โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 45: รอยร้าวภายในจิตใจ
บทที่ 45: รอยร้าวภายในจิตใจ
ผมจ้องเขม็งไปที่เจ้าคอร์กี้ ซึ่งมันก็จ้องกลับมาพลางกะพริบตาปริบๆ ผมเองก็ทำแบบเดียวกัน
โอเค… เอาล่ะ ผมอาจจะหูฝาดไปเองก็ได้ ลองพิสูจน์อีกสักตั้งดูแล้วกัน
ผมคว้าชิ้นเนื้อมาจากมือเควินแล้วโบกไปมาตรงหน้าเจ้าหมา
(อาหาร! อาหาร!)
เสียงนั้นดังขึ้นอีกแล้ว! คราวนี้เจ้าบิสกิตเริ่มส่ายหางดิ๊กๆ อย่างตื่นเต้น
“…”
ผมจ้องหน้ามันอีกรอบ ส่วนมันก็จ้องผมสลับกับเนื้อในมืออย่างจดจ่อ ดูเหมือนมันจะพยายามคุมตัวเองให้มองแค่หน้าผมไม่ได้จริงๆ
อะไรของแกวะเนี่ยบิสกิต?!
แกไปได้ทักษะอะไรมา?
แล้วนั่นมันทักษะสื่อสารทางจิตหรือไง?
ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างหนัก นี่แกดั้นด้นจนได้ทักษะระดับนี้มาเพียงเพื่อจะเอาไว้ใช้ ขอของกิน เพิ่มงั้นเหรอ?
ไม่จริงมั้ง?!
(อาหาร! อาหาร!)
เสียงในหัวยังคงดังต่อเนื่อง ดวงตาของเจ้าคอร์กี้แทบจะสิงเข้าไปในชิ้นเนื้อตามจังหวะที่ผมแกล้งแกว่งมือไปมาซ้ายทีขวาที
นี่ผมจะไปจริงจังกับมันทำไมเนี่ย?
ผมตัดสินใจโยนเนื้อให้มันไป แล้วเสียงในหัวก็เงียบหายไปในทันที มันเขมือบลงคออย่างรวดเร็วแล้วเงยหน้ามองผมด้วยรอยยิ้มที่ดูพิลึก… เหมือนจะกวนประสาทอยู่นิดๆ ไอ้ตัวแสบเอ๊ย
ถ้าวันดีคืนดีระบบเสนออาชีพ เทมเมอร์ แทนอาชีพเท่ๆ อย่างอื่นให้ผม ผมจะโกรธจริงๆ ด้วย
ดูเหมือนคนอื่นจะไม่ตกใจอะไรเลย ผมเลยเดาว่าคงมีแค่ผมคนเดียวที่ได้ยินเสียงมัน อาจเป็นเพราะมันเลือกสื่อสารกับผมแค่คนเดียว หรือไม่คนอื่นก็ไม่มีความสามารถพอจะรับรู้ได้เอง
ผมยอมจ่ายไม่อั้นเลยนะ ถ้าได้เห็นปฏิกิริยาของคนพวกนี้ตอนรู้ว่าหมาตัวเองใช้โทรจิตได้
ผมเอนตัวพิงแผ่นหินแล้วหลับตาลง ฟังเสียงบทสนทนาแผ่วเบารอบกองไฟพลางสัมผัสไออุ่นจากผู้คนรอบข้าง ในที่สุดผมก็ค่อยๆ เคลิ้มและหลับไป
วันใหม่เริ่มขึ้น และผมคนใหม่ก็ถือกำเนิด!
ก็นะ ส่วนใหญ่ต้องขอบคุณลิลลี่ที่คอยช่วยรักษาผมตลอด ครั้งนี้ผมบอกให้เธอเน้นไปที่แขนทั้งสองข้างก่อนโดยไม่ต้องสนนิ้วก้อย
ซึ่งนั่นช่วยเร่งการฟื้นตัวตามธรรมชาติที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้วให้ไวขึ้นไปอีก ผมมั่นใจว่าเธอเองก็ได้ฝึกฝนวิชาจากร่างกายที่สะบักสะบอมของผมไปไม่น้อยเหมือนกัน
ตลอดเวลาที่เธอรักษา ผมคอยสังเกตกระแสมานาของเธอที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง และเรียนรู้อะไรบางอย่างมาได้นิดหน่อย แม้จะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมาก แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ส่วนเจ้าหมาโทรจิตยังคงสื่อสารกับผมแค่คนเดียว และคลังคำศัพท์ของมันก็น่าอนาถใจสิ้นดี มันมีแค่คำว่า อาหาร ที่เปลี่ยนโทนเสียงไปตามสถานการณ์ เป็นประโยคคำถามบ้าง ประโยคขอร้องบ้าง และส่วนใหญ่ก็มีอยู่แค่นั้นแหละ
มีอยู่ครั้งหนึ่งมันพยายามใช้โทนเสียงสั่งการใส่ผม ผมเลยจัดการดีดจมูกสั่งสอนไปทีหนึ่ง หลังจากนั้นมันก็ไม่กล้าลองดีอีกเลย
นอกจากนี้ โชอี้ก็กลับมาจากการออกล่าแล้ว เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นและเท้าเปล่าของผม แต่เธอก็ทำเพียงพยักหน้าสั้นๆ ก่อนจะเดินไปพักผ่อน โดยมีมายาและลีออนตามหลังไป
ดูเหมือนปาร์ตี้ของเธอจะเน้นปั่นเลเวลให้น้องสาวอย่างหนัก ผมลองส่งสายใยมานาบางๆ ไปตรวจสอบปริมาณมานา สำรองของแต่ละคนโดยไม่ให้รู้ตัว มานาของโชอี้เยอะที่สุดตามคาด
แต่อิซาเบลล่าน้องสาวของเธอกลับตามมาเป็นอันดับสอง ทิ้งห่างมายา และ ลีออนไปมาก ผมล่ะสงสัยจริงๆ ว่าสองพี่น้องนี้ไปทำอะไรให้ระบบ ถึงได้เป็นลูกรักขนาดนี้
ผมหันกลับมาหาคิมที่กำลังหอบแฮก ช่วงที่ผมไม่อยู่เขาพัฒนาขึ้นมาก ผมเลยให้เขาฝึกใช้ พลังจิต ขว้างหินใส่ ในขณะที่ผมใช้ การจัดสรรพลังงานจลน์ คอยดูดซับแรงปะทะ
การสังเกตวิธีที่เขาขับเคลื่อนมานายังช่วยให้ผมได้ไอเดียใหม่ๆ ในการพัฒนาทักษะตัวเองด้วย
หินก้อนหนึ่งพุ่งมา ผมแผ่มานาออกไปปะทะจนมันชะลอความเร็วและตกลงตรงหน้า ผมพยายามหล่อหลอมพลังงานที่ดูดซับมาแล้วยิงกลับไปที่ก้อนหินบนพื้น แต่มันกลับขยับไปเพียงนิดเดียว
“ยังไม่ถึงจุดที่ต้องการแฮะ…”
สิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ คือการบีบอัดขอบเขตของพลังงานที่จะสะท้อนกลับให้แคบลงที่สุด เพื่อเปลี่ยนมันเป็นการโจมตีแบบทะลุทะลวงที่ทรงพลังพอจะบดขยี้หินหรือเจาะทะลุร่างศัตรูได้ในพริบตา
ลองนึกภาพว่าถ้าใครโจมตีผม แล้วคนนั้นถูกซัดกลับด้วยแรงของตัวเองที่รุนแรงและแม่นยำกว่าเดิมสิ มันคงจะเจ๋งสุดๆ ไปเลย แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะยังห่างไกลความจริงนัก
สุดท้ายผมเลยตัดสินใจใช้พลังที่ดูดซับมาส่งตัวเองให้พุ่งไปข้างหน้าแทน ซึ่งต้องขอบคุณหมาป่าสีชาตสำหรับไอเดียนี้ ใครจะไปรู้ว่าคนใช้ทักษะได้เก่งที่สุดอาจจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นพวกสัตว์ป่า… คิดแล้วก็น่าหดหู่พิลึกแฮะ
ระหว่างที่นั่งดูดซับการโจมตีจากคิมไปเรื่อยเปื่อย ผมก็ใช้ การรับรู้มานา ที่เฉียบคมขึ้นสำรวจร่างกายตัวเอง เพื่อหาคำตอบว่าโชอี้ทำอะไรกับผมกันแน่ และอะไรคือสิ่งที่คอยขัดขวางไม่ให้ผมคิดถึงเรื่อง…
นั่นไง ความคิดผมหยุดชะงักลงอีกแล้ว
ในที่สุดผมก็พบสิ่งผิดปกติในกะโหลกศีรษะ มันคือ โครงสร้างบางอย่าง ที่คอยสูบกินมานาของผมเป็นอาหาร ยิ่งผมเก่งขึ้น มันก็ยิ่งแข็งแกร่งตาม นั่นอธิบายได้ว่าทำไมผมถึงกำจัดมันไม่ได้เสียที ทั้งที่เลเวลแซงเธอไปไกลแล้ว
ผมสันนิษฐานว่าเธอคงใช้ทักษะ บงการ และ การฉีดมานา ใส่ผมตั้งแต่ตอนอยู่บนตู้ขบวนรถไฟ
เธอคงอาศัยช่วงที่มานาสูงกว่าสร้างปรสิตนี้ทิ้งไว้ในหัวผม จากนั้นมันก็เติบโตไปพร้อมกับผม คอยแฝงตัวอย่างแนบเนียนจนแม้แต่มานาในร่างยังถูกมันหลอกว่าเป็่นส่วนหนึ่งของร่างกาย
แม้ความพยายามทำลายมันจะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผมก็ยังเฝ้าสังเกตและเริ่มใช้มานาของตัวเองห่อหุ้มมันไว้ เพื่อไม่ให้โชอี้สัมผัสถึงความผิดปกติหรือสั่งการผ่านมันได้อีก
ก็นะ… รู้ตัวช้าไปหน่อย แถมมันยังน่าเจ็บใจชะมัด!
ผมส่งสัญญาณให้คิมหยุดพัก เขาเดินโซเซ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อมานั่งลงข้างๆ แม้จะหอบจนตัวโยน แต่กลับมีรอยยิ้มพึงพอใจประดับอยู่บนใบหน้าขณะที่ทอดสายตามองท้องฟ้า
เขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะผ่านเรื่องเฉียดตายหรือเลวร้ายแค่ไหน เขากลับยอมรับมันได้อย่างประหลาด และดูจะมีความสุขทุกครั้งที่สัมผัสได้ว่าตัวเองพัฒนาขึ้น
สุดท้ายผมก็อดรนทนความสงสัยไม่ไหว ต้องถามสิ่งที่ค้างคาใจออกไป
“ทำไมนายดูมีความสุขจัง?”
คิมชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองผม แว่นสายตาของเขาหายไปแล้ว เพราะค่าความทนทานที่เพิ่มขึ้นช่วยรักษาความผิดปกติของดวงตาจนหายขาด เหลือเพียงนัยน์ตาใสซื่อภายใต้เรือนผมที่เริ่มยาวรุงรัง
“ตอนนี้… ทุกอย่างมันดูมีความหมายไปหมดเลยครับ”
เขาเอ่ยอย่างระมัดระวังก่อนจะเงียบไปครู่ใหญ่ ผมเพียงเอียงคอรอฟังเงียบๆ ให้เขาได้เรียบเรียงความคิด
“พี่รู้ไหมครับ ตอนอยู่ที่โลกเก่า สิ่งเดียวที่ผมทำคือการเรียน พ่อแม่เข้มงวดมาก และนั่นคือโลกทั้งใบที่ผมรู้จัก”
เขาเว้นจังหวะ
“ปัญหาคือไม่ว่าผมจะทำอะไร มันก็ไม่เคยดีพอเลย ผมต้องได้เกรดดีกว่านี้ ต้องเรียนหนักกว่านี้ ต้องเลิกทำตัวไร้สาระเสียที…”
เขาจ้องลึกเข้ามาในตาผม แววตาคู่นั้นวูบไหว
“มันอาจจะฟังดูงี่เง่าสำหรับพี่นะ แต่มันหนักหนาเกินไปสำหรับผมจริงๆ มันเหมือนผมกำลังจะขาดใจตาย… นั่นคือวิธีที่ผมจะอธิบายได้ดีที่สุดแล้วครับ”
เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
“ผมเคยพยายามฆ่าตัวตายครั้งหนึ่งด้วยนะ”
เขาพูดออกมาลอยๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่ดูขมขื่น ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองท้องฟ้าตามเดิม
“ตอนนั้นผมรับมันไม่ไหวแล้วจริงๆ ทั้งความกดดันและความผิดหวังจากพ่อแม่ พี่ๆ ของผมเข้าเรียนในที่ที่ดีที่สุด มีงานการดีๆ ทำ แต่ผม… ไม่ว่าพยายามแค่ไหน ผมก็เทียบพวกเขาไม่ได้เลยสักนิด”
ผมเริ่มเข้าใจที่มาของความสุขประหลาดนั่นแล้ว
“แต่ตอนนี้”
รอยยิ้มของเขาฉายชัดขึ้นกว่าเดิม
“เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ที่นี้ ผมไม่ต้องเรียน ไม่ต้องถูกเปรียบเทียบ ไม่ต้องมีใครมาบงการชีวิตอีกแล้ว”
คิมกำหมัดแน่น
“ที่นี่… เวลาผมพยายามอย่างหนัก ผมก็จะได้รางวัลตอบแทนเสมอ เมื่อผมทุ่มเทฝึกฝนเลเวลกับทักษะของผมก็เพิ่มขึ้น และในที่สุดผมก็มีเรื่องที่ผมเก่งเสียที!”
หินก้อนเล็กๆ ประมาณสิบก้อนลอยหวือขึ้นมาหมุนวนรอบมือเขาเป็นลวดลายซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์
“ตอนนี้ทุกอย่างที่ผมทำมันมีความหมาย ผมล่าสัตว์เพื่อให้พวกเรามีกิน ผมสู้เพื่อให้พวกเรารอดตาย และผมฝึกหนักจนเจ็บไปทั้งตัวเพื่อให้เก่งขึ้น…และมันให้ความรู้สึกที่มีค่ามากสำหรับผม”
เขาหัวเราะเบาๆ
“ผมรู้ว่าพี่เข้าใจ… พวกเราคล้ายกัน ในบางมุมนะ”
ในสายตาผม คิมก็ยังเป็นแค่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าคนหนึ่ง ดวงตากลมโต และรอยยิ้มที่ดูสดใสขณะบังคับหินให้หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาดูมีความสุขจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ผมกลับสลัดความรู้สึกที่ว่าเขายังคงมีรอยร้าวลึกๆ อยู่ภายในใจทิ้งไปไม่ได้อยู่ดี… รอยร้าวที่ถูกฉาบไว้ด้วยความยินดีในโลกอันบิดเบี้ยวแห่งนี้อย่างแนบเนียน