โลกแห่งศิลปะการต่อสู้ขั้นสูง : ข้าสามารถคัดลอกพรสวรรค์ได้ - บทที่ 278 ขุนพลวิญญาณอวิ๋นเทา
- Home
- โลกแห่งศิลปะการต่อสู้ขั้นสูง : ข้าสามารถคัดลอกพรสวรรค์ได้
- บทที่ 278 ขุนพลวิญญาณอวิ๋นเทา
บทที่ 278 ขุนพลวิญญาณอวิ๋นเทา
หวังฮ่าวโคจรพลังจิตวิญญาณอย่างเต็มกำลัง เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่โครงกระดูกเหล่านั้นแตกสลายลง จะมีกระแสปราณวิญญาณอันเยือกเย็นสายหนึ่งวนเวียนอยู่รอบๆ
ดูเหมือนว่าไอปราณนี้เองที่เป็นตัวหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเผ่าซากศพ (死灵族) ทำให้พวกมันสามารถรวมตัวและฟื้นคืนชีพกลับมาได้ใหม่
‘หากข้ากำจัดไอปราณซากศพของพวกเจ้าให้พินาศสิ้น ดูสิว่าพวกเจ้ายังจะฟื้นคืนชีพได้อีกหรือไม่!’
หวังฮ่าวขยับความคิดเพียงวูบเดียว พลังสายฟ้าอันบ้าคลั่งก็พุ่งทะลักออกมา ทำลายล้างไอปราณซากศพเหล่านั้นจนแตกกระจาย
เมื่อไอปราณมรณะสลายไป โครงกระดูกเหล่านั้นก็กลายเป็นเถ้าถ่านและสูญสลายไปอย่างสมบูรณ์
“ในที่สุดก็กำจัดได้เสียที” หวังฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ทหารเผ่าซากศพเหล่านี้แม้พลังฝีมือจะไม่แข็งแกร่งนัก แต่ความสามารถในการฟื้นคืนชีพอันพิลึกกึกกือนั้นนับว่ารับมือได้ยากยิ่ง หากเขาไม่ได้ครอบครองพลังสายฟ้าอันทรงพลัง บางทีอาจจะต้องเสียเวลาไม่น้อยกว่าจะกำจัดพวกมันได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ก่อนหน้านี้กวนเซิ่งเคยเตือนเขาว่าเผ่าซากศพนั้นรับมือยาก หวังฮ่าวเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ทว่าเมื่อได้เผชิญหน้าเข้าจริงๆ เขาถึงได้ตระหนักถึงความร้ายกาจของพวกมัน
“ไอ้สวะ! บังอาจมาเข่นฆ่านักรบเผ่าซากศพของพวกเรา มนุษย์… จงไปตายซะ!”
เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากที่ไกลๆ
หวังฮ่าวตวัดสายตามองไปยังต้นเสียง เห็นร่างหนึ่งในชุดเกราะที่ควบแน่นมาจากปราณมรณะค่อยๆ เดินตรงมาทางเขา
ขุนพลซากศพผู้นี้มีร่างกายใหญ่โตกว่าทหารซากศพที่หวังฮ่าวเพิ่งสังหารไปถึงหนึ่งเท่าตัว บนหน้าผากมีอักขระสีดำประทับอยู่ และดวงตาสาดประกายสีเลือดน่าสยดสยอง
ฟุ่บ!!!
ขุนพลซากศพในชุดเกราะพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวหวังฮ่าวในชั่วพริบตา กรงเล็บอันคมกริบตะปบเข้าใส่หมายเอาชีวิต
หวังฮ่าวใช้ออกด้วยท่วงท่า ‘ย่างก้าวเก้าเซียน’ ร่างกายของเขาดูพร่าเลือนประหนึ่งมายา หลบหลีกการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามไปได้อย่างหวุดหวิด
“น่าสนใจ… น่าสนใจยิ่งนัก นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอมนุษย์ที่น่าสนใจเช่นนี้!” เสียงแหบพร่าของขุนพลซากศพดังกัมปนาทไปทั่วป่าอันรกร้าง
“เลิกพล่ามไร้สาระเสียที มันน่ารำคาญ!” หวังฮ่าวแค่นเสียง ประกายสายฟ้าทั่วร่างสาดแสงแปลบปลาบ
หมัดที่เปี่ยมไปด้วยพลังอัสนีอันบ้าคลั่งพุ่งตรงเข้าหาขุนพลซากศพอย่างรุนแรง
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ขุนพลซากศพถูกพลังสายฟ้าของหวังฮ่าวซัดเข้าเต็มรักจนร่างกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตายอยู่อย่างแรง
“เจ้ามนุษย์ชั้นต่ำ เจ้าหาที่ตายเองนะ!” ขุนพลซากศพคำรามลั่น ปราณมรณะรอบกายหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
ร่างของขุนพลซากศพที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณมรณะหนาทึบพุ่งเข้าใส่หวังฮ่าวอีกครั้งราวกับลูกปืนใหญ่
หวังฮ่าวหรี่ตาลงเล็กน้อย เผ่าซากศพตนนี้แข็งแกร่งไม่เบา อย่างน้อยก็น่าจะเทียบเท่ากับ มหาปรมาจารย์ระดับห้า อีกทั้งด้วยอานุภาพของปราณมรณะ ทำให้โครงกระดูกของมันแข็งแกร่งปานเหล็กกล้า แม้แต่พลังสายฟ้าของเขาก็ยังไม่อาจทำลายมันได้ในคราเดียว
ตูม! ตูม! ตูม!
เพียงไม่นาน ร่างของขุนพลซากศพก็เข้าประชิดหวังฮ่าวอีกครั้ง การโจมตีในครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ทุกกระบวนท่าแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล
มิติรอบด้านเริ่มแตกร้าว กระแสปราณโกลาหลพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกของห้วงมิติอย่างต่อเนื่อง
หวังฮ่าวเองก็ไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำ ‘กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ดาวตก’ (陨星圣剑) ถูกตวัดออกพร้อมกับเจตจำนงกระบี่ไร้เปรียบและพลังสายฟ้าอย่างเต็มกำลัง
ชั่วพริบตา ทั่วทั้งผืนป่าก็เต็มไปด้วยแสงอัสนีบาตสลับกับเสียงปะทะกันอย่างกึกก้อง เพียงไม่กี่อึดใจ ทั้งคู่ก็ปะทะกันไปแล้วหลายสิบกระบวนท่า
เกราะบนร่างของขุนพลซากศพเริ่มแตกร้าว ร่างกายมีร่องรอยของการแตกสลายปรากฏให้เห็น
“สะใจ! สะใจจริงๆ! เจ้ามนุษย์… เจ้าคู่ควรที่จะเป็นคู่มือของข้า ‘ขุนพลวิญญาณอวิ๋นเทา’ ผู้นี้!” ขุนพลซากศพคำรามพลางเข้าปะทะอย่างต่อเนื่อง
แรงปะทะของทั้งสองก่อให้เกิดคลื่นอากาศอันทรงพลัง ซัดเอาพรรณไม้ที่เหี่ยวเฉารอบด้านจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
ทั้งคู่ต่อสู้กันตั้งแต่ฟากหนึ่งของป่าไปยังอีกฟากหนึ่ง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ห้วงมิติที่ปริแตกทำให้ปราณโกลาหลพุ่งออกมาช่วยสลายไอปราณมรณะในป่าไปได้ไม่น้อย
“อย่างเจ้าน่ะหรือจะคู่ควร?” หวังฮ่าวแค่นเสียงเย็น
ทันใดนั้น กลิ่นอายแห่งเจตจำนงวรยุทธ์ของหวังฮ่าวก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เจตจำนงสังหาร, เจตจำนงกระบี่ไร้เปรียบระดับสมบูรณ์ และพลังสายฟ้าอันน่าหวาดหวั่นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พุ่งทะลวงเข้าใส่ขุนพลซากศพอย่างไม่ยั้ง
ขุนพลวิญญาณอวิ๋นเทาไม่อาจต้านทานพลังอันมหาศาลนี้ได้ ร่างของมันพังทลายลงทันที โครงกระดูกทั่วร่างไม่อาจทนรับแรงกระแทกอันหนักหน่วงจนแตกกระจายไปคนละทิศละทาง
เมื่อโครงกระดูกของขุนพลซากศพแตกสลาย ปราณวิญญาณซากศพสีขาวเทาสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น มันแผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าสยดสยองออกมา
เปรี้ยง!!!
หวังฮ่าวรีบฟาดพลังสายฟ้าซ้ำเข้าใส่ปราณวิญญาณสีขาวเทานั้นทันที
“ฮ่าๆๆ เจ้ามนุษย์… ข้าคือผู้ที่เป็นอมตะ!” ปราณวิญญาณสายนั้นยังคงส่งเสียงหัวเราะออกมาได้
ตูม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ปราณวิญญาณสีขาวเทาถูกเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
“ท่านหลิงเซิ่งหงหยวน (弘远灵圣) จะชุบชีวิตพวกเราขึ้นมาใหม่… เจ้ามนุษย์ จงรอเถอะ ข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้า…”
ก่อนที่ปราณวิญญาณสีขาวจะสลายไปสิ้น ยังคงมีเสียงแหลมสูงโหยหวนทิ้งท้ายไว้
หวังฮ่าวมองเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
‘หรือว่าแม้แต่ทำแบบนี้ก็ยังกำจัดพวกเผ่าซากศพไม่ได้จริงๆ?’
‘ช่างเถอะ สนใจไปก็ไลฟ์บอย รีบไปเอา ‘ผลึกหลอมวิญญาณ’ (融灵晶) แล้วรีบไสหัวออกไปจากดินแดนซากศพนี่ดีกว่า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าไอ้พวกเผ่าซากศพนี่จะตามข้าไปถึงดาวบลูสตาร์ได้!’
หวังฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังสำนักเทียนเซี่ยง (天象宗) ด้วยความเร็วสูงสุด
ระหว่างทางเขาต้องปะทะกับนักรบเผ่าซากศพอีกมากมาย แต่ด้วยประสบการณ์จากการต่อสู้ก่อนหน้า ทำให้ความเร็วในการกำจัดพวกมันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เจตจำนงกระบี่ไร้เปรียบฟาดฟันโครงกระดูกจนแหลกละเอียด ตามด้วยพลังสายฟ้าที่บดขยี้ปราณวิญญาณให้สิ้นซาก ทุกท่วงท่าลื่นไหลต่อเนื่องไร้ที่ติ
หวังฮ่าวฝ่าวงล้อมการต่อสู้มุ่งหน้าสู่จุดหมายอย่างรวดเร็ว
…
ณ ดินแดนเหนือสุด
ในยามนี้ ดินแดนเหนือสุดถูกปกคลุมไปด้วยไอปราณมรณะจนสิ้น ทุกแห่งหนกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า
บนทุ่งน้ำแข็งกว้างใหญ่เงียบสงัดราวกับป่าช้า ลมหนาวที่พัดผ่านแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าอันไร้สิ้นสุด
รอบบริเวณทุ่งน้ำแข็งเต็มไปด้วยซากศพของเผ่ามารจำนวนมหาศาล
ซากศพเหล่านั้นเมื่อถูกไอปราณมรณะกัดเซาะ เนื้อหนังก็เริ่มเน่าเปื่อยและสลายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเนื้อหนังหมดสิ้น ไอปราณมรณะก็มุดทะลวงเข้าไปในกระดูกของพวกเขาแทน
โครงกระดูกเผ่ามารที่ไร้ซึ่งวิญญาณเหล่านั้นเริ่มขยับเขยื้อนและลุกขึ้นยืนช้าๆ กลายเป็นสมาชิกใหม่ของเผ่าซากศพ
ทันใดนั้นเอง ปราณวิญญาณซากศพสีขาวจำนวนมากก็พุ่งทะลักมาจากภายนอกทุ่งน้ำแข็ง
ปราณเหล่านี้แทรกซึมเข้าสู่โครงกระดูกเผ่ามาร ทำให้พวกมันแผ่ซ่านกลิ่นอายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ไม่นานนัก ปราณวิญญาณสีขาวเทาสายหนึ่งก็ค่อยๆ ลอยมาจากภายนอกทุ่งน้ำแข็ง และพุ่งเข้าสิงสู่ในโครงกระดูกเผ่ามารขนาดมหึมาตนหนึ่ง…