินเฟิงประกาศจุดยืนชัดเจน
จางจือเหวยยิ้มบาง ๆ
“ฉันก็เหมือนกัน”
ต่อให้หลี่หมู่ไม่พูด พวกเขาสองคนก็คงต้องเข้าเป็นทหารกองหนุนอยู่ดี มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
พ่อของลู่เฉินเฟิงเป็นถึงหัวหน้ากองปราบสาขาที่หนึ่ง
ตำแหน่งเป็นรองแค่ไป๋เถี่ยเวยคนเดียวเท่านั้น
ส่วนตระกูลจางของจางจือเหวย ธุรกิจหลักทั้งสามอย่างครอบคลุมกว้างขวางมาก
แต่ก็ไปต่อไม่ได้ไกลกว่านี้แล้ว เพราะขาดแบ็กอัปจากกองทัพจิ้นหยวนนั่นเอง
ทำไมพวกตระกูลหรือขุมอำนาจต่าง ๆ ถึงอยากจะยื่นมือเข้าไปในกองทัพจิ้นหยวนกันนักหนาล่ะ?
อย่างแรกเลย ก็เพื่อ ‘ผลประโยชน์’ ล้วน ๆ!
ผลประโยชน์ก้อนโตมหาศาล!
ถึงจะมีพวกนักรบรับจ้างทั่วไปลงไปล่ามอนสเตอร์ในแดนเหวอยู่บ้าง
แต่ทรัพยากรที่หามาได้ ก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ทหารกองทัพจิ้นหยวนกวาดต้อนมาได้
ไม่ว่าจะเป็นซากมอนสเตอร์ สมุนไพร คริสตัลพลังงาน โลหะ และอื่น ๆ อีกมากมาย
พวกทหารส่งของพวกนี้ให้กองทัพ เพื่อแลกกับแต้มผลงาน เพิ่มยศตำแหน่ง หรือแลกเป็นแต้มสมทบ เอาไปซื้อเสบียงทางทหารเพื่ออัปเกรดพลังให้ตัวเอง
ส่วนกองทัพจิ้นหยวนก็จะนำของพวกนี้ไปพัฒนา แปรรูป ผลิตเป็นยุทโธปกรณ์ แล้วแจกจ่ายกลับไปให้พวกทหารอีกที
ซึ่งกระบวนการพวกนี้แหละ ที่ซ่อนผลประโยชน์มหาศาลเอาไว้
แล้วใครจะเป็นคนแปรรูป ผลิตของพวกนี้ล่ะ?
โรงงานธรรมดา ๆ งั้นเหรอ?
ของพวกนี้มันเป็นยุทโธปกรณ์ทางทหารนะเว้ย ถ้ามีโรงงานของกองทัพอยู่แล้ว ก็ต้องให้โรงงานของกองทัพจัดการสิ
แต่ถ้าไม่มีโรงงานของกองทัพ ก็ต้องจ้างบริษัทระดับท็อปของประเทศมาผลิตให้แทน
และผลประโยชน์จากตรงนี้แหละ ที่ทำให้ทุกขุมอำนาจตาโตจนแทบคลั่ง!
แต่ถ้าอยากจะได้สิทธิ์ในการรับจ้างผลิตให้กองทัพจิ้นหยวน หรือแม้แต่ตั้งบริษัทร่วมทุนกับกองทัพล่ะก็
ถ้าไม่มีเส้นสายในกองทัพ ก็ฝันไปเถอะ!
ส่วนข้อที่สอง ก็คือ ‘พลังอำนาจ’ ของกองทัพ
ถ้าตระกูลไหนมีกองทัพคอยหนุนหลัง ต่อให้ไม่มีนักรบระดับท็อปอยู่ในตระกูลเลย
ก็ยังเชิดหน้าชูตาได้สบาย ๆ!
เพราะพวกกองทัพมักจะเกาะกลุ่มกันแน่นปึก ไม่มีใครกล้าลองดีกับพวกนี้ง่าย ๆ หรอก!
ทุกวันนี้ ตระกูลจางยังต้องพึ่งพาบารมีและความแข็งแกร่งของปู่จางจือเหวยเป็นเสาหลักอยู่
แต่ขืนหวังพึ่งเสาหลักต้นเดียวแบบนี้ต่อไป มันก็ไม่รอดอยู่ดี
จางจือเหวยนี่แหละ คือความหวังเดียวของกลุ่มบริษัทตระกูลจาง ที่จะใช้เบิกทางเข้าสู่กองทัพจิ้นหยวน!
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกันอย่างออกรส
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ทั้งสามคนเงียบลงทันที
“เข้ามา!” จางจือเหวยเอ่ยปากอนุญาต
ผู้จัดการร้านเดินยิ้มแย้มเข้ามา โค้งคำนับขอโทษอย่างสุภาพ
“ขออภัยที่มารบกวนเวลาส่วนตัวของคุณชายทั้งสองนะครับ”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับจางจือเหวย
“คุณชายครับ รองรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ หลี่เฉิงไฉ กับ รองผู้บัญชาการกองปราบ จ้าวจินเหอ...”
“พอดีท่านทั้งสองมากินข้าวที่ร้าน แล้วบังเอิญเห็นคุณชายเข้า ก็เลยอยากจะมาขอชนแก้วทักทายสักหน่อยน่ะครับ”
จางจือเหวยขมวดคิ้วมุ่นทันที
ลู่เฉินเฟิงเองก็บ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด “น่ารำคาญชะมัด!”
จ้าวจินเหอคนนี้ก็คือลูกน้องของพ่อเขานั่นแหละ เป้าหมายที่มาก็คงไม่พ้นมาประจบเขานี่แหละ
ส่วนรองรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์นั่น ยิ่งต้องรีบเข้ามาประจบจางจือเหวยใหญ่
เพราะเขาตั้งใจจะลงชิงตำแหน่งรัฐมนตรี การมีบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่ในมือ ย่อมเป็นแต้มต่อสำคัญ!
ใคร ๆ ก็รู้ว่าจางจือเหวยเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของตระกูลจาง
เขาคือแก้วตาดวงใจของตระกูล อยากได้ดาวได้เดือน พ่อแม่ก็หามาประเคนให้หมด ต่อให้เขาอยากจะขายบริษัททิ้ง พ่อแม่ก็คงยอม!
ทั้งสองคนหันไปมองหลี่หมู่เป็นตาเดียว
หลี่หมู่ยักไหล่แบบชิล ๆ “ฉันยังไงก็ได้ พวกเขาตั้งใจมาเกาะขาทองคำของพวกนาย ฉันจะไปขวางได้ยังไงล่ะ ขอหลบมุมเงียบ ๆ ละกัน”
พูดจบ หลี่หมู่ก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ทำตัวประหนึ่งว่า ‘เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉันนะ’
จางจือเหวยถึงได้ตอบตกลง “งั้นก็เชิญพวกเขาเข้ามาเถอะ”
ยังไงซะสองคนนั้นก็ถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จางจือเหวยไม่ใช่คนหยิ่งยโสโอหังอะไรขนาดนั้น
ไม่นาน ชายวัยกลางคนสองคนก็พาผู้ติดตามอีกหลายคนเดินเข้ามาในห้อง
พวกที่ตามมาก็ใส่ชุดเครื่องแบบข้าราชการเหมือนกัน ดูแล้วน่าจะมาจากหน่วยงานอื่น
ทุกคนเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ผมก็นึกว่าเมื่อกี้ตาฝาดไปเองซะอีก ที่แท้ก็คุณชายจางจริง ๆ ด้วย!”
หลี่เฉิงไฉ ชายหน้าเหลี่ยม ท่าทางภูมิฐาน ถือแก้วเหล้าเดินเข้ามาหัวเราะร่า ดูเป็นกันเองสุด ๆ
ส่วนจ้าวจินเหอก็พุ่งเป้าไปที่ลู่เฉินเฟิงทันที
“ฮ่าฮ่า คุณชายลู่ คุณก็… เอ๊ะ! คุณชายลู่ แขนคุณไปโดนอะไรมาครับ!? ไอ้สารเลวตัวไหนมันกล้าทำร้ายคุณเนี่ย?”
ลู่เฉินเฟิงหน้าตึงขึ้นมาทันที
“หุบปากไปเลย! ฉันเจ็บตัวจากการประลองเว้ย ไม่ใช่โดนใครทำร้าย”
จ้าวจินเหอหน้าเจื่อนไปนิด แต่ก็รีบฝืนยิ้มหัวเราะกลบเกลื่อน ไม่กล้าโกรธ
ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่านิสัยของลู่เฉินเฟิงเป็นยังไง ใคร ๆ ก็ชินแล้ว
จางจือเหวยลุกขึ้นยืนด้วยมารยาท แล้วยิ้มตอบ
“ไม่ทราบเลยครับว่าท่านรัฐมนตรีหลี่กับท่านรัฐมนตรีจ้าวก็อยู่ที่นี่ด้วย ขออภัยที่เสียมารยาทครับ ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองทานอยู่ห้องไหนครับ? มื้อนี้ผมขอเป็นเจ้ามือเองแล้วกัน”
“คุณชายจางช่างใจป้ำจริง ๆ พวกเราก็แค่แวะมาขอชนแก้วทักทายเฉย ๆ ไม่ทราบว่า…”
หลี่เฉิงไฉพูดพลางหัวเราะร่วน
การมีลูกน้องตามมาด้วย การใช้คำว่า ‘แวะมาขอชนแก้ว’ ก็ถือเป็นการรักษาหน้าอย่างหนึ่ง
และแค่การได้เข้ามาทักทายทำความรู้จักกับคุณชายแห่งตระกูลจาง ก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว
พวกลูกน้องที่เดินตามหลังมา ซึ่งปกติมักจะทำกร่างวางอำนาจไปทั่ว ตอนนี้กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ้าปากพูดแทรกเลยสักนิด
แต่ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็เหลือบไปเห็นอีกคนที่นั่งอยู่ริมกำแพง
พอเพ่งมองจนเห็นว่าเป็นหลี่หมู่ หลี่เฉิงไฉกับจ้าวจินเหอก็ตกใจจนตาค้าง
“ท่าน… ท่านขุนศึกหลี่!”
“โอ๊ยยย ต้องขออภัยจริง ๆ ครับ ผมนี่มันตาถั่วจริง ๆ! ถึงมองไม่เห็นท่านขุนศึกหลี่นั่งอยู่ตรงนี้!”
“ต้องขอประทานโทษด้วยครับ!”
หลี่เฉิงไฉรีบโค้งคำนับขอโทษปะหลก ๆ ด้วยความหวาดหวั่น
การกระทำนี้ทำเอางงกันเป็นแถบ ๆ ทั้งจางจือเหวย ลู่เฉินเฟิง
รวมถึงตัวหลี่หมู่เองก็ด้วย
“พวกคุณรู้จักผมด้วยเหรอ?”
หลี่เฉิงไฉยิ้มกว้างจนหน้าบาน!
“โธ่เอ๊ย ต้องรู้จักสิครับ ก็เราเคยเจอกันในงานเลี้ยงของท่านรองผู้บัญชาการหวังไงล่ะครับ!”