แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 74 พวกเราเลือกจางคัง
ไม่มีใครขัดข้องกับข้อเสนอของหวังหลงเฉิง
ก็แน่ล่ะ เขายอมส่งลูกสาวตัวเองไปเสี่ยงอันตรายขนาดนั้น
แค่ขอเลือกคนคุ้มกันเอง จะเป็นไรไป?
ผ่านไปกว่าชั่วโมง
หลี่หมู่ที่กำลังนั่งจิบชาสบายใจเฉิบอยู่ในแผนกวิจัยวิชา ก็ได้รับสายจากหวังหลงเฉิง
“ฮัลโหล ลุงหวังครับ”
“อืม อยู่ไหนน่ะ?”
“แผนกวิจัยวิชาครับ”
“ดีมาก มีภารกิจด่วน รีบมาที่กองบัญชาการหน่อย”
หลี่หมู่ถึงกับสะดุ้ง
กองบัญชาการ?
แถมหวังหลงเฉิงไม่เคยสั่งงานเขาตรง ๆ แบบนี้มาก่อนเลย
ถ้าไม่ใช่ภารกิจสำคัญจริง ๆ เขาคงไม่โทรมาหาแน่ ๆ
“กำลังไปครับ!”
หลี่หมู่วางสาย บอกลาศาสตราจารย์สวี แล้วรีบพุ่งตัวไปที่กองบัญชาการทันที
เมื่อไปถึง รองจางก็ยืนรอรับอยู่แล้ว
แล้วพาหลี่หมู่เดินเข้าไปในกองบัญชาการ
เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนมาถึงห้องประชุมเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง
พอเปิดประตูเข้าไป หลี่หมู่ก็รู้สึกขนลุกซู่
ก่อนจะรีบทำความเคารพทักทายเรียงตัว
“สวัสดีครับ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านผู้บัญชาการกองทัพ ท่านรองผู้บัญชาการกองทัพ…”
หลี่หมู่ร่ายชื่อยาวเป็นหางว่าวเหมือนท่องเมนูอาหาร
ก็ในห้องนี้เล่นรวมตัวบิ๊กเบิ้มของเขตการทหารหมิงจูไว้ครบทุกคนเลยนี่นา
เหลียงฮว่าจวินยิ้มบาง ๆ
“ช่วงสองสามวันมานี้ ฉันได้ยินชื่อเธอมาไม่น้อยเลยนะ”
“เพื่อรับใช้ชาติครับ!”
หลี่หมู่ตอบกลับอย่างนอบน้อมแต่หนักแน่น
“ดี!”
“คนครบแล้ว งั้นก็เริ่มเข้าเรื่องเลยแล้วกัน”
เหลียงฮว่าจวินพยักหน้าให้เหลียวเฟิง ผู้บัญชาการกองทัพ
หลี่หมู่เริ่มกวาดสายตาสำรวจคนในห้อง
นอกจากพวกระดับบิ๊ก ๆ แล้ว ยังมีคนอื่นอยู่อีกสองสามคน
สามคนในนั้นใส่ชุดของสถาบันวิจัย
ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่เขาเห็นตอนเดินออกมากับศาสตราจารย์สวีนั่นเอง
เป็นชายวัยกลางคนหนึ่งคน หญิงวัยกลางคนหนึ่งคน และหญิงสาวอายุราว ๆ ยี่สิบอีกหนึ่งคน
และข้าง ๆ จางชิง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งยืนอยู่
หน้าตาถอดแบบจางชิงมาเป๊ะ ๆ ถึงเจ็ดส่วน
ชนิดที่ว่าไม่ต้องตรวจ DNA แค่มองแวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นลูกชายจางชิงแหง ๆ
ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างหวังหลงเฉิง คือเด็กสาวสวยหยดย้อยจนใจสั่น
หลี่หมู่ไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน แต่เค้าโครงหน้ามีส่วนคล้ายไป๋เถี่ยเวยอยู่บ้าง
ดวงตากลมโตสุกใส แววตาดูเศร้าสร้อยอ่อนหวาน ราวกับหลินไต้อวี้[1] ในวรรณกรรมคลาสสิก
เหมือนเธอจะรู้ตัวว่าถูกจ้อง
พอสบตาหลี่หมู่ เธอก็รีบหลบตาทันที ขนตาพริบลงต่ำ พวงแก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อ…
เซนซิทีฟขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
หลี่หมู่ไม่ได้หลงตัวเองคิดว่าเธอชอบเขาหรอกนะ
คงเป็นนิสัยขี้อายของเธอมากกว่า
เหลียวเฟิง ผู้บัญชาการกองทัพพยักหน้า
“ที่เชิญทุกท่านมาวันนี้ เพราะเรามีภารกิจลับด่วน!”
“หน่วยบุกเบิกของเรา ค้นพบเหมืองแร่ที่พิกัดหนึ่งในเขตมอนสเตอร์ระดับสี่”
“ตรวจสอบแล้วว่าเป็น ‘แร่ผลึกมีชีวิต'”
“แร่ชนิดนี้มีมูลค่ามหาศาลต่อเขตการทหารของเรามาก”
“แต่ตอนนี้ เรายังไม่รู้ความกว้างและความลึกของสายแร่ที่แน่ชัด”
“พวกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว”
“กลิ่นอายในแดนเหว คือสิ่งสำคัญมาก”
“ถ้ามีคนเข้าไปเกินจำนวนที่กำหนด หรือมีระดับพลังเกินขีดจำกัดของพื้นที่”
“มันจะดึงดูดมอนสเตอร์จำนวนมหาศาล หรือมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งเกินไปให้แห่กันมา”
“เขตพื้นที่นั้นมีแต่มอนสเตอร์ระดับสี่ ซึ่งมีประสาทสัมผัสไวมาก”
“ถ้านักรบระดับสี่เข้าไป ก็จะค่อย ๆ ดึงดูดพวกมอนสเตอร์เข้ามาอยู่ดี”
“ดังนั้น เพื่อให้การสำรวจเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด”
“ภารกิจนี้จึงจำกัดระดับพลังไว้ที่ไม่เกินระดับหวงขั้นสามระดับสูงสุด และต้องแบ่งเป็นสองทีม ทีมละสองคน แยกย้ายกันไปสำรวจ”
“เราต้องรวบรวมข้อมูลให้เร็วที่สุด จากทั้งสองทิศทาง ถึงจะวางแผนขั้นต่อไปได้!”
“นี่คือคุณเจียงหลินหลิน นักวิจัยดาวรุ่งจากสถาบันวิจัยเขตเหนือ จะรับผิดชอบการสำรวจในเส้นทางหลัก”
พูดจบ เหลียวเฟิงก็ผายมือไปทางหญิงสาวจากสถาบันวิจัย
เจียงหลินหลินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ส่วนนี่คือคุณหวังอวิ๋นหวน ลูกสาวของท่านรองผู้บัญชาการหวัง”
“อวิ๋นหวนเป็นนักเรียนทุนสาขาพลังงานแดนเหว และมีความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจ เธอจะรับหน้าที่สำรวจในเส้นทางรอง”
ในกลุ่มคนจากสถาบันวิจัยที่เหลืออีกสองคน
หญิงวัยกลางคนก็พูดเน้นย้ำขึ้นมาว่า
“เบื้องบนให้ความสำคัญกับการสำรวจครั้งนี้มาก เพื่อให้มั่นใจว่าภารกิจจะสำเร็จลุล่วง”
“และเพื่อรับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สำรวจทั้งสองคน เราจึงขอเรียกร้องให้จัดเตรียมทหารผ่านศึกฝีมือดีที่สุดในระดับสามมาเป็นคนคุ้มกัน”
พูดจบ เธอก็ปรายตามองหลี่หมู่กับลูกชายจางชิงด้วยสายตาเรียบเฉย
การที่เธอชิงพูดเรื่องนี้ก่อนที่จะแนะนำคนคุ้มกัน ก็เพื่อเป็นการเตือนเหลียงฮว่าจวินและคนอื่น ๆ ว่า
ชีวิตคนของพวกฉันมีค่ามากนะ!
ต้องส่งยอดฝีมือที่เก่งที่สุดมาคุ้มกันเท่านั้น!
ทำเอาเหลียงฮว่าจวินและคนอื่น ๆ แอบหงุดหงิดอยู่ในใจ!
แค่หัวหน้าแผนกเล็ก ๆ ในสถาบันวิจัยเขตเหนือ ทำมาเป็นเบ่งอำนาจ
ขนาดหวังหลงเฉิงยังยอมส่งลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองไปเสี่ยงอันตรายเลย
เรื่องแค่นี้จำเป็นต้องให้เธอมาสั่งสอนด้วยเหรอ?
แต่ในเมื่อเธอพูดออกมาแบบนั้น เหลียวเฟิงก็เลยต้องเปลี่ยนเรื่อง
“แน่นอนครับ คนคุ้มกันทั้งสองคนก็มีประวัติที่ไม่ธรรมดาทีเดียว”
“คนแรกคือจางคัง ลูกชายของท่านรองผู้บัญชาการจาง ระดับสามขั้นสูงสุด”
“ฝีมือเยี่ยมยอด สะสมแต้มผลงานได้ถึง 170 แต้ม ตอนนี้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยคุ้มกัน”
จางคังเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
ที่จางชิงส่งลูกชายมาทำภารกิจนี้ ก็เพื่อหวังจะขัดเกลาฝีมือลูกชาย
ถ้าทำภารกิจสำเร็จ ก็จะได้ความดีความชอบก้อนโต!
แถมเขตมอนสเตอร์ระดับสี่ถึงจะอันตราย แต่ในเมื่อจางคังเป็นคนคุ้มกัน
ถ้าเกิดสถานการณ์คับขันจริง ๆ เขาก็มีวิชาเอาตัวรอดอยู่แล้ว
เหลียวเฟิงชี้ไปที่หลี่หมู่เป็นคนต่อไป
“ส่วนคนนี้คือหลี่หมู่ ระดับสามระดับกลาง แต่ทักษะการต่อสู้จริงไม่เป็นรองใคร”
“มีเหรียญกล้าหาญชั้นโท มียศขุนศึกหมาป่าหนุ่ม ตอนนี้เป็นที่ปรึกษาระดับสูงของแผนกวิจัยวิชา”
“ทั้งคู่คืออัจฉริยะในหมู่นักรบระดับสามที่เราภูมิใจเสนอ”
“ทางเราเคารพการตัดสินใจของสถาบันวิจัยครับ ว่าจะเลือกใครเป็นคนคุ้มกัน”
เหลียวเฟิงมอบสิทธิ์ในการเลือกให้ฝั่งสถาบันวิจัย
จากแผนเดิมที่หวังหลงเฉิงตั้งใจจะให้หลี่หมู่ไปเป็นคนคุ้มกันหวังอวิ๋นหวน
แต่พอฝั่งสถาบันวิจัยพูดจาข่มแบบนั้น เหลียวเฟิงก็เลยต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน
อ้าว ไม่ใช่ว่ากลัวคนคุ้มกันจะไม่ได้เรื่องเหรอ?
งั้นก็เลือกกันเอาเองเลยละกัน ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะได้ไม่มาโทษว่าทางเราจัดคนให้ไม่ดี
สามคนจากสถาบันวิจัยหันไปมองหลี่หมู่พร้อมกับขมวดคิ้ว
“ระดับสามระดับกลาง? ท่านผู้บัญชาการเหลียงครับ กองทัพเขตท่านหานักรบระดับสามขั้นสูงสุดคนที่สองไม่ได้แล้วเหรอครับ??”
หญิงวัยกลางคนถามเสียงแข็ง
ในใจคิดว่ากองทัพเขตหมิงจูนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ!
มีทหารทั้งเขต ให้หามาแค่สองคน ดันเอาคนที่มีระดับแค่สามระดับกลางมาซะได้?
นี่เห็นภารกิจนี้เป็นเรื่องเล่น ๆ หรือไง?
ครั้งนี้เหลียงฮว่าจวินแค่ปรายตามองเธอด้วยสายตาเย็นชา แต่ไม่ได้พูดอะไร
หญิงจากสถาบันวิจัยสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากเหลียงฮว่าจวิน
เลยรีบหุบปาก แล้วหันไปซุบซิบปรึกษากับอีกสองคน
เจียงหลินหลินแทบจะไม่ชายตามองหลี่หมู่เลยด้วยซ้ำ
เธอชี้ไปที่จางคัง
“ฉันเลือกเขา”
เหตุผลของพวกเธอง่ายมาก จางคังเป็นถึงลูกชายรองผู้บัญชาการ ไม่ว่าจะเป็นวิชา อาวุธ หรือของวิเศษ ต้องเป็นของชั้นเลิศแน่นอน
แถมยังอยู่ระดับสามขั้นสูงสุดอีกด้วย
ตัดภาพมาที่หลี่หมู่ ระดับก็แค่สามระดับกลาง ภูมิหลังก็ไม่มี
ดูจากตำแหน่งที่เป็นที่ปรึกษาแผนกวิจัยวิชา ยศขุนศึกนี่ก็คงได้มาเพราะผลงานทางวิชาการแหง ๆ
ส่วนเรื่องเหรียญกล้าหาญน่ะเหรอ พวกสถาบันวิจัยไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันมีค่ายังไง
หลังจากเห็นพวกนั้นเลือกเสร็จ
เหลียงฮว่าจวินกับเหลียวเฟิงก็สบตากันแล้วแอบยิ้ม
พวกนี้วางมาดซะใหญ่โต แต่ดันตาถั่วซะงั้น
เหรียญกล้าหาญชั้นโทย่ะ จะได้มาก็ต่อเมื่อสามารถช่วยชีวิตเพื่อนร่วมทีมจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานได้ไม่ต่ำกว่าสามคนเท่านั้น!
มันไม่ใช่แค่เครื่องยืนยันฝีมือ แต่ยังเป็นการรับประกันถึงความเสียสละด้วย!
ในสนามรบ คนที่มีเหรียญกล้าหาญชั้นโท คือคนที่นายสามารถฝากแผ่นหลังไว้ได้อย่างมั่นใจที่สุด
นี่แหละคือเครื่องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือขั้นสุดของทหาร
หวังหลงเฉิงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นพวกนั้นเลือกจางคัง
เพราะในเขตการทหารทั้งหมด
นอกจากหลี่หมู่แล้ว ถ้าเป็นทหารระดับสามคนอื่น เขาคงไม่กล้าฝากชีวิตลูกสาวไว้ด้วยหรอก
“ตกลง งั้นหลี่หมู่จะรับหน้าที่คุ้มกันหวังอวิ๋นหวน”
“มีใครขัดข้องไหมครับ?”
เหลียวเฟิงหันไปถามหลี่หมู่กับจางคัง เพราะถ้าเจ้าตัวไม่เต็มใจ ก็จะบังคับให้ไปทำภารกิจไม่ได้
“ไม่มีปัญหาครับ!” หลี่หมู่ไม่มีทางทำให้หวังหลงเฉิงผิดหวังอยู่แล้ว
ส่วนจางคังตอบตกลงแบบเสียไม่ได้
แต่สายตาเขากลับคอยชำเลืองมองหวังอวิ๋นหวนอยู่ตลอด
ปกติเขาเก็บอาการเก่งมาก ต่อหน้าพ่อเขาจะทำตัวเป็นลูกชายที่ขยันขันแข็ง!
แต่ความจริงแล้ว เขาบ้าผู้หญิงเข้าเส้น!
กามตัณหามันบังตา!
และตั้งแต่แวบแรกที่เห็นหวังอวิ๋นหวน เขาก็คิดหาวิธีจะเอาเธอมาทำเมียให้ได้
สวยหยดย้อย!
สวยจนตะลึง!
ผู้หญิงที่ดูบอบบาง มีเสน่ห์เย้ายวน แฝงความเศร้าสร้อยแบบคนป่วยนิด ๆ!
แววตาอ่อนหวานนั่นทำเอาใจละลาย!
ผู้หญิงแบบนี้แหละที่กระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นชายให้พลุ่งพล่านที่สุด
ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของเขากำชับไว้ก่อนแล้ว ว่าพวกสถาบันวิจัยมีอำนาจมากแค่ไหน
และพวกนั้นก็เป็นฝ่ายเลือกเขาเอง
เขาคงเสนอตัวไปเป็นคนคุ้มกันหวังอวิ๋นหวนเองแล้ว
“ดี ถ้าไม่มีใครขัดข้อง พรุ่งนี้เช้าเจ็ดโมง ล้อหมุน!”