แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 72 ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
คำพูดของไป๋เถี่ยเวยนั้นฟังดูอบอุ่นและเป็นกันเองมาก
แถมยังกุมมือหยางซู่อิงไว้ไม่ยอมปล่อยอีก
ภาษากายแบบนี้ช่วยทลายกำแพงความเกร็งลงได้อย่างรวดเร็ว
หยางซู่อิงเริ่มผ่อนคลายขึ้นเยอะ
ในใจก็คิดว่า จะมาทำตัวบ้านนอกให้ลูกชายต้องขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด
“ยินดีเลยค่ะ! หลี่หมู่สร้างความลำบากให้พวกคุณแย่เลย”
“เขาเล่าให้ฟังตลอดเลยนะคะ ว่าพวกคุณคอยช่วยเหลือเขามากแค่ไหน”
“ฉันเองก็หาโอกาสมาขอบคุณด้วยตัวเองไม่ได้สักที”
ไป๋เถี่ยเวยยิ้ม แล้วตบมือหยางซู่อิงเบา ๆ
“เอาเถอะค่ะ เราสองคนนี่ยิ่งพูดยิ่งเกรงใจกันไปใหญ่แล้ว”
“เอาเป็นว่าค่อย ๆ คบกันไป เดี๋ยวคุณก็รู้เองแหละค่ะว่าฉันเป็นคนยังไง”
“ยังไงซะพวกเราก็คนกันเองทั้งนั้นแหละค่ะ”
ประโยคสุดท้ายของไป๋เถี่ยเวยนั้นแฝงความหมายลึกซึ้ง
ถึงพวกหยางซู่อิงจะไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจ
ทุกคนเลยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
ดูทรงแล้ว เธอก็คงไม่ได้มาแค่ทักทายตามมารยาทเฉย ๆ หรอก
ในขณะที่สองผู้ใหญ่กำลังสนทนากัน
จงเยี่ยนเยี่ยนที่ยืนฟังอยู่ก็ถึงกับอ้าปากค้าง
เธอไม่คิดเลยว่าหลี่หมู่จะรู้จักกับไป๋เถี่ยเวยด้วย!
เธอรู้ดีว่าไป๋เถี่ยเวยเป็นใคร ขนาดเธอที่เป็นหลานสาวผู้จัดการนิติบุคคลเขตบ้านพักทหาร ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าไปทักทายเลย
แต่ทำไมไป๋เถี่ยเวยถึงได้ทำตัวสนิทสนมกับครอบครัวหลี่หมู่ขนาดนี้ล่ะ!?
ส่วนจงหงได้แต่ลอบถอนหายใจยาว!
เธอรู้อยู่แล้วล่ะว่าภูมิหลังของหลี่หมู่ไม่ธรรมดา แต่ไม่นึกว่าจะไม่ธรรมดาขนาดนี้!
วันนี้พาจงเยี่ยนเยี่ยนนังเด็กไม่เอาถ่านมาด้วย พลาดอย่างแรงเลย!
ไป๋เถี่ยเวยหันไปเอ่ยชมหลี่หมู่ต่อ
“แหม พูดถึงเรื่องช่วยเหลือ พวกเราแทบไม่ได้ช่วยอะไรหลี่หมู่เลยนะคะ”
“ตรงกันข้าม หลี่หมู่ต่างหากล่ะคะ ที่คว้าตำแหน่งขุนศึกหมาป่าหนุ่มมาได้ ด้วยการฝ่าฟันจากสมรภูมินองเลือดมาด้วยตัวเอง!”
“ความแข็งแกร่งของเขาน่ะ ทำเอานักรบรุ่นเดียวกันต้องแหงนมองกันเป็นแถวเลยล่ะค่ะ”
“ตอนนี้คลิปการต่อสู้ของเขากำลังฮิตระเบิด กลายเป็นสื่อการสอนชั้นยอดในกองทัพไปแล้วนะคะ”
“อนาคตของเขาต้องก้าวไกลแบบฉุดไม่อยู่แน่ ๆ ค่ะ”
ความจริงแล้ว ไป๋เถี่ยเวยแค่อยากจะอวยหลี่หมู่ให้ครอบครัวภูมิใจเล่นเฉย ๆ
แต่หลี่หมู่กลับแอบคิดในใจว่า ไม่น่าพูดเรื่องนี้ออกมาเลยแฮะ
และก็เป็นไปตามคาด พอไป๋เถี่ยเวยพูดจบ หยางซู่อิงกับหยางโหย่วหรงก็หน้าซีดเผือด
หันมาถลึงตาใส่หลี่หมู่เป็นตาเดียว
ไปฝ่าฟันสมรภูมินองเลือดมาตอนไหน?
ทำไมถึงไม่เคยเล่าให้ฟังเลยสักคำ!
ไป๋เถี่ยเวยหน้าเจื่อนไปนิด รู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรผิดไปซะแล้ว
แต่พอจงเยี่ยนเยี่ยนได้ยินแบบนั้น แววตาของเธอกลับเปล่งประกายขึ้นมาทันที
ตอนแรกเธอนึกว่าตำแหน่งขุนศึกหมาป่าหนุ่มของหลี่หมู่ ได้มาเพราะไปช่วยปรับปรุงวิชาซะอีก
ไม่นึกเลยว่าจะได้มาจากการฝ่าฟันสมรภูมินองเลือด?
ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็!
ก็พอจะเก็บไปพิจารณาได้อยู่นะ
เก่งกาจ ผ่านสมรภูมิเลือดมาแล้ว ยศก็ไม่ใช่น้อย ๆ มีบ้านในเขตบ้านพักทหาร แถมยังหล่ออีก!
นี่มันสเปกในฝันของเธอชัด ๆ เลยนี่นา?
ส่วนไอ้ท่าทีหยิ่ง ๆ ดูเข้าถึงยากนั่น
ก็ถือว่าพอมองข้ามไปได้แหละ
จังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ของไป๋เถี่ยเวยก็ดังขึ้น
เธอก้มลงดูหน้าจอ แล้วกล่าวขอตัวกับหยางซู่อิงอย่างเกรงใจ
“พี่หยางคะ พอดีฉันมีธุระด่วน ต้องขอตัวก่อนนะคะ”
“อ้อ ค่ะ เชิญตามสบายเลยค่ะ”
หยางซู่อิงรีบตอบรับ เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นถึงอธิบดี การเจียดเวลามาทักทายแค่นี้ ก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว
ก่อนไป ไป๋เถี่ยเวยยังกำชับทิ้งท้ายว่า
“ตอนย้ายเข้า อย่าลืมบอกฉันนะคะ เดี๋ยวฉันกับตาแก่หวังจะแวะมากินข้าวขึ้นบ้านใหม่ด้วย”
“ได้เลยค่ะ ได้เลย” หยางซู่อิงพยักหน้ารับรัว ๆ
จากนั้นไป๋เถี่ยเวยกับทีมงานก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว
พอไป๋เถี่ยเวยคล้อยหลังไป หยางซู่อิงก็หันมาถลึงตาใส่ลูกชายทันที
“ไอ้ลูกตัวดี แกไม่ยอมเล่าให้แม่ฟัง ปล่อยให้แม่มารู้จากปากคนอื่นแบบนี้ แม่ตกใจแทบแย่รู้ไหม!”
“แฮะ ๆ ผมผิดไปแล้วครับแม่ คราวหน้าผมจะเล่าให้ฟังทุกอย่างเลยครับ”
หลี่หมู่ทำหน้าทะเล้น ยิ้มแห้งกลบเกลื่อนรอดตัวไปได้หวุดหวิด
จังหวะนั้น จงหงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านขุนศึกหลี่คะ ดิฉัน… เฮ้อ”
หน้าเธอซีดเผือด เธอปักใจเชื่อไปแล้วว่าหลี่หมู่ต้องเอาเรื่องนี้ไปฟ้องไป๋เถี่ยเวยแน่ ๆ
เธออยากจะขอร้องให้เขาเห็นใจ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไงดี
ก็เล่นพาจงเยี่ยนเยี่ยนมาด้วย แถมไป๋เถี่ยเวยก็ยังเห็นซะเต็มสองตาขนาดนั้น
งานต้อนรับแขกวีไอพีแบบนี้ เธอพกหลานสาวเด็กฝึกงานมาด้วย มันก็ผิดกฎเต็มประตูอยู่แล้ว
จะอ้างยังไงก็ฟังไม่ขึ้น
แต่หลี่หมู่กลับโบกมือปัดเบา ๆ
“คุณผู้จัดการจงครับ เรื่องย้ายเข้าหลังจากนี้ คงต้องรบกวนคุณช่วยจัดการให้ด้วยนะครับ”
“พวกเรื่องเอกสารอะไรพวกนี้ ก็ฝากคุณช่วยเป็นธุระให้ทีนะครับ”
จงหงเงยหน้ามองหลี่หมู่ด้วยความตกตะลึง
คำว่า ‘รบกวนช่วยจัดการให้ด้วย’ หมายความว่าหลี่หมู่ไม่ถือสาเอาความเธอสินะ
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกจมูกเปรี้ยวขึ้นมาทันที!
ความรู้สึกซาบซึ้งใจเอ่อล้นอยู่เต็มอก
“ยินดีค่ะ! ยินดีอย่างยิ่งเลยค่ะ!”
เธอแอบชื่นชมเขาอยู่ในใจ
นี่สิถึงจะเรียกว่าผู้นำที่แท้จริง
คนระดับนี้ ถ้าเป็นพวกลูกคุณหนูบ้านรวยทั่ว ๆ ไป โดนจงเยี่ยนเยี่ยนหักหน้าขนาดนั้น
คงต้องพาลมาลงที่เธอ แล้วก็เล่นงานเธอจนตายไปข้างแน่ ๆ
แต่หลี่หมู่กลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
จงหงเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังบริการอย่างดีเยี่ยม มีแค่หลานสาวที่ทำตัวงี่เง่าเท่านั้นเอง
ไม่เห็นต้องไปใส่ใจอะไรให้เสียเวลาเลย
แต่แล้วจงเยี่ยนเยี่ยนก็โพล่งขึ้นมาว่า
“ท่านขุนศึกหลี่คะ งั้นเรามาแอดไลน์กันไว้ดีไหมคะ”
“คุณอาเธองานยุ่งน่ะค่ะ ถ้ามีปัญหาอะไร คุณก็ติดต่อฉันมาได้โดยตรงเลยนะคะ”
พูดจบ จงเยี่ยนเยี่ยนก็ควักมือถือออกมาอย่างมั่นใจเต็มร้อย
เปิดหน้าจอคิวอาร์โค้ดรอให้หลี่หมู่สแกน
แต่หลี่หมู่กลับยิ้มบาง ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ”
แล้วหันไปถามหยางซู่อิงว่า
“แม่ครับ เราจะเดินดูรอบ ๆ อีกหน่อย หรือจะกลับกันเลยดีครับ?”
“กลับกันเลยดีกว่า ยังไงเดี๋ยวก็ต้องย้ายเข้ามาอยู่แล้ว ค่อยมาเดินดูทีหลังก็ได้”
“โอเคครับ งั้นรบกวนผู้จัดการจงด้วยนะครับ ลาก่อนครับ”
พูดจบ ครอบครัวหลี่หมู่ก็พากันเดินออกไป
“เดี๋ยวดิฉันเดินไปส่งนะคะ”
จงหงรีบเสนอตัว
แต่หยางโหย่วหรงที่เดินรั้งท้าย ก็หันมาขวางไว้แล้วพูดขำ ๆ ว่า
“ผู้จัดการคะ คุณไปทำธุระของคุณเถอะค่ะ เอาจริง ๆ นะ มีคุณเดินตามก้นต้อย ๆ แบบนี้ พวกเราทำตัวไม่ถูกน่ะค่ะ”
หยางโหย่วหรงดูออกแต่แรกแล้วว่าจงเยี่ยนเยี่ยนมีนิสัยยังไง
ตอนแรกก็ทำเป็นเชิดใส่หลานชายตัวแสบของเธอ
พอตอนนี้กลับจะมาเสนอหน้าขอไลน์หน้าด้าน ๆ
หน้าไม่อายจริง ๆ
ถ้าจงหงตามไปส่ง จงเยี่ยนเยี่ยนก็คงจะตามไปด้วยแหง ๆ
เธอไม่อยากให้เรื่องน่าหงุดหงิดแบบนี้เกิดขึ้น เลยจัดการตัดบทแทนหลี่หมู่ซะเลย
เจอพูดใส่หน้าแบบนี้ จงหงก็หน้าเสีย ได้แต่หยุดเดิน
มองตามครอบครัวหลี่หมู่เดินลับสายตาไป
ในใจก็แอบถอนหายใจยาว!
เฮ้อ!~
ถึงหลี่หมู่จะไม่ได้เอาผิดเธอ แต่ก็ดูออกว่าเขาไม่ได้อยากจะสานสัมพันธ์อะไรด้วยเลย!
ถ้าวันนี้เธอไม่ลากจงเยี่ยนเยี่ยนมาด้วยล่ะก็
คงสร้างความประทับใจให้หลี่หมู่ได้ไม่น้อย แล้วจะได้คอยดูแลครอบครัวเขาในอนาคต
เผลอ ๆ อาจจะได้สนิทสนมกันมากขึ้นด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้… คงยากแล้วล่ะ
พอเห็นผู้เป็นอาทำหน้าเศร้า จงเยี่ยนเยี่ยนก็เก็บมือถือด้วยความหงุดหงิดเหมือนกัน
หลี่หมู่กล้าหักหน้าเธอต่อหน้าคนตั้งเยอะตั้งแยะเนี่ยนะ!
เธอเป็นผู้หญิงนะเว้ย อุตส่าห์เป็นฝ่ายขอไลน์ก่อนแท้ ๆ เขากลับไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย!
“ชิ! ทำเป็นเก๊กไปได้!?”
เธอบ่นอุบอิบอย่างไม่สบอารมณ์ พลางยัดมือถือใส่กระเป๋า
จงหงหันขวับมาจ้องหน้าเธอเขม็ง กัดฟันกรอดพูดเสียงเหี้ยมว่า
“จงเยี่ยนเยี่ยน! อาคงจะตาบอดไปเองจริง ๆ ที่มองไม่ออกว่าเธอเป็นคนยังไง!”
“ไม่คิดเลยว่าเธอจะโง่เง่าเต่าตุ่นได้ขนาดนี้!!”
“ถ้าพ่อเธอไม่มาอ้อนวอนขอร้องล่ะก็! สภาพอย่างเธอ ต่อให้ตายก็ไม่ได้เหยียบเข้ามาทำงานในเขตบ้านพักครอบครัวทหารหรอก!”
“เธอเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าไปชักสีหน้าใส่ขุนศึกหมาป่าหนุ่มฮะ! ตอบมาสิ!!”
จงเยี่ยนเยี่ยนเชิดหน้าเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“หนูก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ! คุณอาเป็นถึงผู้จัดการนิติบุคคลเขตบ้านพักครอบครัวทหารนะ!”
“ทำไมต้องไปกลัวเขากันขนาดนั้นด้วย?”
“พวกนายทหารยศสูง ๆ กว่านี้ เจอคุณอายังพูดจาดีด้วยเลยนี่นา!”
“คุณอาเส้นสายกว้างขวางจะตาย! ขาดเขาไปสักคนจะเป็นอะไรไปล่ะ!?”
จงหงโกรธจนแทบคลั่ง
ถ้าไม่ติดว่ายังพอมีความเป็นผู้ดีอยู่บ้าง คงตบฉาดเข้าให้แล้ว
เธอกัดฟันด่ากราด
“เธอมันช่าง… ปัญญาอ่อนจริง ๆ!!”
เธอหาคำด่าที่เจ็บแสบกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“พนักงานนิติบุคคลเขตบ้านพักทหารน่ะ เป็นแค่พวกหัวกะทิที่กรมที่ดินคัดมาเท่านั้นแหละ!”
“พวกเราก็เป็นแค่ลูกจ้างที่นี่! มีหน้าที่คอยบริการพวกเขา!”
“เราไม่ได้มีเส้นสายอะไรในกองทัพเลยสักนิด!”
“ที่เขาพูดจาดีกับอา ก็เพราะเขามีมารยาทเว้ย!”
“ไม่ได้แปลว่าเขาเกรงใจในตำแหน่งของอาสักหน่อย! อาอยู่ที่นี่ ก็เป็นแค่พนักงานบริการคนนึง เธอเข้าใจไหม!?”
“เธอคิดว่าขุนศึกหมาป่าหนุ่มคืออะไรฮะ?”
“แค่เขาเอ่ยปากคำเดียว อาหลุดจากตำแหน่งได้เลยนะเว้ย!!”
ฟังถึงตรงนี้ จงเยี่ยนเยี่ยนก็เบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตำแหน่งหน้าที่การงานของคุณอาจะแตกต่างจากที่เธอจินตนาการไว้ลิบลับขนาดนี้!
จงหงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“อาช่วยเธอมามากพอแล้ว ตั้งแต่วันนี้ไป เธอไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก!”
“อย่ามาสร้างปัญหาให้อาอีกเลย!”
“เธออาจจะไม่เชื่อนะ แต่ขอบอกไว้เลยว่า วันนี้คือโอกาสทองครั้งเดียวในชีวิตของเธอแล้ว!”
“ชาตินี้ เธอคงไม่มีทางได้ใกล้ชิดกับคนเก่ง ๆ ระดับขุนศึกหมาป่าหนุ่มแบบนี้อีกแล้วล่ะ”
พูดจบ จงหงก็ส่ายหน้าเดินหนีไป ทิ้งให้จงเยี่ยนเยี่ยนยืนอึ้งเป็นหินอยู่ตรงนั้น