โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 33 ความประมาท
บทที่ 33 ความประมาท
“สรุปว่านายทำมันลงไปจริงๆ สินะ…”
แฮดวินเอ่ยขึ้นขณะจ้องหน้าผมสลับกับเทสด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
สำหรับผม การจัดการโทรลล์เลเวล 12 มาสดๆ ร้อนๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลยสักนิด โอเค แม้จะตึงมือบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ แต่ดูเหมือนแฮดวินจะไม่คิดแบบนั้น
“ให้ตายซิ เนเทล”
เขาสบถพลางถอนหายใจ และกวาดมือไปมากลางอากาศอย่างหัวเสีย
“นายพอจะนึกออกบ้างไหมว่าที่ทำลงไปมันบ้าบิ่นแค่ไหน นายเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งแล้วนะ!”
ผมทำเพียงแค่ยักไหล่ สำหรับผมถ้ามันดูอันตรายเกินรับมือ ผมก็แค่โกยแน่บก็พอ และถ้าหนีไม่พ้นก็แค่ล่อมันกลับมาที่ค่ายเท่านั้นเอง แน่นอนผมไม่พูดอะไรแบบนี้ไปหรอก
“นายกำลังทำให้ชีวิตของทุกคนตกอยู่ในอันตรายนะ”
แฮดวินกดเสียงต่ำลง
“จินตนาการออกไหมว่าถ้าต้องเสียนายและเทส ไปพร้อมกันกลุ่มเราจะลำบากแค่ไหน หรือถ้าพวกนายฆ่ามันไม่ได้แล้วล่อมันกลับมาที่นี่ คนอื่นๆ จะเป็นยังไง?”
ผมรับฟังข้อกล่าวหาเหล่านั้นด้วยท่าทีเรียบเฉย ความกังวลของเขาไม่ใช่ปัญหาของผมสักนิด เมื่อหันไปมองเทส ผมเห็นเธอแสดงสีหน้าเหมือนจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ผมรู้จักเธอดีเธอก็ไม่ต่างกับผมมากนักหรอก
ช่วงนี้แฮดวินดูจะเครียดสะสมขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นเพราะต้องแบกรับภาระผู้นำ และแรงกดดันจากคนในค่ายที่เอาแต่พึ่งพาเขา
แถมการที่โชอี้แยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ก็คงยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาขุ่นมัว ทว่าในมุมมองของผม นั่นคือสิ่งที่เขาเลือกเอง เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องทนรับมันไป
ในจังหวะที่ผมตั้งท่าจะเดินเลี่ยงผ่านเขาไป แฮดวินกลับก้าวเข้ามาขวางทางไว้ทันควัน ท่าทีแข็งกร้าวนั้นทำให้คนรอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความตกใจ บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาในพริบตา
“แฮดวิน ฉันว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีนะ…”
เสียงของเทสเริ่มแทรกเข้ามา แต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจ สายตาของผมจับจ้องไปที่ชายวัยกลางคนตรงหน้า ผมจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังของเขา
ในเมื่ออยากจะลองดีนัก ผมก็พร้อมจะจัดให้ ผมเข้าสู่สภาวะ สมาธิ ทันที พร้อมปล่อยให้มานาไหลเวียนไปตามร่างกายเพื่อเตรียมรับมือ
เขากำหมัดขึ้น ผมเห็นมันชัดเจนแต่กลับไม่คิดจะหลบให้เสียเวลา ผมตั้งใจจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเลเวลที่เพิ่มขึ้นของผมไม่ใช่แค่ตัวเลข
ทว่าทันทีที่หมัดของเขากระทบเข้ากับใบหน้า มานาที่ผมควบแน่นไว้เพื่อเสริมพลังป้องกันกลับสลายหายไปดื้อๆ สภาวะสมาธิที่เคยนิ่งสงบหลุดลอยไปในพริบตา
วินาทีนั้นหัวใจของผมหล่นวูบ ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากหมัด แต่เป็นความตื่นตระหนกที่เส้นมานาซึ่งเคยไหลเวียนพลันตีบตันและนิ่งสนิทราวกับถูกแช่แข็ง ร่างกายที่เคยทรงพลังกลับอ่อนแอลงทันที
ความว่างเปล่าที่เข้าจู่โจมกะทันหันทำเอาผมช็อกจนแทบลืมหายใจ เมื่อพลังที่เคยพึ่งพามาตลอดถูกตัดขาดไปดื้อๆ
ก่อนที่ผมจะทันตั้งตัว เขาก็ซัดเข้าที่หน้าผมซ้ำอีกครั้งจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือด ผมพยายามจะดึงสมาธิ และรวบรวมมานาอีกครั้ง แต่มันกลับไร้ผล
คราวนี้เขาคว้าไหล่ผมไว้แน่นแล้วแทงเข่าเข้าที่ท้องอย่างจัง แรงปะทะนั้นหนักหน่วงจนลมหายใจแทบหลุดออกจากปอด ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนรู้สึกแสบร้อนในช่องท้องราวกับอวัยวะภายในกำลังถูกบดขยี้
ผมพยายามหอบหายใจอย่างยากลำบากเพื่อประคองสติที่เหลืออยู่ พร้อมกับปัดป้องลูกเตะของเขาไว้ได้หวุดหวิดก่อนจะโยกหลบหมัดเหวี่ยงที่ตามมา
ค่าสถานะทางกายภาพของเขาทั้งความแข็งแกร่ง และความว่องไว สูงกว่าผมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อปราศจากมานาเสริมพลัง ผมก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ทั้งช้า และอ่อนแอกว่าเขามาก
นี่มันทักษะของเขาอย่างนั้นเหรอ? ทักษะที่สามารถปิดกั้นมานาของคนอื่นได้…
ผมค่อยๆ ควบคุมจังหวะการหายใจ และพยายามผ่อนคลายจิตใจ แม้ไม่มีทักษะช่วย แต่สัญชาตญาณ และการเฝ้าสังเกตยังคงทำงาน
ผมจับจ้องไปที่จุดศูนย์กลางร่างกายของเขา เฝ้ามองทุกการขยับเขยื้อนตั้งแต่ช่วงไหล่ เอว และขา ผมอ่านจังหวะหมัดที่เหวี่ยงออกมาแล้วใช้มือรับไว้ ก่อนจะถีบตัวถอยไปข้างหลังเพื่อตั้งหลัก
แม้ใบหน้าจะปวด ท้องจะระบม และมานาจะยังนิ่งสนิท แต่ผมเริ่มจับทางเขาได้แล้ว เขาเร็วกว่าผมก็จริง แต่การออกอาวุธของเขามันดูทื่อ และคาดเดาง่ายเกินไป ผมเริ่มขยับตัวหลบหลีกก่อนที่การโจมตีจะมาถึงเสียด้วยซ้ำ
จังหวะที่เขาพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง ผมสวนกลับทันทีด้วยการซัดเข้าที่กกหูของเขาเต็มแรง แรงปะทะส่งให้เขาถอยกรูดพลางโซเซ
มือของเขายกขึ้นกุมหูตามสัญชาตญาณ และนั่นคือโอกาสที่ผมรอคอย ผมประชิดตัวแล้วเตะตัดขาจนเขาเสียหลักเซถลา
ผมแสร้งทำเป็นจะชกที่กกหูซ้ำ ทว่าเมื่อเขาขยับมือมากันตามคาด ผมก็เปลี่ยนทิศทางซัดหมัดอีกข้างเข้าที่หน้าท้องจนเขาตัวงอ
จากนั้นจึงเตะย้ำเข้าที่ข้อขาเดิมซ้ำ จนเขาทรุดลง ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด และสุดท้ายผมก็ปิดบัญชีด้วยหมัดตรงเข้าเป้าที่ตาซ้ายอย่างจัง
ในวินาทีนั้นเอง ผมสัมผัสได้ทันทีว่าทักษะของเขาสลายไป และมานาในร่างของผมก็พร้อมจะกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง
แต่… ผมเลือกที่จะไม่ใช้มัน
ผมจู่โจมเขาต่อด้วยพละกำลังจากร่างกายเพียวๆ ก้าวประชิดตัวแล้วแทงเข่าเข้าที่ท้องจนเขาตัวงอเป็นกุ้ง ก่อนจะสอยหมัดเข้าที่ปลายคางอย่างรวดเร็ว
ผมซัดซ้ำเข้าที่คางเขาเป็นครั้งที่สอง แรงสั่นสะเทือนทำให้เขาเซไปเซมาด้วยอาการหน้ามืด
จังหวะที่เขากำลังสับสน ผมก็บิดตัวส่งแรงจากหัวไหล่และเอว ซัดหมัดที่หนักหน่วงที่สุดเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจังจนเขาล้มพับไปกองกับพื้นในที่สุด
ผมจ้องมองเขาด้วยลมหายใจที่ยังหอบถี่ คนรอบข้างต่างยืนนิ่งงัน ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาแทรกแซง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผม ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่บอบช้ำนั่น
มีอะไรน่าขำนักหนาวะลุง? โดนอัดน่วมขนาดนี้ แถมผมยังไม่ได้ใช้มานาด้วยซ้ำ
“เหะๆ…”
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นพร้อมกับคราบเลือดที่เปรอะตามซอกฟัน
“นายเองก็รู้ใช่ไหมล่ะ?”
เขาหัวเราะซ้ำอีกครั้ง
“ฉันฆ่านายได้เลยนะถ้าอยากจะทำจริงๆ”
ผมยืนนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้อะไร
“นายเตรียมตัวรับมือฉันไว้แล้วแท้ๆ คิดว่ายังไงฉันก็ต้องจู่โจมแน่ แต่ฉันก็ยังหาจังหวะซัดนายเข้าเป้าได้ตั้งหลายที”
เขานอนแผ่อยู่บนพื้นพลางแหงนมองท้องฟ้า
“ฮ่า… สะใจชะมัด ฉันอยากจะซัดหน้านายมาตั้งนานแล้ว เจ้าหนูเหลือขอตัวแสบ”
ความเงียบของผมยิ่งทำให้เขาหัวเราะนานกว่าเดิม
“ในที่สุดฉันก็ได้เห็นอารมณ์บนหน้านายสักที นายมักจะทำหน้าไม่ทุกข์ร้อน ดูเบื่อโลกตลอดเวลาแม้แต่ตอนต่อสู้ แต่ตอนนี้… นายดูโกรธจัดเลยว่ะ”
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ คนส่วนใหญ่ต่างพากันหลบตา ลิลลี่และคนอื่นๆ ดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อหันไปมองเทสที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าของเธออ่านยาก แต่ท่าทางของเธอดูพร้อมที่จะขยับตัวได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เพื่อมาช่วยผมหรอกนะ แต่เพื่อหยุดผมหากผมตัดสินใจจะปิดบัญชีแฮดวินต่างหาก
“รู้ไหม พักหลังมานี้นายมั่นใจเกินไปแล้วนะ เนเทล”
เขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม
“นายมันไม่รู้จักความกลัว นายเสพติดการต่อสู้จนมองข้ามความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งนั่นมันไม่ได้เดิมพันแค่ชีวิตของนายคนเดียว แต่นายกำลังลากคนรอบข้างไปตายด้วย”
“นายไม่ได้ไร้เทียมทานหรอก เนเทล วันนี้ถ้าฉันอยากจะฆ่านายจริงๆ นายก็ตายไปแล้ว และต่อให้ไม่ใช่ฉัน โลกบ้านี้ ก็ยังมีอย่างอื่นที่พร้อมจะขยี้คนประมาทอย่างนายให้จมดินได้อยู่ดี”
พูดจบเขาก็เงียบไป คงเพราะไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้ว ผมหันไปสบตาเทส เธอไม่ได้หลบตาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร และแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม
ผมเดินปลีกตัวออกมาจากตรงนั้นก่อนที่จะเผลอระเบิดอารมณ์ใส่ใครเข้า ผมมุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึก พยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง
ช้าๆ หายใจเข้า หายใจออก ทำซ้ำไปเรื่อยๆ
ผมทำโดยไม่ใช้งานทักษะ สมาธิ เพราะต้องการใช้ความคิดของตัวเองไตร่ตรองทุกอย่างที่เกิดขึ้น
หลังจากใจเย็นลง ผมเริ่มตระหนักว่าบางทีพวกเราอาจจะถูกด้วยกันทั้งคู่ ความจริงคงอยู่ตรงกลางนั่นแหละ
มันเป็นความจริงที่ผมจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้ และไม่ควรพึ่งพาแต่ทักษะ เหมือนที่แฮดวินเพิ่งสั่งสอนผมไปอย่างเจ็บแสบเมื่อครู่นี้แหละ
ให้ตายสิ ตาลุงนั้นต้องสะใจแน่ๆ ที่ได้ต่อยหน้าผม
แต่มองอีกมุมหนึ่ง การจะให้เลิกออกล่าหรือหยุดเพิ่มความแข็งแกร่งก็เป็นไปไม่ได้ แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยง แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกผมว่าบทเรียนเริ่มต้นในชั้นที่ 1 ของระดับนรกนี้มันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ถ้าผมมัวแต่พัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป เก็บเลเวลแบบกลัวตายเกินเหตุ ผมอาจจะเติบโตได้ไม่เร็วพอที่จะเอาชีวิตรอดไปจนครบห้าปี
ผมจำเป็นที่จะต้องออกล่า ผมจำเป็นที่จะต้องยอมเสี่ยง และผมจะสนุกไปกับการต่อสู้ต่อไป ผมจะยังคงพึ่งพาทักษะสมาธิ เพื่อกำจัดอารมณ์ไร้สาระทิ้งไป
ทั้งหมดที่ต้องทำนี้ก็เพื่อการเอาชีวิตรอดของผมเองทั้งนั้น
ส่วนแฮดวินกับบทเรียนของเขาน่ะเหรอ? คำขอบคุณจากผมก็คือการที่ผมจะไม่ซัดเขาจนสลบเหมือด และจะลดความห้าวลงมาหน่อยแล้วกัน
เขาพูดถูกเรื่องที่ผมเริ่มยโสโอหัง และเขาก็พิสูจน์มันออกมาได้แบบแสบทรวงดีจริงๆ
เพราะฉะนั้น ขอบใจนะ… แล้วก็ไปตายซะไอ้ตาลุงเฮ็งซวย
ส่วนใครจะเป็นฝ่ายถูกกันแน่? กาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวพิสูจน์