โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 2 ตัวอักษรเหนือศรีษะ
บทที่ 2 ตัวอักษรเหนือศรีษะ
เมื่อไม่เห็นวี่แววของสัญญาณโทรศัพท์ ผมจึงตัดสินใจเดินกลับ และจะไม่ยอมห่างจากตู้รถไฟไปไกลกว่านี้
ระหว่างทางผมถือโอกาสสำรวจเพื่อนร่วมทางอย่างละเอียดอีกครั้ง พวกเรามีกันทั้งหมด 32 คน เป็นชาย 19 และหญิง 13
คนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็คือ เด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามติดหญิงสาวจอมหงุดหงิดคนเดิมไม่ห่าง ซึ่งในตอนนี้ ทั้งสองคนกำลังเดินตามหลังผมมาราวกับเป็นเงาตามตัว
ส่วนคนอื่นๆ ก็คละเคล้ากันไป ตั้งแต่วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ไปจนถึงหญิงชราที่อุ้มเจ้าสุนัขพันธุ์คอร์กี้ไว้แนบอก
“แกดูยังไงว่านี่คือโลกเดิมฮะ!?”
เสียงแผดลั่นดังมาจากกลุ่มคนที่อยู่หน้าซากตู้รถไฟ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งชี้นิ้วไปยังดวงอาทิตย์ดวงที่สองด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนจนเห็นได้ชัด
“เราจะมานั่งบื้อรอความช่วยเหลือกลางทุ่งหญ้าบ้าๆ นี่ไม่ได้นะโว้ย! รางรถไฟมันหายไปแล้ว เห็นไหม!”
เมื่อเขาเริ่มโวยวาย เจ้าหน้าที่รถไฟที่พยายามควบคุมสถานการณ์อยู่ก็เริ่มมีสีหน้าย่ำแย่ มิหนำซ้ำบางคนยังเริ่มคล้อยตามและเสนอความเห็น
“เราควรเดินสำรวจรอบๆ ก่อน อย่างน้อยก็น่าจะหาทางออกไปจากทุ่งหญ้าที่มีป่าล้อมเอาไว้นี่”
ผมกลอกตาพลางเลิกสนใจคำพูดพวกนั้น ป่าไม้ที่ล้อมรอบเราไว้ทุกทิศทาง ดูภายนอกมันก็เหมือนธรรมชาติธรรมดาที่พบได้ทั่วไปบนโลก ต่อให้เดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปตอนนี้ก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา
ผมเริ่มทบทวนสมมติฐานในหัว ซึ่งแต่ละข้อดูจะบ้าบอขึ้นเรื่อยๆ
ข้อแรก พวกเราถูกลักพาตัว ใครบางคนอาจจะวางยาสลบพวกเราทุกคนบนรถไฟ แล้วเคลื่อนย้ายพวกเรามาทิ้งไว้ที่นี่โดยจัดฉากให้ดูเหมือนตู้โดยสารถูกตัดขาดอย่างประณีตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย
แต่มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะผมจำได้แม่นว่าตัวเองยังไม่ทันจะได้หลับเคลิ้มไปด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่ยังติดตาอยู่คือแสงสว่างวาบ และความรู้สึกเหมือนถูกกระชากขึ้นสู่ใจกลางอากาศก่อนจะมาโผล่ที่นี่
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นต่อเนื่องกันจนไม่มีช่องว่างของเวลาให้ใครมาลักพาตัวได้เลยสักวินาทีเดียว ที่สำคัญ ฉากรอบตัวนี่มันก็ดูสมจริงเกินกว่าจะเป็นของทำมือขึ้นมาด้วย
ข้อสุดท้ายที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุด แม้จะฟังดูบ้าที่สุด คือเราอยู่บนดาวดวงอื่นจริงๆ เหตุผลหลักก็คือไอ้ก้อนสีส้มบนฟ้านั่นแหละ ผมหาจุดปลอมของดวงอาทิตย์ดวงที่สองไม่ได้เลย
ทว่าในขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิด เสียงกรีดร้องของเด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นก็ดังบาดแก้วหู เธอชี้มือไปทางแนวป่าที่อยู่ห่างออกไป
ผมมองตามไป และพบกับหมาป่าตัวหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ขนสีน้ำตาลของมันเกรอะด้วยคราบเลือดแห้งกรัง หูหายไปข้างหนึ่งพร้อมแผลเป็นฉกรรจ์บนสันจมูก
มันจ้องเขม็งมายังกลุ่มคนที่กำลังขวัญเสียด้วยสายตาน่าขนลุก ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายสีแดงจางๆ อย่างประหลาด
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือขนาดของมัน เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้สูงใหญ่จนดวงตาของมันอยู่ในระดับเดียวกับสายตาของผม มันคือหมาป่าที่มีขนาดตัวพอๆ กับรถยนต์หนึ่งคัน!
มันส่งเสียงคำรามข่มขู่พลางก้าวเข้ามาหาอย่างคุกคาม นอกจากนี้บนหัวของมันยังปรากฏตัวอักษรลอยเด่นอยู่ชัดเจน
[หมาป่า – เลเวล 2]
แรงสั่นสะเทือนจากการก้าวเดินของมันทำให้สัญชาตญาณทุกส่วนในร่างกายของผมกรีดร้องบอกให้รีบหนีทันที ผมไม่คิดมากและตัดสินใจวิ่งกลับไปที่ตู้รถไฟทันที
คนอื่นที่เห็นเริ่มทำตาม บางคนวิ่งหนีอย่างเร่งรีบ บางคนถึงกับหกล้มแล้วต้องตะเกียกตะกายคลานหนีตายอย่างน่าเวทนา
ผมเห็นผู้ชายบางคนผลักเด็กให้พ้นทางเพียงเพื่อจะเอาตัวรอดเข้าไปในซากตู้เหล็กก่อนคนอื่น
โชคดีที่เจ้าหมาป่าเดินเข้ามาอย่างช้าๆ มันดูระมัดระวังตัวมาก แววตาของมันฉายประกายความฉลาดที่ผิดปกติออกมาด้วย
เมื่อทุกคนพยายามอัดตัวกันเข้าไปในตู้รถไฟที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย เจ้าหน้าที่รถไฟก็พยายามปิดประตูที่บิดเบี้ยวเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย
“นั่นมันตัวบ้าอะไรกัน”
“เลเวลนั่นมันหมายความว่ายังไง”
ในขณะที่คนอื่นมัวแต่จดจ้องหมาป่าผ่านกระจกหน้าต่างด้วยความหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ผมกลับรีบกวาดสายตาไปรอบตู้โดยสารเพื่อมองหาอะไรก็ตามที่พอจะใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้
โชคดีที่ผมตาไวไปเห็นท่อนเหล็กราวจับที่หลุดกระเด็นออกมาจากแรงกระแทก จึงรีบคว้ามันมาถือไว้ พร้อมกับเลือกเศษกระจกขนาดเหมาะมือขึ้นมาเป็นอาวุธสำรอง
ในตอนนี้เจ้าหมาป่าอยู่ห่างจากตู้รถไฟไปเพียง 10 เมตร และท่าทางของมันก็ดูดุร้ายยิ่งกว่าเดิม มันเริ่มเดินวนรอบตู้รถไฟช้าๆ พลางส่งเสียงคำรามต่ำที่ชวนให้คนฟังรู้สึกขนลุกซู่ไปถึงกระดูกสันหลัง
“เมี้ยวๆ ถ้าเรียกมันแบบแมว มันจะใจอ่อนไหมวะ?”
เด็กหนุ่มที่เคยหัวเราะเสียงประหลาดพูดขึ้น เสียงของเขาสั่นเครือและใบหน้าซีดเผือด แม้คำพูดจะฟังดูเพี้ยนแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะออก เพราะทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัวสุดขีด
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังขวัญเสีย สายตาของผมยังคงถูกตรึงไว้กับตัวอักษรเหนือหัวของมัน [หมาป่า – เลเวล 2]
ผมพยายามตั้งสมาธิ ตัดเสียงกรีดร้องและเสียงคำรามออกจากหัว ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามา… มันเหมือนในเกมไม่มีผิด
“โปรไฟล์”
ผมกระซิบ... ไร้การตอบสนอง
“หน้าต่างตัวละคร”
ผมลองใหม่… ยังคงว่างเปล่า
ในขณะที่ผมกำลังง่วนอยู่กับการหาวิธีเปิดระบบ ชายคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลก็ตะคอกใส่ด้วยความรำคาญ
“หุบปากเหม็นๆ ของแกซะทีได้ไหมวะ! จะบ่นพึมพำอะไรนักหนา!”
ผมหันขวับไปมองชายคนนั้นด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ด แต่ไม่ทันจะได้โต้กลับ แรงกระแทกมหาศาลพร้อมเสียงกระจกแตกก็ดังขึ้น!
เจ้าหมาป่าจู่โจมตู้รถไฟอย่างรวดเร็ว แรงปะทะนั้นทำให้ตู้รถไฟที่เอียงอยู่แล้วสั่นสะเทือนรุนแรงจนคนข้างในล้มระเนระนาด ผมกัดฟันแน่น ตัดสินใจลองดูเป็นครั้งสุดท้าย
“สถานะ! หรืออะไรก็ช่าง ออกมาซิวะ!”
สิ้นคำสบถนั้น ในชั่วพริบตา หน้าต่างโปร่งแสงสีทองอร่ามก็พลันเด้งสว่างวาบขึ้นตรงหน้าผมทันที!
[ชื่อ: เนเทล วิน]
ความยาก: นรก
ชั้นที่: 1
เวลาที่เหลือก่อนการบังคับส่งกลับ: 4 ปี 364 วัน 23 ชั่วโมง 36 นาที 12 วินาที
เลเวล: 0
ความแข็งแกร่ง: 6
ความว่องไว: 7
ความทนทาน: 3
มานา: 1
[อาชีพหลัก: ยังไม่เปิดใช้งาน]
[อาชีพรอง: ยังไม่เปิดใช้งาน]
ทักษะ: สมาธิ เลเวล 1
การควบคุมมานา เลเวล 1
[แต้มทักษะ: 0]
[แต้มสถานะ: 0]
ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้พิจารณาหน้าต่างตรงหน้า เสียงกระจกแตกละเอียดก็ดังระเบิดขึ้น คราวนี้มันอยู่ห่างจากผมไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น!
หน้าต่างเยื้องทางซ้ายถูกหัวขนาดมหึมาของหมาป่าพุ่งทะลวงเข้ามา ปากขนาดยักษ์นั่นงับเข้าที่ชายเสื้อของหญิงชราที่ยืนอยู่ข้างๆทันที!
เธอแผดเสียงกรีดร้องสุดชีวิต พยายามตะเกียกตะกายหนี เจ้าหมาป่าสะบัดหัวอย่างแรง จนแรงเหวี่ยงมหาศาลฉุดกระชากร่างของหญิงชราจนล้มโครมลงกับพื้นรถไฟ พร้อมกับเสียงขู่คำรามที่ดังก้องไปทั่วตู้ขบวน!