แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 68 วิชาห่วย ๆ แบบนี้ เขียนใหม่เลยได้ไหม?
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 68 วิชาห่วย ๆ แบบนี้ เขียนใหม่เลยได้ไหม?
ผู้ช่วยหลิวหันกลับมาเชิญหลี่หมู่เข้าไปข้างในทันที
ความจริงหลี่หมู่ก็แค่มารายงานตัว ไม่ได้คิดจะเข้าไปกวนเวลาประชุมของพวกเขาหรอก
แค่บังเอิญเจอผู้ช่วยหลิว ก็เลยถามว่าหัวหน้าซ่งกับคนอื่น ๆ อยู่ไหน
ใครจะไปคิดว่าผู้ช่วยหลิวจะพาเขาเดินดุ่ม ๆ เข้ามาในห้องประชุมเลยล่ะ
ก็เพราะหัวหน้าซ่งกับศาสตราจารย์สวีเคยกำชับเอาไว้แล้วไง ว่าถ้าเป็นหลี่หมู่มาหา ไม่ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ก็ต้องรีบมารายงานทันที
หรือถ้าไม่ได้กำลังประชุมอยู่ ก็ให้พาเข้ามาพบได้เลย ไม่ต้องรอให้รายงาน
พอหลี่หมู่ก้าวเข้ามาในห้อง ก็เห็นพวกระดับหัวกะทิของแผนกวิจัยวิชานั่งกันอยู่เต็มห้อง ยี่สิบสามสิบคนได้
ทุกคนพอเห็นว่าเป็นหลี่หมู่ ก็ต่างพากันส่งยิ้มให้
หัวหน้าซ่งถึงกับลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ฮ่าฮ่าฮ่า บอกตามตรงนะ เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะนึกถึงเธออยู่เลย!”
อันนี้เขาพูดจริงไม่ได้โม้
และไม่ใช่แค่เขาคนเดียวด้วย
เมื่อกี้พอมีคนพูดว่า ถ้าเบื้องบนต้องการให้ปรับปรุง ‘หลิวหยุนสามสั่น’ ละก็ พวกเขาคงส่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซไปให้ได้สบาย ๆ
เพราะพวกเขาเริ่มลงมือปรับปรุงคู่มือวิชานี้กันไปบ้างแล้ว
และทุกครั้งที่พูดถึงหลิวหยุนสามสั่น ก็อดนึกถึงหลี่หมู่ไม่ได้
อัจฉริยะที่สามารถยกระดับหลิวหยุนสามสั่น ให้กลายเป็นหลิวหยุนหกสั่นได้
“ใจตรงกันเลยนะครับเนี่ย”
“ผมมาคราวนี้ก็มีภารกิจติดตัวมาด้วย”
“เอ่อ… หวังว่าคงไม่ได้มากวนเวลาประชุมของทุกคนนะครับ”
หลี่หมู่ยิ้มทักทาย ก่อนจะกล่าวขอโทษอย่างมีมารยาท
“ฮ่าฮ่าฮ่า ประชุมอะไรก็ไม่สำคัญเท่าเธอหรอก! มานั่งนี่สิ!”
ศาสตราจารย์สวีหัวเราะร่วน พลางตบเก้าอี้ข้าง ๆ ตัวเอง
เป็นเชิงบอกให้หลี่หมู่มานั่งตรงนี้
ผู้ช่วยหลิวได้แต่ยืนมองด้วยความทึ่ง
ต้องเป็นหลี่หมู่เท่านั้นแหละ ที่ทำให้ศาสตราจารย์สวีออกอาการปลื้มปริ่มได้ขนาดนี้
เก้าอี้ข้างศาสตราจารย์สวี ไม่ใช่ใครคิดจะนั่งก็นั่งได้นะ
หลี่หมู่กล่าวขอบคุณตามมารยาท แล้วก็นั่งลง
หัวหน้าซ่งถามด้วยรอยยิ้ม
“เมื่อกี้เธอบอกว่ามีภารกิจติดตัวมาด้วย ภารกิจอะไรล่ะ?”
“ท่านรองผู้บัญชาการหวังให้ผมมารายงานตัวรับตำแหน่งที่ปรึกษาของแผนกวิจัยวิชาน่ะครับ”
“เลยให้มาถามดูว่า แผนกเรายังขาดคนอยู่หรือเปล่า”
หลี่หมู่ตอบ
“ขาดสิ! ขาดอย่างแรงเลยล่ะ! ตำแหน่งอื่นไม่ขาด แต่ขาดตำแหน่งของเธอคนเดียวเลยแหละ!”
หัวหน้าซ่งตบมือฉาดใหญ่ด้วยความดีใจ!
ศาสตราจารย์สวีก็ยิ้มหน้าบาน
ก่อนหน้านี้พวกเขาพยายามชวนหลี่หมู่มาก๊งเหล้า เพื่อจะตะล่อมให้มาทำงานด้วยกัน แต่หลี่หมู่ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง
ไม่คิดเลยว่ารองผู้บัญชาการหวังจะไปเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ!
ยอมมาทำงานเป็นที่ปรึกษาให้แผนกวิจัยวิชาเหรอเนี่ย?
นี่มันลาภลอยชัด ๆ!
พวกระดับหัวหน้าคนอื่น ๆ ในห้องก็พากันยิ้มแก้มปริ เอ่ยปากต้อนรับกันเกรียวกราว
“ฮ่าฮ่า เรื่องตำแหน่งเอาไว้ก่อน”
“เรามาประชุมกันให้เสร็จก่อนดีกว่า!”
หลังจากแสดงความดีใจเสร็จ หัวหน้าซ่งก็เอื้อมมือไปตบไหล่หลี่หมู่เบา ๆ
หลี่หมู่พยักหน้ารับ แล้วก็นั่งฟังอย่างว่าง่าย
“ไหน ๆ เธอก็มาแล้ว งั้นฉันขอสรุปเรื่องที่เราเพิ่งคุยกันไปเมื่อกี้ให้ฟังคร่าว ๆ แล้วกันนะ”
หัวหน้าซ่งอธิบายเรื่องภารกิจการปรับปรุงคู่มือวิชาให้หลี่หมู่ฟัง
กลัวหลี่หมู่จะไม่เข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้
ก็เลยต้องอธิบายเรื่องโครงสร้างสายการบังคับบัญชาของกองทัพให้ฟังด้วย
คำสั่งคราวนี้ ส่งตรงมาจากกองบัญชาการทหารสูงสุดประจำเขตชายแดนเหนือ
เขตชายแดนเหนือ ประกอบไปด้วยสามเมืองใหญ่
เรียกกันว่า ‘สามเมืองชายแดนเหนือ’
เมืองเถี่ยโส่วที่พวกเขาอยู่ตอนนี้
เมืองหลินหยวนที่ใหญ่กว่าหน่อย และเมืองที่ใหญ่ที่สุดก็คือเมืองเสวียเหอ
กองบัญชาการทหารสูงสุดเขตเหนือ ตั้งอยู่ที่เมืองเสวียเหอ
มีหน้าที่ควบคุมดูแลแผนกวิจัยวิชาของกองทัพทั้งสิบเขตในสามเมืองนี้
รวมไปถึงสถาบันวิจัยวิชาทั้งหมดในเขตเมืองด้วย
กองทัพจิ้นหยวนเขตหมิงจูที่หลี่หมู่สังกัดอยู่ เป็นกองทัพที่รั้งท้ายในบรรดากองทัพทั้งสิบเขต
ดังนั้น ผู้บัญชาการใหญ่จึงกดดันลงมาหนักมาก
หวังว่าคราวนี้จะสามารถสร้างผลงานชิ้นโบแดง เพื่อกู้หน้าและสร้างชื่อเสียงให้กองทัพจิ้นหยวนเขตหมิงจูในสายตากองบัญชาการทหารสูงสุดได้บ้าง
หลี่หมู่นั่งฟังอย่างตั้งใจ พลางสังเกตปฏิกิริยาของคนอื่น ๆ ในห้องไปด้วย
หลังจากฟังจบ เขาก็เอ่ยขึ้นว่า
“หัวหน้าซ่งครับ ท่านผู้บริหารทุกท่าน ผมเป็นแค่ที่ปรึกษาหน้าใหม่”
“ไม่ค่อยรู้เรื่องระบบการทำงานของแผนกวิจัยวิชาเท่าไหร่ แถมพวกข้อมูลลับก็ไม่เคยรู้”
“เพราะงั้น ขออนุญาตถามคำถามโง่ ๆ สักคำถามนะครับ”
ศาสตราจารย์สวียิ้มตอบ “ไม่เป็นไรหรอก! คิดอะไรออกก็พูดมาเลย! ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถาม!”
อารมณ์เหมือนตาแก่กำลังบอกว่า ‘มีฉันคอยหนุนหลังอยู่ จะทำอะไรก็เต็มที่เลยไอ้หลาน!’
“ผมอยากรู้ว่า ไอ้ยอดการปรับปรุง 5% ที่เบื้องบนสั่งมาเนี่ย”
“สำหรับแผนกของเราแล้ว มันยากขนาดไหนครับ?”
นี่คือสิ่งที่หลี่หมู่สงสัยที่สุด เมื่อก่อนเขาเป็นแค่นักเรียน
เรื่องการปรับปรุงคู่มือวิชามันไกลตัวเขามาก
“ยากมาก!”
หัวหน้าซ่งตอบเสียงเครียด
ศาสตราจารย์สวีค่อย ๆ อธิบายให้ฟัง
“คู่มือวิชา มันไม่เหมือนกับหินวิญญาณที่บันทึกความเข้าใจของคนสร้างนะ”
“หินวิญญาณแต่ละก้อน ถึงจะมาจากวิชาเดียวกัน แต่ก็อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันบ้าง แต่มันก็ทำให้นักรบสามารถซึมซับความเข้าใจได้โดยตรง”
“แต่คู่มือวิชามันต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน”
“ผ่านการปรับปรุงแก้ไขจากยอดฝีมือรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนออกมาเป็นรูปแบบอย่างที่เห็น”
“และวิชาหนึ่งวิชา มันก็มีความเชื่อมโยงกันเป็นระบบ แตะตรงนั้นก็สะเทือนถึงตรงนี้”
“เวลาจะปรับปรุง ก็ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ห้ามทำลายโครงสร้างเดิมของวิชาเด็ดขาด”
“ไม่งั้น วิชาจะรวน แล้วก็ฝึกไม่ได้”
“ดังนั้น การแก้ไขคู่มือวิชา แค่ไม่ทำให้มันแย่ลงก็ถือว่าเก่งแล้ว”
“แล้วค่อยมาคิดเรื่องพัฒนาให้ดีขึ้นทีหลัง”
พอได้ฟังคำอธิบาย หลี่หมู่ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
“ในเมื่อตอนนี้ผมก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนกวิจัยวิชาแล้ว”
“เดี๋ยวพอเลิกประชุม รบกวนขอหินวิญญาณวิชาดาบสักก้อน กับคู่มือวิชาเล่มนั้นให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”
หลี่หมู่เพิ่งจะพูดจบ
หัวหน้าซ่งก็ล้วงของสองอย่างออกมาวางแหมะลงบนโต๊ะ
“จะรอให้เลิกประชุมทำไมล่ะ? นี่ไง มีพร้อมเลย”
“ถ้าเธอไม่ได้รีบไปไหน ก็ลองทำความเข้าใจหินวิญญาณ แล้วอ่านคู่มือดูตอนนี้เลยสิ”
“พวกเรามีเวลาเหลือเฟือ นั่งรอเธอได้สบายมาก”
เขารอให้หลี่หมู่พูดประโยคนี้มานานแล้ว
รู้ไหมทำไมคนในแผนกวิจัยวิชาถึงได้ยกย่องหลี่หมู่เป็นอัจฉริยะนักหนา?
ก็เพราะหลังจากที่พวกเขาลองไปสืบประวัติของหลี่หมู่ดู
ก็พบว่า หลี่หมู่เพิ่งจะได้เรียน ‘หลิวหยุนสามสั่น’ ก่อนจะเข้าค่ายฝึกแค่วันเดียวเอง
พอวันต่อมา ก็เอา ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ ไปฟาดขาครูฝึกจนหักซะแล้ว
นี่มันหมายความว่าไงล่ะ?
หมายความว่าในโลกของอัจฉริยะ เรื่องเวลาไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจอันลึกซึ้งที่เขามีต่อวิชานั้น ๆ ต่างหาก!
สำหรับหลี่หมู่ การทำความเข้าใจวิชาแค่ 1 วินาที กับ 1 เดือน มันให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันเลย
สรุปก็คือ
โลกของอัจฉริยะ คนธรรมดาอย่างพวกเราไม่มีวันเข้าใจหรอก
“ใช่ ๆ พวกเราไม่รีบ”
“ถือโอกาสนี้พวกเราจะได้ช่วยคุ้มกันให้เธอตอนทำความเข้าใจวิชาไปด้วยเลย!”
คนอื่น ๆ ก็รีบผสมโรงสนับสนุน ทำท่าเหมือนจะกะเกณฑ์ให้หลี่หมู่เรียนวิชานี้ให้ได้ ไม่งั้นไม่ให้ออกนอกห้อง
หลี่หมู่ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ หยิบหินวิญญาณกับคู่มือวิชาดาบบนโต๊ะมาดู
คู่มือวิชาบางเฉียบ
น่าจะมีเนื้อหาแค่ไม่กี่หมื่นคำเท่านั้น
ข้างในมีรูปภาพอธิบายการเดินลมปราณและเส้นชีพจรตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายประกอบอยู่ด้วย
หลี่หมู่เห็นแล้วก็แอบขำ นึกถึงพวกคัมภีร์วิทยายุทธ์ในหนังกำลังภายในเลย
วิชานี้ชื่อว่า 《เพลงดาบใบไม้ร่วง》
เป็นวิชาระดับพื้นฐาน
จุดเด่นของวิชานี้คือ ‘ความเร็ว’ เน้นการโจมตีอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว เพื่อใช้การรุกแทนการรับ
เป็นวิชาสายดาบที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักรบ
“เพลงดาบใบไม้ร่วง อัตราการซึมซับสูงสุดตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 25% เท่านั้นแหละ”
“ถือว่าเป็นคู่มือวิชาที่ทำผลงานได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ แล้วนะ”
ศาสตราจารย์สวีอธิบาย
อัตราการซึมซับ 25%
ก็หมายความว่า ถ้านักรบอ่านคู่มือเล่มนี้ แล้วฝึกตาม จะสามารถดึงพลังของเพลงดาบใบไม้ร่วงออกมาได้แค่ 25% ของพลังที่แท้จริงจากหินวิญญาณเท่านั้น
และนี่คือสถิติที่สูงที่สุดแล้วนะ
ถ้าเอาค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปมาคิด ก็คงอยู่แค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
หลี่หมู่ตั้งใจอ่านคู่มือวิชาอย่างละเอียดจนจบเล่ม
จากนั้นก็บีบหินวิญญาณในมือให้แตก แล้วเริ่มทำความเข้าใจเพลงดาบใบไม้ร่วง
เคล็ดเซียนสวรรค์ระดับรอง ช่วยเพิ่มความเข้าใจในวิชานี้ให้เขาล่วงหน้าไปถึงร้อยปี!
ทำให้หลังจากทำความเข้าใจเสร็จ หลี่หมู่ก็เข้าถึงแก่นแท้ของวิชานี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง!
ต่อให้ต้องอธิบายเป็นคำพูด หลี่หมู่ก็สามารถใช้คำพูดที่สั้นกระชับและตรงจุดที่สุด เพื่อถ่ายทอดความลึกซึ้งของวิชานี้ออกมาได้
พูดง่าย ๆ ก็คือ
เพลงดาบใบไม้ร่วงในมือของหลี่หมู่ตอนนี้ มันกลายเป็นวิชาระดับสูงไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าหลี่หมู่จะเขียนคู่มือวิชาเล่มนี้ขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าต้องมีรายละเอียดเชิงลึกบางส่วนที่อธิบายไม่ได้ และต้องสูญหายไประหว่างการเขียน
แต่มันก็เป็นแค่การดร็อปจากวิชาระดับสูง กลับลงมาเป็นวิชาระดับพื้นฐานเท่านั้นแหละ
สิบกว่านาทีต่อมา หลี่หมู่ก็ลืมตาขึ้น
เขาหยิบสมุดคู่มือวิชาเพลงดาบใบไม้ร่วงขึ้นมาดูอีกครั้ง
หัวหน้าซ่งกับคนอื่น ๆ นั่งเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง
ทุกคนจับจ้องไปที่หลี่หมู่เป็นตาเดียว กลัวจะไปขัดจังหวะความคิดของเขา
หลี่หมู่เปิดดูคู่มือวิชาอยู่พักใหญ่
หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบได้
เขาเงยหน้าขึ้นถามหัวหน้าซ่ง
“เอ่อ… การปรับปรุงเพลงดาบใบไม้ร่วงเนี่ย จำเป็นต้องยึดตามโครงสร้างของคู่มือเล่มนี้เป็นหลักหรือเปล่าครับ?”
หัวหน้าซ่งกับคนอื่น ๆ ถึงกับทำหน้างง
“หมายความว่าไง…?”
หลี่หมู่เบ้ปาก พลิกคู่มือวิชาให้ดูสองสามหน้า แล้วพูดว่า
“ผมหมายความว่า เราตัดไอ้พวกกาก ๆ นี่ทิ้ง แล้วเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งเล่มเลยได้ไหม??”