แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 85 ให้แกเปิดโรงงานผลิตอาวุธระดับกองทัพไปเลย!
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 85 ให้แกเปิดโรงงานผลิตอาวุธระดับกองทัพไปเลย!
แผนกความร่วมมือองค์กรทหารแห่งกองทัพจิ้นหยวน
จางเฉาหยางเพิ่งจะส่งมอบแผนธุรกิจเสร็จ
เขานั่งตัวเกร็งเหมือนเด็กประถมอยู่ต่อหน้าผู้บริหารหลายคนของแผนกความร่วมมือ พลางอธิบายแผนธุรกิจของตัวเองอย่างตั้งใจ
อุตส่าห์พูดจาหว่านล้อมไปตั้งมากมาย
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มีเพียงประโยคสั้น ๆ เย็นชาว่า “กลับไปรอฟังผลก็แล้วกัน”
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากห้องรับรองการประมูล จางเฉาหยางก็ห่อเหี่ยวลงราวกับมะเขือม่วงโดนน้ำค้างแข็ง
เขารู้ดีว่างานนี้คงชวดอีกตามเคย เพราะถ้าอีกฝ่ายสนใจจริง ๆ คงจะบอกให้เขากลับไปเตรียมตัวสำหรับการตรวจสอบรอบสองแล้ว
การที่อีกฝ่ายไม่บอกอะไรเลย
นั่นก็แปลว่าหมดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์
พอเดินเข้ามาในห้องพักรับรอง
บรรดาเถ้าแก่ในวงการอุตสาหกรรมโลหะต่างก็รวมตัวกันอยู่ที่นี่ พากันมองจางเฉาหยางด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย
พวกคนที่มีศักยภาพพอจะมายื่นซองประมูลที่นี่ได้
แค่สุ่มหยิบใครสักคนออกไปข้างนอก ก็ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่พวกหน่วยงานพาณิชย์ต้องคอยเลียแข้งเลียขาทั้งนั้น
แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ พวกเขากลับกลายเป็นแค่พวกน่าสมเพชที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน
“เถ้าแก่จาง คิดสั้นแท้ ๆ จะมายื่นประมูลให้มันเหนื่อยทำไมเนี่ย?”
มีคนหนึ่งหัวเราะร่าพลางตบเก้าอี้ข้าง ๆ
“นั่งสิ! รอให้ตระกูลเย่แบ่งเศษข้าวเศษน้ำมาให้ก็พอแล้ว!”
อีกคนก็พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า
“นั่นสิ ใครใช้ให้พวกเขามีเส้นสายในกองทัพล่ะ”
“ได้ข่าวว่าเมื่อคืนพอมีข่าวหลุดออกมา ตระกูลเย่ก็จัดงานเลี้ยงฉลองล่วงหน้ากันข้ามคืนเลยนะ!”
“แร่ผลึกแม่ก้อนนี้ ตระกูลเย่ต้องเอาไปกินรวบแน่นอน”
“ถึงตอนนั้น พวกเราก็แค่รอรับเศษน้ำซุปจากตระกูลเย่ก็ยังดี!”
จางเฉาหยางแค่นเสียงฮึดฮัดเบา ๆ แล้วเตรียมจะเดินหนี
เขาไม่มีอารมณ์จะไปเกลือกกลั้วกับคนพวกนี้หรอก
แต่ในจังหวะนั้นเอง
ชายวัยกลางคนเลี่ยมฟันทองก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะร่าเกินเบอร์
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ว่าไงครับเถ้าแก่ทุกท่าน อรุณสวัสดิ์!”
“เขาว่ากันว่านกที่ตื่นเช้าย่อมมีหนอนให้กิน”
“พวกคุณนี่ขยันขันแข็งกันดีจริง ๆ เลยนะ! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ถึงแม้เถ้าแก่พวกนี้จะถูกเปรียบเทียบว่าเป็นนก แต่ก็ทำได้เพียงลุกขึ้นยืนยิ้มประจบประแจง
และเอ่ยทักทายผู้มาใหม่
“อรุณสวัสดิ์ครับ ประธานเย่”
“ประธานเย่ดูหน้าตาเบิกบานเชียว มีเรื่องดีอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?”
บางคนก็พูดหยอกล้อ
“เย่คนนี้เวลามีเรื่องดี ๆ ไม่เคยลืมเพื่อนฝูงอยู่แล้วครับ”
“เดี๋ยวพวกคุณสนใจไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อไหมล่ะครับ”
“จะได้มาแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ กันหน่อย?”
ประธานเย่เอ่ยถามทุกคนด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนในที่นั้นรู้ดี ว่านี่คือการที่ประธานเย่กำลังหาเครือข่ายมารับช่วงผลิตโลหะจากแร่ผลึกมีชีวิตต่อจากเขานั่นเอง
ใครที่คิดว่าตัวเองมีศักยภาพพอ และยินดีจะเป็นลูกไล่ให้เขา
ก็พากันเอ่ยปากสนับสนุนกันยกใหญ่
“ประธานเย่นี่ราวกับเทพเจ้าเลยนะครับ รู้ได้ยังไงเนี่ยว่าเมื่อเช้าผมยังไม่ได้กินข้าว?”
“ประธานเย่เอ่ยปากชวนทั้งที ใครจะกล้าขัดล่ะครับ”
ประธานเย่ยิ้มหน้าบานด้วยความภาคภูมิใจ
จู่ ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นจางเฉาหยาง
จางเฉาหยางเป็นพวกแกะดำมาตลอด ธุรกิจอาจจะสู้ตระกูลเย่ไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยคิดจะก้มหัวประจบประแจงตระกูลเย่เลยสักครั้ง
เมื่อก่อนประธานเย่อาจจะไม่เคยสนใจจางเฉาหยาง
แต่ช่วงหลายปีมานี้ กลุ่มธุรกิจตระกูลจางกลับมาแรงมากในอุตสาหกรรมโลหะพลังงาน
การเติบโตอย่างรวดเร็วของพวกเขาทำเอาหลายคนเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคาม
ประธานเย่เองก็อยากจะดึงจางเฉาหยางมาเป็นพวกตั้งนานแล้ว
“พี่จาง นาน ๆ จะเจอกันที สนใจไปกินข้าวด้วยกันเพื่อกระชับมิตรหน่อยไหมครับ?”
ประธานเย่ถามพร้อมรอยยิ้ม
จางเฉาหยางตอบกลับด้วยท่าทีไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนน้อมว่า
“ต้องขออภัยด้วยครับ พอดีที่บ้านมีธุระด่วน ต้องรีบกลับ ไว้โอกาสหน้านะครับ”
เมื่อเห็นจางเฉาหยางปฏิเสธ
รอยยิ้มของประธานเย่ก็หุบลงเล็กน้อย
ถึงแม้จางเฉาหยางจะปฏิเสธอย่างมีมารยาท
แต่เขาก็ยังรู้สึกเสียหน้าอยู่ดี
“พี่จาง ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยชอบพวกเราสักเท่าไหร่นะครับ”
“ไม่ได้หมายความแบบนั้นครับ” จางเฉาหยางตอบเสียงเรียบ
“โอกาสมักจะมีแค่ครั้งเดียวเสมอนะครับ โต๊ะอาหารของเราในอนาคตจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ใช่ว่าใครนึกอยากจะมาก็มาได้ตลอดหรอกนะครับ”
ประธานเย่ส่งยิ้มจาง ๆ
ความหมายนั้นชัดเจนมาก
ตระกูลเย่คือหัวหอกในวงการนี้อยู่แล้ว
การคว้าแร่ผลึกแม่มาได้ในครั้งนี้ ยิ่งทำให้ตระกูลเย่เหมือนเสือติดปีก
การแผ่ขยายอิทธิพลจะมีแต่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่ออาณาจักรธุรกิจของตระกูลเย่ใหญ่โตขึ้น ถึงตอนนั้นแกคิดจะมาขอเข้าร่วม มันก็ยากแล้ว!
และหากตระกูลเย่สามารถผูกขาดตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ บริษัทคู่แข่งอื่น ๆ ก็จะเหลือแค่สองทางเลือกเท่านั้น
ถูกฮุบกิจการ
หรือไม่ก็ถูกบีบให้ตาย
ใบหน้าของจางเฉาหยางเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด
คำพูดนี้แทบจะไม่ไว้หน้ากันแล้ว ซ้ำยังแฝงคำขู่เอาไว้อีกด้วย
นี่มันกะจะบีบให้เขายอมเป็นทาสรับใช้ชัด ๆ ซึ่งทำให้จางเฉาหยางโกรธจัด
เดิมทีเขาก็รังเกียจความเผด็จการและบ้าอำนาจของตระกูลเย่อยู่แล้ว
ในฐานะนักธุรกิจ พวกเขารู้ดีที่สุดว่าตระกูลเย่นั้นเลวทรามแค่ไหน
ผู้ประกอบการที่มีมโนธรรมกี่คนแล้วที่ต้องถูกบีบให้ตายทั้งเป็นจากการกลั่นแกล้งทางธุรกิจของพวกมัน
ถึงแม้เรื่องพวกนี้จะไม่ใช่อาชญากรรมที่แท้จริง และกองทัพจิ้นหยวนก็ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบ
แต่พวกเขารู้ตื้นลึกหนาบางของวงการนี้ดีที่สุด
ดังนั้น เขาจึงไม่มีทางยอมร่วมหัวจมท้ายกับตระกูลเย่เด็ดขาด ต่อให้ต้องถอนตัวออกจากวงการนี้ก็ตาม!
เขาขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงให้มากความ
“ขอตัวล่ะครับ!”
พูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันที
มองตามแผ่นหลังของจางเฉาหยางที่เดินจากไป (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ประธานเย่ก็หัวเราะหึ ๆ พลางเอามือตบไหล่เถ้าแก่คนหนึ่งแล้วพูดว่า
“พี่จางคนนี้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดีจริง ๆ นะครับ”
คนอื่น ๆ ก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ เออออห่อหมกตามน้ำไป
แต่ไม่นาน รอยยิ้มของประธานเย่ก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ซ่อนมีดเอาไว้ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“แต่ปกติแล้ว พวกคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักจะอายุสั้นกันทั้งนั้นแหละครับ หึหึหึ…”
เถ้าแก่คนอื่น ๆ ถึงกับรู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
...
ณ ศูนย์บัญชาการ
เมื่อครู่นี้ หวังหลงเฉิงเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากหลี่หมู่ว่าจะพาจางจือเหวยมาหา
เมื่อเจอกัน ทักทายกันสองสามประโยค เขาก็เชิญให้ทั้งสองนั่งลง
เขารู้อยู่แล้วล่ะว่าหลี่หมู่กับจางจือเหวยน่าจะสนิทกันมาก
หลี่หมู่ตั้งใจจะดันให้กลุ่มธุรกิจตระกูลจางเป็นคนรับช่วงดูแลแร่ผลึกแม่แน่นอน
ไม่อย่างนั้น เมื่อวานตอนกินข้าว คงบอกแค่ให้หลี่หมู่เอาแผนธุรกิจมาให้ดูเฉย ๆ แล้ว
แล้วหลี่หมู่จะพาคนมาหาเขาถึงที่ทำไมล่ะ
แต่การให้หลี่หมู่ได้ขยายเส้นสายบ้างก็เป็นเรื่องดี
ในเมื่อมาถึงที่แล้ว หวังหลงเฉิงก็เลยช่วยหลี่หมู่เปิดประเด็นให้ซะเลย
“เมื่อวานเราตกลงกันไว้แค่ว่าจะเอาแผนธุรกิจมาให้ฉันดูไม่ใช่รึไง”
“นี่นายเล่นพาคนมาหาฉันถึงที่เลย กะจะมากดดันฉันล่ะสิ?”
หวังหลงเฉิงแกล้งทำเป็นดุหลี่หมู่
จางจือเหวยถึงกับเหงื่อตกทันที
กดดัน?
ใครมันจะกล้าไปกดดันรองผู้บัญชาการกองทัพวะ?
ที่แท้เมื่อวานหลี่หมู่ก็เป็นคนแนะนำกลุ่มธุรกิจตระกูลจางให้หวังหลงเฉิงฟัง
แถมวันนี้ยังแหกกฎพาเขามาพบหวังหลงเฉิงถึงที่อีก?
ในขณะที่รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง จางจือเหวยก็แอบเหงื่อตกแทนหลี่หมู่เหมือนกัน
ลูกพี่ งานนี้นายเล่นใหญ่ไปหน่อยไหมเนี่ย
หลี่หมู่หัวเราะร่วน “ผมจะไปกล้าได้ยังไงล่ะครับ ผมก็แค่ไปเยี่ยมชมกิจการที่มีมโนธรรมของตระกูลจางมา แล้วก็คิดอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ท่าน เลยรีบพาเขามาพบท่านไงครับ”
หวังหลงเฉิงแค่นเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“นายมีอะไรที่ไม่กล้าบ้างล่ะ ขนาดแร่ผลึกแม่ นายก็เป็นคนเอากลับมาเองกับมือ”
“ตอนนี้นายพูดอะไรที่สถาบันวิจัยนั่น คนเขาก็ฟังนายมากกว่าฉันซะอีก! หึ!”
พูดจบ เขาก็หันไปยิ้มให้จางจือเหวย
“นายน้อยจาง ไม่ทราบว่าพอจะเอาแผนธุรกิจของพวกคุณมาให้ฉันดูหน่อยได้ไหมครับ?”
จางจือเหวยถึงกับช็อกตาค้าง!
เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?
แร่ผลึกแม่… หลี่หมู่เป็นคนเอากลับมางั้นเหรอ??
คำพูดของหลี่หมู่มีน้ำหนักในสถาบันวิจัยขนาดนั้นเลยเรอะ!?
ช่วงสองสามวันมานี้ ตัวเขาพลาดเรื่องบ้าอะไรไปบ้างเนี่ย?
“อ๊ะ~~! ได้ครับ ได้แน่นอนครับ” จางจือเหวยดึงสติกลับมาได้ ก็รีบตอบรับทันที
หลี่หมู่แอบขำในใจ
ปกติจางจือเหวยจะเป็นไอ้หนุ่มหน้านิ่งจอมเย็นชา
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้เห็นจางจือเหวยทำตัวไม่ถูก ลุกลี้ลุกลนขนาดนี้
จางจือเหวยใช้เวลาอยู่ในห้องทำงานถึงสามชั่วโมงเต็ม!
ในฐานะนายน้อยของกลุ่มธุรกิจตระกูลจาง แถมยังเป็นเด็กเรียนเก่ง
ความรู้เฉพาะทางของจางจือเหวยแน่นปึ้กกว่าพ่อของเขาซะอีก ถ้าเปลี่ยนเป็นจางเฉาหยางมา คงไม่มีทางพล่ามได้ยาวนานขนาดนี้หรอก
แถมยังมีหลี่หมู่คอยช่วยแทรก ช่วยชงให้เป็นระยะ ๆ
จางจือเหวยก็เลยไม่รู้สึกประหม่าเลยสักนิด
คุยกันลากยาวไปจนถึงเที่ยง หวังหลงเฉิงรั้งพวกเขาไว้กินข้าวเที่ยงด้วยกันถึงจะได้ฤกษ์กลับ
...
ณ คฤหาสน์ตระกูลจาง
บนโต๊ะอาหารมื้อเที่ยง
จางเฉาหยางเดินนวดขมับเข้ามาที่โต๊ะอาหาร
เมื่อคืนเขาแทบจะไม่ได้นอน พอได้งีบหลับไปหน่อย
ยิ่งนอนก็ยิ่งปวดหัว
เมื่อมองดูอาหารน่าตาน่ากินเต็มโต๊ะ เขาก็กลับรู้สึกกินไม่ลง
พอเห็นว่าบนโต๊ะคนยังไม่ครบ เขาก็เอ่ยถาม
“จือเหวยล่ะ?”
หลี่หรูตอบ “โทรมาบอกแล้วว่าเที่ยงนี้ไม่กลับมากินข้าวน่ะ”
จางจิ่วเหอเอ่ยขึ้น “คงจะกำลังวิ่งเต้นเรื่องนี้อยู่นั่นแหละ ปล่อยเขาไปเถอะ พวกเรากินข้าวกันก่อน”
พวกเขากำลังจะเริ่มลงมือคีบอาหาร
จู่ ๆ ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิดออกเสียงดังปัง
จางจือเหวยเดินเข้ามาด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
เขามองดูทุกคนด้วยสายตาที่เหม่อลอยนิด ๆ
“เสี่ยวเหวย ลูกเป็นอะไรไป?”
หลี่หรูเห็นท่าไม่ดี รีบลุกขึ้นถามด้วยความเป็นห่วง ท่าทางของลูกชายดูผิดปกติจริง ๆ
ปกติต้องมาดเท่ ๆ หล่อ ๆ
แต่วันนี้กลับดูเบลอ ๆ เอ๋อ ๆ พิกล
“ผมไม่เป็นไรครับ”
“เมื่อเช้าหลี่หมู่พาผมไปพบหวังหลงเฉิงมา”
“ผมพรีเซนต์แผนธุรกิจของเราให้หวังหลงเฉิงฟังด้วยตัวเองเลย!”
จางจือเหวยพูดพร้อมกับหยิบแผนธุรกิจออกมา
ประโยคสั้น ๆ แค่สามประโยค ทำเอาคนทั้งบ้านเงียบกริบเป็นเป่าสาก
ทุกคำเป็นภาษาจีนแท้ ๆ แต่พอมารวมกันแล้ว จางเฉาหยางถึงกับรู้สึกว่าสมองประมวลผลตามไม่ทัน
“ลูกบอกว่า… ลูกไปพบ… แล้วยังไงต่อ??”
สามคำสุดท้าย
จางเฉาหยางถึงกับลุกพรวดขึ้นยืน เสียงหลงจนผิดคีย์
จางจือเหวยตอบว่า
“ท่านรองผู้บัญชาการหวัง ไม่ค่อยพอใจกับแผนธุรกิจความร่วมมือองค์กรทหารฉบับนี้เท่าไหร่ครับ…”
จางเฉาหยางและคนอื่น ๆ รู้สึกเหมือนตกลงไปในบ่อน้ำแข็งทันที
วันนี้เพิ่งจะตกนรกมาหมาด ๆ เมื่อกี้คำพูดของลูกเพิ่งจะดึงพวกเขาขึ้นสวรรค์ ตอนนี้โดนถีบลงนรกอีกรอบแล้ว
แต่ประโยคต่อมาของจางจือเหวย พวกเขาก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองโดนเหวี่ยงไปถึงไหนแล้ว
“ท่านรองผู้บัญชาการหวังฝากผมมาถามพวกเราว่า”
“ยินดีที่จะร่วมมือกับกองทัพแบบเจาะลึก แล้วทำแผนธุรกิจเพื่อสร้าง ‘องค์กรผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับกองทัพ’ ร่วมกับกองทัพขึ้นมาใหม่เลยไหมครับ!”