แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 83 ความเร็วในการบ่มเพาะเพิ่มขึ้นสองเท่า!
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 83 ความเร็วในการบ่มเพาะเพิ่มขึ้นสองเท่า!
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของหวังหลงเฉิง หลี่หมู่ก็ส่งยิ้มบาง ๆ
แล้วหันไปมองหน้าเฉินกินสิ ผู้เป็นน้าเขยของตน
“เรื่องสถานการณ์ภายในของกลุ่มธุรกิจตระกูลจาง ผมก็พอจะทราบมาบ้างครับ”
“แต่ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจสายโลหะของกลุ่มตระกูลจางล่ะก็ บนโต๊ะอาหารของเรามีคนวงในสายการผลิตนั่งอยู่พอดีเลยครับ”
“โรงตีเหล็กของน้าเขยผม ใช้เส้นสายของกลุ่มตระกูลจางในการสั่งซื้อวัตถุดิบมาโดยตลอดเลยครับ”
หวังหลงเฉิงได้ยินดังนั้น ก็หันขวับไปทางเฉินกินสิทันที
“โอ้? จริงหรือครับ?”
เฉินกินสิที่นั่งอยู่ไกลออกไปนิดหน่อย ไม่ทันได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน เมื่อเห็นทั้งสองหันมามองตน ก็มีสีหน้างุนงง
“น้าเขยครับ ลุงหวังอยากทราบน่ะครับ ว่าธุรกิจสายโลหะของกลุ่มตระกูลจางเป็นยังไงบ้าง?”
หลี่หมู่ช่วยอธิบาย
หวังหลงเฉิงก็กล่าวเสริมว่า
“ไม่เป็นไรหรอกครับ พูดตามความเป็นจริงเลย ผมก็แค่สำรวจข้อมูลในการทำงานนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
เฉินกินสิรีบตอบกลับไป
“อ้อ ได้ครับ…”
“คือ… เรื่องลึก ๆ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะครับ”
“แต่บอกตามตรง ตั้งแต่ผมหันมาใช้วัตถุดิบโลหะพลังงานจากเส้นสายของตระกูลจาง ผมก็ไม่เคยเปลี่ยนไปใช้ของเจ้าอื่นอีกเลยครับ”
“ข้อแรกเลย ถึงแม้ราคาของตระกูลจางจะสูงกว่าเจ้าอื่นนิดหน่อย แต่คุณภาพของที่ได้มาก็จัดว่าเยี่ยมยอดของจริง!”
“ข้อสองคือบริการหลังการขายของตระกูลจางดีมากครับ ปกติเจ้าอื่นจะไม่รับซื้อเศษเหล็กที่เหลือทิ้ง”
“แต่ของตระกูลจางเขารับซื้อเศษเหล็กคืนในราคายุติธรรม แค่โทรแจ้ง เขาก็ส่งรถมารับถึงที่เลยครับ”
“เมื่อคำนวณดูแล้ว ทั้งประหยัดแรง ประหยัดเวลา แถมยังได้ของมีคุณภาพอีกต่างหาก”
“สองปีมานี้ ช่างตีเหล็กที่ตั้งใจทำงานจริงๆ อย่างพวกเรา ต่างก็หันมาใช้ของจากตระกูลจางกันทั้งนั้นแหละครับ!”
“จนกลายเป็นแวดวงของช่างตีเหล็กเลยทีเดียวครับ!”
พอได้พูดถึงเรื่องงานที่ตัวเองถนัด เฉินกินสิก็สาธยายออกมาเป็นฉาก ๆ
หวังหลงเฉิงรับฟังไปพยักหน้าไป
จากใบไม้ร่วงเพียงใบเดียว ก็รู้ได้ว่าฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน
การที่กลุ่มธุรกิจตระกูลจางสามารถครองใจคนทำงานสายการผลิตได้อย่างเหนียวแน่น ก็พอจะเดาได้ว่าธุรกิจสายโลหะของพวกเขาจะต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ
เมื่อหลี่หมู่เห็นท่าทีว่าหวังหลงเฉิงเริ่มจะสนใจในตัวตระกูลจาง
เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“พรุ่งนี้ผมมีนัดเจอกับจางจือเหวยพอดีครับ เดี๋ยวผมจะลองแยบ ๆ ถามดูว่าทางบ้านเขาสนใจเรื่องนี้หรือเปล่า”
“ถ้าทางบ้านเขามีศักยภาพเพียงพอ ผมเชื่อว่าพวกเขาคงกำลังเตรียมตัว เพื่อยื่นซองประมูลชิงสิทธิ์ร่วมลงทุนกับองค์กรทหารในครั้งนี้อยู่แน่ ๆ ครับ”
หวังหลงเฉิงพยักหน้าเห็นด้วย
“เยี่ยม! งั้นนายก็คงต้องเหนื่อยหน่อยแล้วนะ”
“ถ้าทางตระกูลจางสนใจจริง ๆ นายก็ขอแผนธุรกิจของพวกเขามา แล้วเอามาส่งให้ฉันโดยตรงเลยนะ”
“การบ่มเพาะแร่ผลึกแม่ในครั้งนี้ กองทัพของเรามีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจมากที่สุด”
“และที่สำคัญ ข้อเสนอจากสถาบันวิจัยในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การหาโรงงานรับจ้างผลิตธรรมดา ๆ”
“แต่มันคือการยกระดับให้เป็นโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับกองทัพอย่างเต็มตัว!”
“พวกบริษัทโลหะที่มีชื่อเสียงใหญ่โต มักจะเขียนแผนธุรกิจที่เต็มไปด้วยคำพูดสวยหรู แต่หาความจริงใจไม่เจอ!”
“ในวงการการประมูลที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์และเส้นสายแบบนี้”
“ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนการประมูลตามปกติ ฉันเกรงว่าแผนธุรกิจของตระกูลจาง คงถูกปัดตกไปตั้งแต่ยังไม่ถึงรอบสุดท้าย และไม่มีทางมาถึงมือพวกเราได้หรอก”
ขณะที่หวังหลงเฉิงกล่าวประโยคนี้ น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความอึดอัดใจ
กลุ่มธุรกิจตระกูลจาง หากวัดจากขนาดธุรกิจแล้ว ก็ถือว่าใหญ่โตพอสมควรในเขตตะวันออก
แต่ถ้าวัดระดับทั่วทั้งเมืองเถี่ยโส่วล่ะก็ ยังเป็นรองพวกบริษัทใหญ่ที่มีเส้นสายกับกองทัพอยู่มาก
ครั้งนี้เมื่อเขาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจอยู่ในมือ
เขาจะไม่มีทางยอมให้พวกบริษัทหน้าไหว้หลังหลอก เข้ามาฮุบสิทธิ์ในการดูแลแร่ผลึกแม่เด็ดขาด
นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด ทั้งต่อตัวหวังหลงเฉิงเอง และต่อกองทัพเขตหมิงจู
“รับทราบครับ!”
หลี่หมู่พยักหน้ารับคำ
จากนั้นเขาหันกลับมา และเอื้อมมือจะหยิบถ้วยชาตรงหน้าขึ้นมาจิบ
ทว่าเขากลับพบว่ามีถ้วยชาวางอยู่ตรงหน้าถึงสองถ้วย เขาจึงเหลือบมองไปทางหวังอวิ๋นหวนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
พอดีกับที่หวังอวิ๋นหวนกำลังแอบมองเขาอยู่เช่นกัน
ใบหน้าของหวังอวิ๋นหวนแดงซ่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาหยางซู่อิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับสะดุ้งตกใจ
ในใจแอบคิดว่า ‘เด็กคนนี้เป็นอะไรไป? หน้าแดงสุกปลั่งซะขนาดนี้’
กุ้งต้มสุกยังไม่แดงเร็วขนาดนี้เลยนะ?
เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลง ตอนเดินออกมาจากบ้าน หวังอวิ๋นหวนก็เดินเข้ามาใกล้หยางซู่อิงอย่างตั้งใจ
จะว่าไปแล้ว เด็กสาวคนนี้หน้าตาน่ารักน่าชัง รูปร่างก็ดีไม่เบา
สองมือวางประสานกันที่หน้าท้อง ดันให้หน้าอกดูโดดเด่นขึ้นมา
เรียวขาเรียวยาว เอวคอดกิ่ว ส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน สมส่วนดูดีไปหมด
แต่หยางซู่อิงก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปจัดของใช้ส่วนตัวให้เข้าที่เข้าทางในห้องของตัวเอง
จนกระทั่งดึกดื่น หลี่หมู่ถึงได้ล้มตัวลงนอน
เขาเปิดระบบขึ้นมา
ภารกิจครั้งนี้ หลี่หมู่จัดการฆ่ามอนสเตอร์จนได้แต้มพิชิตมาทั้งหมด 7850 แต้ม
เยอะกว่าตอนที่อยู่ในเขตกระดูกผีคราวก่อนมาก
เหตุผลหลักก็เพราะครั้งนี้มอนสเตอร์ที่หลี่หมู่ฆ่าล้วนเป็นระดับสี่ทั้งสิ้น
มอนสเตอร์ระดับสี่ในตอนนี้ แทบจะทนรับพลองของหลี่หมู่ไม่ได้แม้แต่ทีเดียว
หลังจากหักลบแต้มพิชิตที่ใช้เรียนวิชาวงกลมคุ้มภัย และปลดล็อกวิชาแปลงกายเป็นนกอินทรีกับวิชาแปลงกายเป็นเหยี่ยว
ก็ยังเหลือแต้มพิชิตอยู่อีก 7150 แต้ม (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลี่หมู่ไม่ลังเลที่จะทุ่มแต้มพิชิต 5000 แต้ม ให้กับ “กระซิบข้างหู” ก่อนเลย
[ใช้ 5000 แต้มพิชิต อัปเกรด ‘กระซิบข้างหู’ สำเร็จ]
[กระซิบข้างหู: ซ่อนอาวุธเทพไว้ในมิติซูเมรุภายในช่องหู คอยบ่มเพาะพลังให้ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง ความเร็วในการบ่มเพาะเพิ่มขึ้นเป็น 246% ของความเร็วปกติ]
พอแต้มถูกใช้ไป หลี่หมู่ก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของความเร็วในการบ่มเพาะพลังอย่างชัดเจน!
ครั้งนี้มันเพิ่มขึ้นมาเยอะมากจริง ๆ
ความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเขาในตอนนี้ รวดเร็วกว่าตอนที่เขานั่งสมาธิบ่มเพาะพลังอย่างตั้งใจเสียอีก
แถมยังเป็นการบ่มเพาะพลังที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอีกต่างหาก!
เพียงแต่ว่า ความเร็วในการบ่มเพาะที่รวดเร็วขนาดนี้ หลี่หมู่กลับรู้สึกว่ารากฐานของมันยังไม่ค่อยมั่นคงนัก
เขาจำเป็นต้องออกไปต่อสู้เพื่อขัดเกลาพลังที่เพิ่มขึ้นมานี้ ให้รากฐานมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
หลังจากการต่อสู้ในครั้งนี้ หลี่หมู่รู้สึกได้ว่าพลังบ่มเพาะของเขามาถึงระดับสามขั้นสูงสุดแล้ว
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ด้วยความเร็วในการบ่มเพาะของกระซิบข้างหูในตอนนี้
อีกไม่กี่วัน เขาก็น่าจะทะลุเข้าสู่ระดับสี่ได้
หลังจากอัปเกรดกระซิบข้างหูเสร็จ หลี่หมู่ก็นำแต้มอีก 545 แต้ม ไปอัปเกรดวิชาเทพศัสตรา
[ใช้ 545 แต้มพิชิต อัปเกรด ‘วิชาเทพศัสตรา’ สำเร็จ]
[วิชาเทพศัสตรา: มอบน้ำหนักให้อาวุธ ปัจจุบันอยู่ที่ 2000 ชั่ง]
รวมกับน้ำหนักเดิมของอาวุธ ก็เท่ากับ 2220 ชั่ง!
หลี่หมู่เหยียดแขนบิดขี้เกียจยาว ๆ
“ในที่สุดก็ทะลุ 1 ตันแล้วโว้ย!”
ตอนนี้เขาเหลือแต้มพิชิตอีก 1605 แต้ม
หลี่หมู่จึงนำเสื้อคลุมผืนใหญ่ของตัวเองออกมา
แต้มพิชิตสามารถนำมาใช้ดัดแปลงและอัปเกรดของวิเศษได้ แต่ก่อนหน้านี้หลี่หมู่เอาแต้มไปอัปเกรดวิชามหาเทพจนหมด
เขาจึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ หลี่หมู่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของของวิเศษ
เสื้อคลุมตัวนี้น่าจะเอามาดัดแปลงเล่นดูได้
“แล้วจะดัดแปลงของวิเศษยังไงเนี่ย?”
[ใส่แต้มพิชิตเข้าไปในของวิเศษ เพื่อรับคุณสมบัติเสริม ยิ่งใส่แต้มมาก คุณสมบัติก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น]
“ใส่ไป 1600 แต้ม อัปเกรดเสื้อคลุม”
หลี่หมู่ตัดสินใจทุ่มสุดตัว
[โปรดเลือกทิศทางในการอัปเกรด: โจมตี, ป้องกัน, ฟื้นฟู, วิชาประหลาด, เขตแดน]
“ป้องกันก็แล้วกัน”
ตอนนี้หลี่หมู่ยังไม่ขาดแคลนพลังโจมตีเท่าไหร่
[เมื่อสวมใส่เสื้อคลุม จะได้รับพลังป้องกันเจ็ดในสิบส่วนของพลังป้องกันผู้สวมใส่ เมื่อถอดออก จะได้รับพลังป้องกันห้าในสิบส่วนของผู้สวมใส่]
หลี่หมู่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
นี่มันอะไรเนี่ย?
ของวิเศษชิ้นนี้มันกำลังกินแรงร่างต้นของเขางั้นเหรอ?
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคุณสมบัตินี้มันเจ๋งมากจริง ๆ
ตัวเขามีทั้งเคล็ดเซียนสวรรค์ไร้ระดับ และยาบำรุงพลัง ถึงจะไม่ใช้วิชากายเหล็กทองแดง พลังป้องกันของเขาก็เหนือกว่านักรบทั่วไปอยู่ดี
เมื่อระดับการบ่มเพาะพลังของเขาเพิ่มสูงขึ้น ของวิเศษที่สามารถใช้พลังป้องกันเจ็ดในสิบส่วนของเขาได้ตลอดเวลา
ถือว่าเป็นของหายากมาก ๆ
ที่สำคัญคือ มันยังมีพื้นที่ให้พัฒนาต่อไปได้อีกต่างหาก
พอคิดถึงเรื่องยา
ตอนนี้หลี่หมู่กำลังต้องการยกระดับความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างเร่งด่วน เขาตั้งตารอผลลัพธ์ของยาเสริมกายาระดับต้นอยู่
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สติของหลี่หมู่ก็พุ่งเข้าสู่วิชาฟูเถียนทันที
ภายในวิชาฟูเถียน ม้าศึกเหย่ากู่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน
วิ่งไปได้สักพัก ขาม้าก็งอพับ แล้วก็ปล่อยปัสสาวะออกมา
แรงฉีดปัสสาวะของมันรุนแรงจนทำเอาพื้นดินเป็นหลุมเลยทีเดียว!
จากนั้นมันก็วิ่งไปกินน้ำที่ตาน้ำพุอย่างตะกละตะกลาม
ตั้งแต่หลี่หมู่นำม้าศึกเหย่ากู่เข้ามาไว้ในวิชาฟูเถียน มันก็ทำตัวติดกับตาน้ำพุวิญญาณแห่งนี้ตลอด
สงสัยว่าน้ำพุวิญญาณคงจะช่วยปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายให้มันแน่ ๆ
แต่เนื่องจากน้ำพุวิญญาณแห่งนี้มีน้ำไหลออกมาตลอดเวลา ในนี้จึงไม่เคยขาดแคลนน้ำ หลี่หมู่เลยปล่อยเลยตามเลย
หลี่หมู่ขุดหลุมรับน้ำไว้ตรงตาน้ำพุวิญญาณ
หลุมน้ำถูกขุดเปิดปากไว้สองทาง เมื่อน้ำเต็ม หลุมน้ำก็จะล้นเข้าไปในแปลงสมุนไพรทั้งสองแปลง
ในวิชาฟูเถียนนี้ ไม่มีคำว่ารดน้ำมากเกินไปหรอก
สมุนไพรในนี้สามารถดูดซับสารอาหารจากดินและน้ำพุวิญญาณในวิชาฟูเถียนได้อย่างบ้าคลั่ง และเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ความเร็วในการเจริญเติบโตเร็วกว่าภายนอกหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า!
เพียงแค่สามห้าวัน สมุนไพรของหลี่หมู่ก็เติบโตเป็นต้นอ่อนแล้ว
คาดว่าอีกแค่สามวัน ก็น่าจะเติบโตเต็มที่ เมื่อมันผลิดอกออกใบ ก็สามารถนำมาใช้ปรุงยาได้เลย
หลี่หมู่เท้าเอวมองดูแปลงสมุนไพรทั้งสองแปลง
ถ้าสมุนไพรพวกนี้โตเต็มที่ทั้งหมด น่าจะเอามาปรุงยาเสริมกายาระดับต้นได้ประมาณสิบหรือยี่สิบเม็ดเลยล่ะ!
ไม่รู้ว่าถ้ากินเป็นอาหารหลัก จะทำให้เกิดอาการดื้อยาหรือเปล่านะ
น่าปวดหัวจริง ๆ…
เช้าวันต่อมา
หลี่หมู่ตื่นนอนและรีบมุ่งหน้าไปโรงเรียนทันที
เมื่อไม่เห็นจางจือเหวย เขาจึงโทรหา
“พลหอก อยู่ไหน? มีเรื่องดี ๆ จะมาบอก”