แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 75 ยัยหนูนี่มันช่างน่าสนใจจริง ๆ
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง
หวังหลงเฉิงก็เรียกหลี่หมู่ไว้ แล้วพาเขาและหวังอวิ๋นหวนกลับไปที่ห้องทำงานส่วนตัวของเขา
พอเข้าไปในห้อง หวังหลงเฉิงก็เดินไปที่โต๊ะทำงาน
หวังอวิ๋นหวนเดินเข้าไปรินน้ำชงชาให้อย่างรู้หน้าที่
ดูจากความคล่องแคล่วแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเธอคงทำเรื่องแบบนี้อยู่บ่อย ๆ ไม่ใช่พวกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแน่นอน
เธอรินชาสองแก้ว แก้วหนึ่งส่งให้ผู้เป็นพ่อ ส่วนอีกแก้ววางไว้ริมโต๊ะ พลางเหลือบมองหลี่หมู่แวบหนึ่ง
โดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อขึ้นมาอีกแล้ว
หวังหลงเฉิงมองลูกสาวสลับกับหลี่หมู่ แล้วก็หัวเราะแห้ง ๆ ออกมา
“เฮ้อ… คงจะสังเกตเห็นแล้วใช่ไหม”
“ลูกสาวฉันคนนี้ นิสัยเหมือนต้นไมยราบไม่มีผิด ตั้งแต่เด็กก็ไม่กล้าเข้าใกล้เด็กผู้ชายคนอื่นเลย!”
“อนาคตจะหาผัวได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยเนี่ย!”
“พ่อคะ!” หวังอวิ๋นหวนหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม หันไปค้อนขวับใส่ผู้เป็นพ่ออย่างงอน ๆ
หวังหลงเฉิงหัวเราะชอบใจ
“โอเค ๆ พ่อไม่พูดแล้ว หลี่หมู่ ฉันเคยบอกนายไปหลายครั้งแล้วนะ”
“นายไม่ใช่คนอื่นคนไกล ทำตัวเป็นพี่ชายดูแลน้องเขาหน่อยก็แล้วกัน”
“อ๊ะ ไม่สิ ต้องเป็นน้องชายต่างหาก อวิ๋นหวนแก่กว่านายตั้งหลายเดือนเลยนะ”
หวังหลงเฉิงพูดพลางหันไปมองหลี่หมู่
“วางใจเถอะครับลุงหวัง ไม่ว่าภารกิจนี้จะสำเร็จหรือไม่!”
“ผมรับรองว่าจะพาลูกสาวคุณลุงกลับมาส่งให้ถึงมืออย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนแน่นอนครับ”
หลี่หมู่รู้ดีว่าสิ่งที่หวังหลงเฉิงกังวลที่สุดคืออะไร
เขาเลยไม่พูดพร่ำทำเพลง รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะทันที
หวังหลงเฉิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ฉันเชื่อใจนาย ถึงได้กล้าฝากชีวิตอวิ๋นหวนไว้กับนายไง! ไม่งั้นฉันก็คงไม่เจาะจงเลือกนายหรอก”
“การที่นายต้องมารับภารกิจเสี่ยงตายแบบนี้ ฉันก็ต้องมีอะไรตอบแทนให้บ้างล่ะนะ”
“อาวุธของนายน่ะ ถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่แล้วหรือยัง?”
“ไปที่คลังแสงแล้วเลือกอาวุธระดับพิเศษมาสักชิ้นสิ ส่วนพลองที่นายใช้อยู่ มันค่อนข้างหายากอยู่นะ”
“จะสั่งทำตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วล่ะ ถ้าในคลังแสงไม่มี ก็ลองไปหาซื้อข้างนอกดูละกัน”
“ราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวฉันเป็นคนจ่ายให้เอง”
พอได้ยินแบบนั้น หลี่หมู่ก็แทบจะหุบยิ้มไม่อยู่
“ลุงหวัง นี่จะให้รางวัลผม หรือว่ากลัวลูกสาวเป็นอันตรายกันแน่ครับเนี่ย”
“ไอ้เด็กเวรนี่! ตกลงจะเอาหรือไม่เอาวะ?”
หวังหลงเฉิงแกล้งทำเป็นดุ ถลึงตาใส่หลี่หมู่
“เอาครับ ๆ!”
หลี่หมู่หัวเราะร่วน จะไม่เอาได้ไงล่ะ อาวุธระดับพิเศษเชียวนะเว้ย ราคาตั้งสองล้านหยวนขึ้นไปเชียวนะ!
ความจริงแล้ว พอเป็นอาวุธระดับพิเศษขึ้นไป หลี่หมู่ก็รู้สึกว่ามันหาแบบที่สร้างเสร็จแล้วยากมาก
อาวุธระดับสูง ๆ มักจะทำมาเฉพาะบุคคล
ต้องสั่งทำเอา ถ้าจะหาแบบที่ถูกใจพอดีเป๊ะ คงต้องพึ่งดวงล้วน ๆ
“ไปได้แล้วไป๊! คืนนี้อย่าลืมมากินข้าวที่บ้านฉันด้วยล่ะ ป้าไป๋เขามีเรื่องจะคุยด้วย!”
หวังหลงเฉิงไล่กลั้วหัวเราะ
“รับทราบครับ!”
หลี่หมู่ยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หวังอวิ๋นหวน แล้วจงใจพูดเสียงดังว่า
“ผมไปก่อนนะ คู่หู”
“อ๊ะ… ค่ะ!”
หวังอวิ๋นหวนไม่คิดว่าจู่ ๆ หลี่หมู่จะหันมาทักเธอแบบนี้ ก็ตกใจจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก!
หลี่หมู่ถึงกับรู้สึกได้เลยว่าบนหัวเธอกำลังมีควันพวยพุ่งออกมา
ทำเอาหวังหลงเฉิงถึงกับหัวเสีย ไอ้เด็กบ้า นี่มันตั้งใจแกล้งลูกสาวเขาชัด ๆ แถมยังกล้าทำต่อหน้าเขาอีก!
เขากำลังจะอ้าปากด่า แต่หลี่หมู่ก็ยักคิ้วให้ทีนึง แล้วรีบหันหลังเปิดประตูวิ่งหนีไปซะก่อน
ใครบอกว่าหวังอวิ๋นหวนขี้อายกันล่ะ
ยัยหนูนี่มันช่างน่าสนใจจริง ๆ
เหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีเลย!
“ไอ้เด็กแสบนี่!”
หวังหลงเฉิงด่าไล่หลังอย่างไม่จริงจังนัก
ก่อนจะหันไปบ่นกับหวังอวิ๋นหวน “แกก็เหมือนกันนั่นแหละ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป พ่อจะได้อุ้มหลานไหมเนี่ยฮะ?”
พออยู่กับพ่อสองต่อสอง หวังอวิ๋นหวนก็ไม่ได้ขี้อายขนาดนั้นแล้ว
เธอทำปากยื่น เชิดหน้าหันหนี ไม่สนใจคำบ่นของหวังหลงเฉิงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อออกจากแดนเหว หลี่หมู่ก็ต่อสายหาจางจือเหวยทันที
“ฮัลโหล คุณชายจาง ช่วยหาอาวุธให้สักชิ้นสิ?”
ธุรกิจของตระกูลจางคือการแปรรูปโลหะ
ซึ่งถือเป็นต้นน้ำของการผลิตอาวุธ
การจะหาอาวุธระดับสูงสักชิ้น จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา
หลังจากสอบถามรายละเอียดแล้ว จางจือเหวยก็สามารถหาพลองระดับพิเศษมาให้หลี่หมู่ได้จริง ๆ
ทั้งสองคนนัดเจอกันที่สถานที่แห่งหนึ่ง
ตอนแรกหลี่หมู่นึกว่าจางจือเหวยจะพาเขาไปที่ร้านขายอาวุธ
แต่พอลงจากรถ จางจือเหวยกลับหยิบพลองออกมาจากแหวนมิติ แล้วโยนให้หลี่หมู่ทันที
หลี่หมู่รับพลองมาไว้ในมือ
รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ตึงมือ น่าจะหนักสักสองร้อยยี่สิบชั่งได้!
ตัวพลองเป็นสีเงินประกายเงางาม ปลายทั้งสองด้านแกะสลักเป็นลวดลายหน้าผีสุดสยองที่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
“พลองหน้าผี น้ำหนักสองร้อยยี่สิบชั่ง ตีขึ้นจากเหล็กผลึกเงินประกาย”
“แกนกลางฝังด้วยกระดูกคอของมอนสเตอร์ระดับเจ็ด ‘หมูหน้าผี'”
“เวลาแกว่งพลอง จะเกิดเสียงเหมือนผีร้องโหยหวน ยิ่งใส่พลังปราณเข้าไปมากเท่าไหร่ เสียงก็จะยิ่งทะลุทะลวงมากขึ้นเท่านั้น”
“สามารถสร้างความเสียหายให้กับอวัยวะภายในของศัตรูได้”
จางจือเหวยอธิบายสรรพคุณ
หลี่หมู่ลูบคลำพลองหน้าผีอย่างถูกใจ เขาลองแกว่งไปมาสองสามครั้ง
แล้วก็จริงอย่างที่จางจือเหวยบอก เสียงลมที่แหวกอากาศฟังดูคล้ายเสียงผีร้องจริง ๆ
ฟังแล้วชวนให้ขนลุกซู่ หนาวสันหลังวาบ!
เสียงมันบาดหูและทะลุทะลวงมาก แต่ก็ดังอยู่ในระยะจำกัด ไม่ได้ดังกระจายไปไกล
นี่ขนาดเขายังไม่ได้ใช้พลังปราณนะ ถ้าอัดพลังปราณเข้าไปด้วยล่ะก็
เสียงผีร้องตอนที่เขาฟาดพลองออกไป คงทำเอามอนสเตอร์ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแน่ ๆ
และความสามารถในการทะลุทะลวงของมัน ก็เข้ากันได้ดีสุด ๆ
เพราะตอนนี้ เคล็ดเซียนสวรรค์ของเขามีคุณสมบัติ [ทะลวงเกราะ] แล้วนี่นา
พอนำคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้มาประสานกัน หลี่หมู่ก็รู้สึกเลยว่าพลังทะลวงเกราะของเขาต้องพุ่งทะลุหลอดแน่ ๆ
“เท่าไหร่เนี่ย?”
หลี่หมู่ชื่นชมอาวุธอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันไปถามจางจือเหวย
“ไม่กี่บาทหรอก เอาไปเถอะ ฉันยกให้”
จางจือเหวยตอบปัด ๆ ก่อนจะเปิดประตูขึ้นรถไปหน้าตาเฉย
แล้วก็เหยียบคันเร่งพุ่งออกไปทันที
“เฮ้ย! แล้วใบเสร็จล่ะวะ!?”
หลี่หมู่ถึงกับพูดไม่ออก ไอ้นี่มันไม่เปิดโอกาสให้เขาควักเงินจ่ายเลยจริง ๆ
เขาไม่ได้อยากจะมานั่งเกรงใจอะไรจางจือเหวยหรอกนะ
ยังไงซะ วันหน้าเขาก็ต้องตอบแทนน้ำใจนี้อยู่แล้ว
แต่ปัญหาคือ แกไม่ให้ใบเสร็จฉันมาเนี่ย!
แล้วฉันจะเอาไปเบิกเงินกับหวังหลงเฉิงยังไงฟะ?
เย็นวันนั้น หลี่หมู่ก็ไปกินข้าวที่บ้านของหวังหลงเฉิงตามนัด
และก็เป็นไปตามที่หวังหลงเฉิงบอก ไป๋เถี่ยเวยกำชับเขายาวเหยียดเป็นหางว่าวเลย
ถึงหลี่หมู่จะไม่มีใบเสร็จไปยืนยัน แต่หวังหลงเฉิงก็โอนเงินค่าอาวุธให้เขาสามล้านหยวนอยู่ดี
หลี่หมู่ฟินสุด ๆ
ได้ทั้งอาวุธระดับพิเศษ แถมยังได้เงินสดอีกสามล้านหยวน
พอกลับถึงบ้าน หลี่หมู่ก็เอาเงินสองล้านห้าแสนหยวนไปให้แม่เก็บไว้ทันที
แต่อารมณ์ดี ๆ ของหลี่หมู่ ก็ต้องมาสะดุดลงเพราะสายโทรศัพท์สายหนึ่งก่อนนอน
เป็นเบอร์แปลกโทรมา
พอรับสาย
ปลายสายก็ถามเสียงเหี้ยมทันที
“หลี่หมู่ใช่ไหม?”
“ใช่!”
“ฉันจางคัง พรุ่งนี้เช้า แกไปคุยกับพวกสถาบันวิจัย ขอสลับคู่กับฉันซะ”
จางคังออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“ไม่สลับ” หลี่หมู่ตอบปฏิเสธไปทันที
“แกว่าไงนะ?” จางคังถามซ้ำเหมือนไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ไม่สลับเว้ย!”
“ถ้าอยากตายนัก ก็ลองพูดอีกทีสิ!” จางคังกัดฟันขู่ฟ่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
เมื่อตอนกลางวัน ตอนที่มีการแนะนำตัว หลี่หมู่ก็น่าจะรู้แล้วนะว่าเขาเป็นถึงลูกชายรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด!
แต่พอรู้ตัวตนของเขาแล้ว หลี่หมู่กลับกล้าปฏิเสธคำสั่งของเขาเนี่ยนะ!
นี่มันรนหาที่ตายชัด ๆ!
หลี่หมู่เริ่มหงุดหงิด
“มึงเป็นไอ้โง่สายพันธุ์ไหนวะเนี่ย?”
“กูพูดชัดขนาดนี้ มึงยังจะมาเสือกถามซ้ำอีกหาพ่องมึงเหรอ?”
“มึงถามกูแปดร้อยรอบ คำตอบกูมันจะเปลี่ยนไหมฮะ?”
“ถ้ามึงไม่มีห่าอะไรจะพ่นแล้ว ก็รีบ ๆ วางสายไปซะ! ขืนมึงถามอีกคำเดียวกูจะตบปากมึงให้ฉีกเลยคอยดู!”
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วขณะ!
เงียบไปกว่าสามวินาที หลี่หมู่ก็ได้ยินเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังมาจากปลายสาย
เหมือนเสียงของคนที่กำลังจะระเบิดความโกรธออกมา
แต่หลี่หมู่ก็ชิงกดวางสายไปซะก่อน
“ไอ้ปัญญาอ่อนเอ๊ย!”
เขาไม่รู้หรอกว่าปลายสายจะโมโหเดือดดาลขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆ จางคังก็ไม่ได้โทรกลับมาอีก
หลี่หมู่ก็เลยล้มตัวลงนอนหลับไปอย่างสบายใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ณ ค่ายเทเลพอร์ตของกองทัพจิ้นหยวนเขตหมิงจู
ทหารหน่วยคุ้มกันกำลังยืนตั้งแถวคุ้มกันพื้นที่อย่างแน่นหนา ทหารคนอื่น ๆ ก็ถูกกันให้ออกไปห่าง ๆ
ได้แต่มองดูเหตุการณ์อยู่รอบนอก
บริเวณหน้าค่ายเทเลพอร์ต นอกจากเหลียงฮว่าจวินแล้ว พวกนายทหารระดับสูงของกองทัพเขตหมิงจูก็มารวมตัวกันครบ
ทีมสำรวจทั้งสองทีมกำลังตรวจเช็กอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงของตัวเองอยู่
ทุกครั้งที่ทหารกองทัพจิ้นหยวนจะออกทำภารกิจ พวกเขาจะได้รับแจกเสบียงยาฟรีตามระดับความยากของภารกิจนั้น ๆ
อย่างเช่น ยาห้ามเลือด ยาปิดกั้นความเจ็บปวด และยารีดเร้นพลัง เป็นต้น
ซึ่งพวกนี้กินไปตอนปกติก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก แต่ในยามคับขัน มันคือยาช่วยชีวิตชั้นดีเลยทีเดียว
“พอเทเลพอร์ตไปถึงแล้ว อนุญาตให้ขี่ม้าศึกเดินทางได้ แต่พอเข้าเขตมอนสเตอร์ระดับสี่เมื่อไหร่ ทุกคนต้องลงจากหลังม้าทันที”
“คนคุ้มกันทั้งสองคนจำไว้! ถ้าปะทะกับมอนสเตอร์ ต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด! ห้ามยืดเยื้อเด็ดขาด!”
“ส่วนฉันกับท่านรองผู้บัญชาการหวัง จะคอยติดต่อสื่อสารกับพวกเธอตลอดเวลา”
เหลียวเฟิงกล่าวเน้นย้ำเป็นครั้งสุดท้าย
“รับทราบครับ!”
ทุกคนตอบรับพร้อมกัน ก่อนจะเดินเข้าไปในค่ายเทเลพอร์ต
การจะเทเลพอร์ตไปยังจุดหมายเดียวกัน คนสองคนต้องสัมผัสตัวกันไว้
หลี่หมู่ก็เลยเอื้อมมือไปจับมือหวังอวิ๋นหวนอย่างเป็นธรรมชาติ
หวังอวิ๋นหวนถึงกับสะดุ้งเฮือก เผลอชักมือกลับ
แต่แรงเธอมีน้อยนิด จะไปสลัดหลุดจากมือใหญ่ ๆ ของหลี่หมู่ได้ยังไง
สุดท้ายเธอก็หน้าแดงลามไปถึงใบหูอีกรอบ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จางคังกำลังจ้องมองหลี่หมู่ด้วยสายตาอาฆาตแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ!
ตั้งแต่เจอหน้ากันเมื่อเช้า จางคังก็จ้องหลี่หมู่เขม็งราวกับอยากจะใช้สายตาฆ่าหลี่หมู่ให้ตาย
เมื่อวานพอกลับถึงบ้าน ในหัวเขาก็มีแต่ภาพของหวังอวิ๋นหวนวนเวียนอยู่ตลอดเวลา
เขาอยากจะกระชากเธอเข้ามากอดจูบลูบคลำให้หนำใจเดี๋ยวนั้นเลย!
เขาต้องหาทางทำภารกิจร่วมกับหวังอวิ๋นหวนให้ได้ จะได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสอง
คิดไปคิดมา เขาก็เห็นว่าการใช้หลี่หมู่เป็นเครื่องมือนี่แหละเหมาะสมที่สุด
ให้หลี่หมู่ไปเสนอตัวกับพวกสถาบันวิจัยเอง
ถ้าเจียงหลินหลินเลือกหลี่หมู่ เขาก็จะได้จับคู่กับหวังอวิ๋นหวนสมใจอยาก!
แผนการที่วางไว้ซะดิบดี กลับต้องมาพังทลายเพราะคำว่า “ไม่สลับ” ของหลี่หมู่!
แถมหลี่หมู่ยังด่าเขาฉอด ๆ อีก! โคตรน่าโมโหเลย!
ตอนนี้เขาเกลียดหลี่หมู่เข้าไส้
ความหื่นกามมันบดบังจิตสำนึกไปหมดแล้ว เขาจินตนาการไปไกลว่า ถ้าได้ทำภารกิจกับหวังอวิ๋นหวน
เผลอ ๆ เขาอาจจะรวบหัวรวบหางเธอระหว่างทำภารกิจเลยก็ได้
แค่คิดก็ฟินแล้ว
แต่เหยื่อที่กำลังจะเข้าปาก ดันมาถูกหลี่หมู่แย่งไปซะได้!
เขาแค้นจนแทบกระอักเลือด!
พอหลี่หมู่เห็นสายตาอาฆาตของจางคัง เขาก็แทบจะกลั้นขำไม่อยู่!
นอกจากจะไม่ยอมปล่อยมือแล้ว หลี่หมู่ยังจงใจชูมือที่จับกับหวังอวิ๋นหวนขึ้นมานิด ๆ อีกด้วย
กะให้จางคังเห็นถนัด ๆ เต็มสองตาไปเลย!
จางคังโกรธจนตาแทบถลน! แต่หลี่หมู่ก็จูงมือหวังอวิ๋นหวนก้าวเข้าไปในค่ายเทเลพอร์ตแล้ว
แสงสีขาวสว่างวาบ!
พริบตาเดียว ทั้งคู่ก็มาโผล่อยู่กลางทุ่งกว้าง
ที่นี่ไม่มีเศษซากตึกรามบ้านช่องให้เห็น มีแต่เศษแร่ผลึกสีดำเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด
พื้นดินแตกระแหงเป็นร่องลึก มีเศษกิ่งไม้ใบไม้แห้ง ๆ ทับถมอยู่เต็มร่อง
มีต้นไม้แห้งตายขนาดมหึมาขึ้นอยู่ห่าง ๆ กัน บางทีเดินไปตั้งหลายสิบเมตรถึงจะเจอสักต้น
และส่วนใหญ่ก็แห้งตายไปหมดแล้ว
หลี่หมู่กวาดสายตาสำรวจรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
ก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสเบา ๆ ที่มือ
อ้าว เขายังจับมือหวังอวิ๋นหวนอยู่นี่หว่า
หลี่หมู่รีบปล่อยมือทันที
เขาเปิดแผนที่โฮโลแกรมจากนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
“ระยะทางตั้งร้อยยี่สิบกว่ากิโลเมตรแหนะ ขืนวิ่งไปมีหวังหอบกินแน่!”
พูดจบ หลี่หมู่ก็เรียกเหย่ากู่ออกมา
หวังอวิ๋นหวนร้อง ‘อ้อ’ เบา ๆ แล้วเตรียมจะหยิบป้ายม้าของตัวเองออกมาบ้าง
แต่หลี่หมู่กลับพูดขึ้นมาว่า “ขี่ม้าสองตัว ฉันจะคุ้มกันเธอได้ยังไงล่ะ? ขืนมีมอนสเตอร์โผล่มา แล้วม้าตื่นตกใจวิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศละทางจะทำไง”
“เอ๊ะ?” หวังอวิ๋นหวนทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
“เอ๊ะอะไรล่ะ ขึ้นมานั่งด้วยกันนี่แหละ!” หลี่หมู่ชี้ไปที่ที่ว่างบนหลังม้าข้างหน้าเขา
หวังอวิ๋นหวนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกอีกแล้ว…