โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 1: ตู้ขบวนรถไฟ
บทที่ 1: ตู้ขบวนรถไฟ
ท่ามกลางความมืดมิดของอุโมงค์ลึก ขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้ายของคืนนี้กำลังเคลื่อนที่ไปตามรางด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
เสียงล้อเหล็กบดกับรางดัง ฉึกฉัก เป็นจังหวะสะท้อนไปมาในอุโมงค์แคบๆ เคล้าไปกับเสียงครางต่ำของเครื่องยนต์หัวจักรที่ดังแว่วมาจากทางด้านหน้า
ผมหาวออกมาเบาๆ พลางซบแก้มลงกับกระจกหน้าต่างที่สั่นไหวเล็กน้อย ภายนอกมีเพียงความมืดสนิทของผนังอุโมงค์ที่พุ่งผ่านไป แสงไฟนีออนสลัวภายในตู้โดยสารสะท้อนเงาของผมที่ดูเหนื่อยล้าไม่แพ้กัน
ผมขยับกระเป๋ากีฬาที่วางอยู่ข้างตัว จัดท่าทางให้นั่งสบายขึ้น แล้วเหลือบมองไปรอบตู้โดยสารที่มีคนอยู่ราว 32 คน
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหน้าพึมพำอะไรบางอย่าง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น หนึ่งในกลุ่มเด็กพวกนั้นมีเสียงหัวเราะที่
จะว่ายังไงดีล่ะ มันช่างน่ารำคาญจนเป็นเอกลักษณ์ แถมเจ้าตัวยังดูไม่แคร์สายตาใครเสียด้วย บอกตามตรงว่ามันเริ่มทำให้ผมหงุดหงิดนิดๆ แล้ว
พอละสายตาจากพวกนั้น ผมก็บังเอิญสบตากับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งถัดไปไม่กี่แถว บนใบหน้าเธอฉายแววเบื่อหน่ายไม่ต่างกัน สายตาเราประสานกันครู่หนึ่งคล้ายจะมีความเข้าใจที่ตรงกัน
ผมพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย ซึ่งเธอก็พยักหน้าตอบกลับมาอย่างรู้กัน แน่นอนว่าเราทั้งคู่ต่างรำคาญกลุ่มเด็กนั่น แต่ก็นั่นแหละ… เราต่างขี้เกียจเกินกว่าจะลุกไปทำอะไร
ผมหันกลับไปมองกระจกหน้าต่าง สังเกตรอยยิ้มจางๆ ที่เกือบจะมองไม่เห็นบนเงาสะท้อนของตัวเอง รอยยิ้มนี้ไม่ใช่เพราะดีใจที่มีเพื่อนร่วมความซวยหรอกนะ แต่มันแค่รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยที่มีคนเข้าใจ
ไม่นานผมก็ปิดเปลือกตาลง เสียงเครื่องยนต์สม่ำเสมอกลายเป็นเพลงกล่อมชั้นดีที่ทำให้เริ่มเคลิ้มหลับ…
ทว่าทันใดนั้น ความโกลาหลก็ระเบิดขึ้น!
แสงสว่างจ้าพุ่งกระแทกเข้าตาจนผมสะดุ้งตื่น ทัศนวิสัยของผมพร่ามัวไปหมด และวินาทีต่อมา ร่างของผมก็พลันวูบไหวเหมือนร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่า
เสียงกรีดร้องระงมดังแทรกเข้ามาพร้อมกับความรู้สึกเหมือนตู้รถไฟถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากวูบขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะกระแทกโครมลงมาอย่างจัง!
เสียงกระจกแตกละเอียดและโลหะบิดเบี้ยวบดขยี้กันดังบาดหู ผมพยายามหรี่ตาหนีแสงที่สว่างเกินพิกัดครู่หนึ่ง และเมื่อม่านตาเริ่มปรับสภาพได้ ผมก็ต้องอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า
“กลางวันงั้นเหรอ? บ้าอะไรเนี่ย?”
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงท้องฟ้าสีครามกว้างสุดลูกหูลูกตา และดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นกลุ่มเมฆ ถ้ามีใครถาม ผมคงสาบานว่านี่คือเวลาสายหรือไม่ก็บ่ายต้นๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเมื่อกี้มันยังมืดค่ำอยู่เลย!
“ทุกคน ใจเย็นๆ ก่อนครับ!”
เจ้าหน้าที่รถไฟ ในชุดยูนิฟอร์มตะโกนก้อง เขาคือคนที่เดินตรวจตู้เราเมื่อครู่ แต่สภาพของเขาตอนนี้ดูสับสนไม่แพ้กัน เขาพยายามมองผ่านประตูเชื่อมตู้โดยสารที่บิดเบี้ยวไปทางหัวขบวน
“เกิดอะไรขึ้น! หัวจักรล่ะ? ตู้อื่นหายไปไหนหมด!”
เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความตระหนก
ผมรีบลุกขึ้นแล้วมองไปที่รอยต่อของตู้รถไฟ หัวใจผมหล่นวูบ
ที่นี่มีแค่ตู้โดยสารของเราเพียงตู้เดียว รอยต่อเหล็กที่เคยเชื่อมกับตู้ถัดไปถูกตัดขาดอย่างเรียบกริบเหมือนใช้ของมีคมขนาดยักษ์ฟันฉับเดียวขาด
ไม่มีหัวจักร ไม่มีตู้ข้างหน้า หรือตู้ข้างหลัง ราวกับว่าตู้โดยสารหมายเลขที่เรานั่งอยู่ถูกตัด ออกมาและวางลงบนทุ่งหญ้าแห่งนี้เพียงลำพัง
ในขณะที่คนอื่นพากันลุกพรวดพราด ผมยังคงพยายามตั้งสติ เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดซึมตามแผ่นหลังเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่บนฟ้ามีดวงอาทิตย์สองดวง? ดวงแรกซ่อนอยู่หลังเมฆ ส่วนดวงที่สองซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และมีสีส้มเข้ม กำลังส่องแสงอยู่ทางด้านซ้าย
ผมบอกกับตนเองให้ใจเย็นพร้อมกับควานหาโทรศัพท์ และแน่นอน มันไม่มีสัญญาณเลยแม้แต่ขีดเดียว ผมเหลือบมองผู้โดยสารทั้ง 32 คน บางคนเริ่มก้าวลงจากตู้ที่เอียงกระเท่เล่ บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กด้วยสีหน้าสิ้นหวัง
ผมคว้ากระเป๋ากีฬาของตนเองแน่นแล้วก้าวลงจากรถ ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ความรู้สึกนุ่มหยุ่นก็แล่นวูบเข้ามา ใช่แล้ว มันคือพื้นหญ้า
“บ้าไปแล้ว”
ผมได้ยินเสียงสบถเบาๆ
พอหันไปทางซ้ายก็เห็นหญิงสาวขี้รำคาญคนเดิมยืนอ้าปากค้าง สายตาเธอจับจ้องไปยังความว่างเปล่าที่ควรจะเป็นทางรถไฟ แต่กลับมีเพียงทุ่งหญ้ากว้าง
“โชอี้…”
เด็กหญิงตัวน้อยจับมือหญิงสาวไว้แน่น
ผมละสายตาจากพวกเธอไปมองรอบๆ เจ้าหน้าที่รถไฟยังคงถูกคนรุมล้อม เขาพยายามเรียกสติทุกคน แต่ดูเหมือนเขาเองก็กำลังจะเสียสติเมื่อเห็นว่าตู้รถไฟของเขาถูกตัดขาดมาแบบไร้ที่มาที่ไปแบบนี้
ถัดจากนั้นเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น และไกลออกไปเป็นกลุ่มผู้ชายที่กำลังยืนมองสภาพแวดล้อมด้วยความสับสน
“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น!”
เสียงเจ้าหน้าที่อุทานอย่างจนปัญญา
“หัวจักรหายไป… ตู้อื่นๆ ก็หายไปหมด!”
น่าสงสารชะมัด ผมคิดในใจพลางมองผู้คนที่รุมกดดันเขา แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบยุ่งกับใคร ผมจึงเลือกเดินปลีกตัวออกมาเพื่อเช็กสัญญาณโทรศัพท์
ทว่าก่อนที่ผมจะทันได้เดินไปไกล เสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้น
“นี่… คุณ!”
เป็นหญิงสาวคนเดิมนั่นเอง เธอชะงักฝีเท้าเมื่อผมหันไปสบตา เธอมีท่าทีอึกอักเหมือนนึกคำพูดไม่ออก ก่อนจะถามออกมาแค่ว่า
“คุณจะไปไหนน่ะ?”
เธอกำมือน้องสาวตนเองพร้อมกับเหลือบมองซากตู้รถไฟที่โดดเดี่ยวกลางทุ่งกว้างอย่างประหม่า ราวกับว่ามันเป็นเรือชูชีพลำสุดท้าย
“แค่จะไปเช็กสัญญาณโทรศัพท์”
ผมโชว์หน้าจอให้เธอเห็นก่อนจะเดินต่อ และไม่ลืมที่จะหรี่แสงหน้าจอให้ต่ำที่สุดเพื่อประหยัดแบตเตอรี่
ผมถอนหายใจยาว พลางมองทุ่งหญ้ากว้างซึ่งถูกล้อมไปด้วยป่าอีกชั้น ที่นี้ไม่มีร่องรอยของมนุษย์คนอื่นเลยนอกจากพวกเรา 32 คนในตู้รถไฟใบนี้ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน