แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 67 แรงกดดันของแผนกวิจัยวิชา
พอได้ยินเสียงประกาศ หลี่หมู่ก็อึ้งไปเลย!
เขาแค่อยากจะมาทดสอบเพื่อเอาใบรับรองพรสวรรค์ เผื่อจะเอาไปใช้เป็นข้ออ้างอะไรได้บ้าง
แต่ทำไมพรสวรรค์ของเขาถึงเลื่อนระดับขึ้นมาได้ล่ะเนี่ย??
หรือว่าหวังหลงเฉิงจะแอบเล่นตุกติก?
จงใจปลอมแปลงข้อมูลให้เขาเป็นพรสวรรค์ระดับ D งั้นเหรอ?
เป็นไปไม่ได้!
ข้อมูลการปลุกพรสวรรค์มันอยู่ในฐานข้อมูลระดับชาติ ไม่มีทางทำปลอมได้หรอก
ต่อให้เป็นหวังหลงเฉิง หรือแม้แต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเอง ก็ทำไม่ได้
หลี่หมู่รีบดึงมือกลับ
แล้วส่งจิตวิญญาณเข้าไปในห้วงความรู้เพื่อตรวจสอบพรสวรรค์ของตัวเอง!
และก็จริงด้วย! พรสวรรค์ในตัวเขาเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ!
จากที่เคยเป็นระดับ F ‘โจมตีหนัก’
ซึ่งมีคุณสมบัติ [การโจมตีจะสร้างความเสียหายเพิ่มเติม 2% ของความแข็งแกร่งของพลังปราณ]
ที่ผ่านมา คุณสมบัติของพรสวรรค์นี้มันแทบจะไร้ประโยชน์สำหรับเขาเลย
บางคนอาจจะคิดว่า การเพิ่มความเสียหายเป็นเปอร์เซ็นต์มันเจ๋งมาก
เดี๋ยวพอเก่งขึ้น พลังมันก็จะทวีคูณตามไปด้วย
แต่พรสวรรค์ระดับ S ‘อสนีบาตเก้าชั้นฟ้า’ ที่หลี่หมู่เคยมีน่ะ
มันมีคุณสมบัติถึงหกอย่าง!
และหนึ่งในนั้นก็คือ [การโจมตีจะสร้างความเสียหายสายฟ้าเพิ่มเติม 30% ของความแข็งแกร่งของพลังปราณ!]
2% เทียบกับ 30%
ประสิทธิภาพโดยรวมเทียบได้แค่หนึ่งในหกเท่านั้น!
นี่แหละคือเหตุผลที่หลี่หมู่แค้นตระกูลหลี่เข้ากระดูกดำ!
แต่ตอนนี้ พรสวรรค์ของหลี่หมู่เปลี่ยนเป็น ‘โจมตีหนักขั้นกว่า’ แล้ว
เป็นพรสวรรค์ระดับ D ที่มีคุณสมบัติสองอย่าง
[การโจมตีจะสร้างความเสียหายเพิ่มเติม 5% ของความแข็งแกร่งของพลังปราณ]
[เมื่อใช้อาวุธโจมตี พลังเจาะเกราะจะเพิ่มขึ้น 5%]
เป็นการเพิ่มพลังโจมตีและเจาะเกราะที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
ถ้าไปตกอยู่ในมือเด็กนักเรียนทั่วไป มันก็คงจะงั้น ๆ
แต่สำหรับหลี่หมู่ที่มีทั้งวิชาเทพศัสตรา วิชาแบกภูเขา เพลงดาบตัดเหล็ก หลิวหยุนเงาพริ้ว และวิชาอื่น ๆ คอยหนุนหลังอยู่แล้วล่ะก็
คุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้ มันคือความรุนแรงและป่าเถื่อนแบบเพียว ๆ!
แต่หลี่หมู่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี!
ทำไมล่ะ?
ทำไมพรสวรรค์ถึงเปลี่ยนจากระดับ F เป็นระดับ D ได้?
พรสวรรค์สายเติบโตงั้นเหรอ?
ในขณะที่หลี่หมู่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
ระบบก็เด้งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา
[เคล็ดเซียนสวรรค์ทุก ๆ การเลื่อนระดับหนึ่งขั้น พรสวรรค์จะเติบโตขึ้นสองระดับ]
[เคล็ดเซียนสวรรค์แบ่งออกเป็นระดับไร้ระดับ ระดับรอง ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง]
หลี่หมู่ถึงกับตะลึงงัน
เคล็ดเซียนสวรรค์มันเจ๋งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย??
ถึงขนาดเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ของตัวเองได้เลย…
แต่พอคิดได้แบบนั้น หลี่หมู่ก็แอบด่าตัวเองในใจว่าโง่จริง ๆ
แค่เคล็ดเซียนสวรรค์ระดับรอง ก็สามารถดูดกลืนวิชากำลังภายในอะไรก็ได้ในโลกนี้มาเป็นอาหารบำรุงตัวเองได้ตั้งสามวิชาแล้ว!
ถ้าอัปเกรดไปจนถึงระดับสูง การเปลี่ยนพรสวรรค์มันจะเป็นเรื่องยากอะไร?
นี่คงเป็นการปรับสมดุลของระบบล่ะมั้ง
เพื่อให้การครอบครองฤทธิ์มหาเทพทั้งหลายแหล่ในโลกไฮวูนี้ดูสมเหตุสมผลมากขึ้น
หลี่หมู่ลองคำนวณในใจดู
ระดับไร้ระดับคือ F ระดับรองคือ D ระดับต่ำก็ต้องเป็น B ระดับกลางคือ S แล้วถ้าระดับสูงล่ะ… จะไม่ปาไป SSS เลยเหรอ??
เชี่ยเอ๊ย!
ในขณะที่หลี่หมู่กำลังช็อกอยู่
เจ้าหน้าที่สองคนนั้นก็อ้าปากค้างตาเหลือกไปแล้วเหมือนกัน
เพราะข้อมูลของหลี่หมู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ถูกอัปเดตอัตโนมัติเรียบร้อยแล้ว
พรสวรรค์ระดับ D สายเติบโต
พรสวรรค์สายเติบโต การที่มันมีระบุไว้ในระบบ ก็แสดงว่าในอดีตต้องเคยมีคนมีพรสวรรค์แบบนี้มาก่อนแน่ ๆ
แต่จะมีกี่คน และเป็นใครบ้างนั้น ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะรู้ได้
ทั้งสองคนรีบทำเรื่องรายงานขึ้นไปตามระเบียบทันที
หลี่หมู่เองก็รีบต่อสายหาหวังหลงเฉิงเป็นคนแรก
อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังอย่างคร่าว ๆ
เสียงของหวังหลงเฉิงที่ปลายสายดังลั่นขึ้นมาทันที!
“อะไรนะ!?”
หลี่หมู่เลยต้องพูดทวนอีกรอบ
“ระดับ D ตอนนี้น่าจะอัปเดตในระบบทะเบียนพรสวรรค์เรียบร้อยแล้วครับ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยมเลย!!”
หวังหลงเฉิงระเบิดหัวเราะลั่น
คนนอกอาจจะไม่เข้าใจว่าหวังหลงเฉิงหัวเราะทำไม
แต่เขากับหลี่หมู่รู้กันดี ว่านี่มันมีความสำคัญกับหลี่หมู่มากขนาดไหน
“เรื่องที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง!”
“เธอไม่ต้องไปป่าวประกาศให้ใครรู้หรอก จะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ!”
หวังหลงเฉิงกำชับ
“ครับ ลุงหวัง มีอีกเรื่องนึงครับ”
“หืม?”
“ผมอยากจะขอ… รับตำแหน่งทหารน่ะครับ ไม่รู้ว่าลุงหวังพอจะจัดหาให้ได้ไหม”
หลี่หมู่คิดไปคิดมา เรื่องนี้ควรจะบอกหวังหลงเฉิงตรง ๆ ไปเลยดีกว่า
“โอ้?”
หวังหลงเฉิงชะงักไปนิด ก่อนจะเข้าใจจุดประสงค์อย่างรวดเร็ว
“ไอ้หนูเอ๊ย อยากจะพาแม่เข้าไปอยู่ในเขตครอบครัวทหารล่ะสิ?”
“จริง ๆ ผมก็แค่อยากจะรับใช้กองทัพบ้างน่ะครับ…”
“ตอแหล! งั้นถ้าฉันหาตำแหน่งทหารที่ต้องเข้าเวรประจำให้ เธอจะเอาไหมล่ะ?”
หวังหลงเฉิงด่ากลั้วหัวเราะ
“แฮะ ๆ ไม่เอาครับ” หลี่หมู่ตอบกลับแบบไม่ต้องคิด
เขาแค่อยากจะได้ชื่อว่ามีตำแหน่ง แต่ไม่อยากไปนั่งทำงานงก ๆ หรอกนะ
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เธอไปหาหัวหน้าซ่ง ขอตำแหน่งที่ปรึกษาในแผนกวิจัยวิชาก็แล้วกัน”
“ทั้งสบาย แถมยังมีหน้ามีตา ถ้าเกิดเธอเกิดปิ๊งไอเดียวิชาเจ๋ง ๆ ขึ้นมา”
“การจะสร้างผลงานที่นั่น มันก็ง่ายกว่าเยอะ”
หวังหลงเฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจส่งหลี่หมู่ไปแผนกวิจัยวิชา
คนอื่น ๆ อาจจะต้องคิดหัวแทบแตกว่าจะสร้างผลงานยังไง จะทำอะไรได้บ้าง
แต่สำหรับหลี่หมู่ การจะสร้างผลงาน เขาแค่ต้องเลือกว่า ‘อยาก’ จะทำอะไรแค่นั้นแหละ!
เพราะหวังหลงเฉิงรู้สึกว่า ต่อให้ส่งหลี่หมู่ไปเป็นครูฝึกหรือหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย
หลี่หมู่ก็คงหาทางสร้างผลงานได้ชิล ๆ อยู่ดี
แต่ตำแหน่งพวกนั้นมันผูกมัดเกินไป หลี่หมู่คงไม่เอาด้วยหรอก
“ได้เลยครับ!”
หลี่หมู่วางสาย แล้วมุ่งหน้าไปรายงานตัวที่แผนกวิจัยวิชาทันที
ณ แผนกวิจัยวิชา
หัวหน้าซ่งกับศาสตราจารย์สวีและคนอื่น ๆ กำลังประชุมกันอยู่อีกแล้ว
แต่การประชุมของพวกเขานั้น แตกต่างจากการประชุมไร้สาระในออฟฟิศทั่วไป
เพราะเป็นการประชุมที่ถกเถียงกันในประเด็นสำคัญจริง ๆ
บรรยากาศในห้องประชุมตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียด
หัวหน้าซ่งอัดควันบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะพ่นออกมา
ปล่อยให้ม่านควันบดบังใบหน้าของเขาไว้
แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ความสำคัญของการปรับปรุงเอกสารคู่มือวิชาสายดาบ คงไม่ต้องให้ฉันพูดย้ำอีกแล้วนะ”
“คราวนี้กองบัญชาการทหารสูงสุด สั่งการลงมาถึงกองทัพทั้งสิบเขตในสามเมืองเลยทีเดียว”
“ต้องพัฒนาให้ได้อย่างน้อย 5%!”
สิ้นเสียงหัวหน้าซ่ง เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วห้องประชุมทันที
“5%? นี่มันบีบบังคับกันชัด ๆ!”
“คู่มือวิชาสายดาบมันตันมาห้าปีแล้วนะ ไม่มีใครพัฒนาต่อได้เลย”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงได้มาเรียกร้องเอาตอนนี้?”
“นั่นสิ ถ้าเป็นวิชาสายพลอง อย่างน้อยปีนี้พวกเราก็คงส่งผลงานชิ้นโบแดงจากการปรับปรุงวิชาหลิวหยุนสามสั่นได้แน่ ๆ”
ทุกคนต่างก็มีสีหน้าหนักใจ
หัวหน้าซ่งถอนหายใจยาว
“เฮ้อ สถิติจากสถาบันวิจัยวิชาแห่งชาติระบุว่า อัตราการเสียชีวิตของนักรบสายดาบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา”
“เบื้องบนของสถาบันวิจัยวิชาแห่งชาติถึงกับตบโต๊ะสั่งการลงมา กองบัญชาการทหารสูงสุดเลยโดนกดดันหนักมาก”
สถาบันวิจัยวิชาแห่งชาติ
คือหน่วยงานสูงสุดที่ดูแลทั้งเรื่องการทหารและการเมือง
ถือเป็นองค์กรระดับสูงสุดในแวดวงวิชาการต่อสู้ของประเทศจีนเลยทีเดียว
อัตราการเสียชีวิตของนักรบ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะปัญหาจากวิชานี่แหละ
กองบัญชาการทหารสูงสุด ก็คือหน่วยงานวิจัยวิชาของกองทัพจิ้นหยวน ที่ขึ้นตรงต่อสถาบันวิจัยวิชาแห่งชาตินั่นเอง
วิชาการต่อสู้นั้น นอกจากจะอยู่ในรูปแบบของ ‘หินวิญญาณ’ ที่ถ่ายทอดจากยอดฝีมือโดยตรงแล้ว
ก็ยังมีในรูปแบบของ ‘คู่มือวิชา’ ที่เขียนอธิบายวิธีการฝึกฝนไว้เป็นเล่ม ๆ ด้วย
แต่วิชาพวกเนี้ย มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความเข้าใจ มากกว่าการอธิบายด้วยคำพูด
การหลอมรวมความเข้าใจทั้งหมดลงในหินวิญญาณ จะช่วยให้คนฝึกสามารถสัมผัสถึงแก่นแท้ของวิชาได้อย่างสมบูรณ์
แต่การอธิบายเป็นตัวหนังสือ มันยากที่จะถ่ายทอดความลึกซึ้งเหล่านั้นออกมาได้หมด
แต่ปัญหาก็คือ หินวิญญาณมันผลิตได้น้อยมาก
ยิ่งเป็นวิชาระดับสูง ก็ยิ่งผลิตยาก
ทำให้ราคาของหินวิญญาณแพงหูฉี่ ต่อให้เป็นแค่วิชาระดับพื้นฐาน ก็ยังปาเข้าไปตั้งหลายหมื่นหยวนแล้ว
คนทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อหรอก
อย่างวิชาหลิวหยุนสามสั่น ในหมู่นักรบสายทวนและกระบอง
ยังมีคนใช้ไม่ถึง 40% เลย ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีเงินซื้อนะ
แต่มันผลิตไม่ทันความต้องการต่างหากล่ะ!
ของขาดตลาดสุด ๆ
ดังนั้น การพัฒนาคู่มือวิชาให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ จึงเป็นความท้าทายที่สถาบันวิจัยวิชาแห่งชาติพยายามอย่างหนักมาตลอด
เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่มีคนสามารถตีความคู่มือวิชาได้แตกฉาน
มันก็เท่ากับว่านักรบสายนั้น ๆ จะได้เรียนวิชานั้นฟรี ๆ กันทุกคนเลย!
ก็ค่าพิมพ์หนังสือมันจะไปกี่บาทกันเชียว?
แจกฟรีคนละเล่มยังได้เลย!
แต่ถึงแม้จะมีการปรับปรุงและพัฒนาคู่มือวิชามาโดยตลอด
ตอนนี้คู่มือวิชาที่ยอดเยี่ยมที่สุด ก็ยังให้ผลลัพธ์ได้แค่ 30% ของหินวิญญาณเท่านั้น
แถมยังต้องอาศัยนักรบที่มีพรสวรรค์และความเข้าใจสูงด้วยนะ
ถ้าเป็นพวกหัวทึบ เข้าใจได้แค่ 10% ก็ถือว่าเก่งแล้ว
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
หัวหน้าซ่งและคนอื่น ๆ ขมวดคิ้วมุ่นทันที
“เข้ามา!”
ผู้ช่วยหลิวผลักประตูเข้ามา แล้วรีบกระซิบรายงาน
“หัวหน้าครับ หลี่หมู่มาขอพบครับ”
ตอนแรกทุกคนในห้องก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์ เพราะปกติแล้วห้ามใครรบกวนเวลาประชุมของแผนกวิจัยวิชาเด็ดขาด
แต่พอได้ยินชื่อ ‘หลี่หมู่’
สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายลงทันที!
หัวหน้าซ่งถึงกับยิ้มออก
“รีบเชิญเขาเข้ามาเลย”