โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล - บทที่ 5 เลเวลอัป
บทที่ 5 เลเวลอัป
หลังจากนั่งพักพิงตู้รถไฟอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง
[คุณสังหาร หมาป่า – เลเวล 2 สำเร็จ]
[เลเวล 0 > เลเวล 1]
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้จะประหลาดใจแต่ก็พอคาดเดาเอาไว้บ้างแล้วว่า ในเมื่อมีการแสดงชื่อและระดับเลเวลเหมือนในเกม การมีระบบการเพิ่มระดับหลังจากการกำจัดศัตรูก็ย่อมมีความเป็นไปได้
ผมไม่แน่ใจนักว่าเจ้าหมาป่าตัวนั้นสิ้นใจเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว หรือถูกอะไรบางอย่างปลิดชีพเข้า แต่สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือการตายของมันส่งผลให้ผมได้รับค่าประสบการณ์จนเลเวลอัปไม่ต่างจากระบบในเกมเลยสักนิด
หากข้อสันนิษฐานของผมถูกต้อง ใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ก็น่าจะได้รับค่าประสบการณ์ และมีเลเวลที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผมเหลือบมองหน้าต่างสถานะของตนเองเพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลง
[ชื่อ: เนเทล วิน]
ความยาก: นรก
ชั้นที่: 1
เวลาที่เหลือก่อนการบังคับส่งกลับ: 4 ปี 364 วัน 23 ชั่วโมง 12 นาที 3 วินาที
เลเวล: 1
ความแข็งแกร่ง: 6
ความว่องไว: 8
ความทนทาน: 3
มานา: 2
[อาชีพหลัก: ยังไม่เปิดใช้งาน]
[อาชีพรอง: ยังไม่เปิดใช้งาน]
ทักษะ: สมาธิ เลเวล 3
การควบคุมมานา เลเวล 1
[แต้มทักษะ: 0]
[แต้มสถานะ: 3]
ในหน้าต่างสถานะนี้ ผมได้รับแต้มสถานะเพิ่มมา 3 แต้ม พร้อมกับระดับเลเวลที่ขยับขึ้นมา นอกจากนี้ดูเหมือนว่าค่ามานาและความว่องไวจะเพิ่มขึ้นเองอย่างละ 1 แต้มด้วยเช่นกัน
ผมมองดูเวลาที่กำลังนับถอยหลัง
หนึ่งชั่วโมง…
แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเราติดอยู่ที่นี่ได้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมง เพราะความรู้สึกของผมมันช่างยาวนาน และบีบคั้นเหลือเกิน
ผมลองใช้นิ้วแตะไปบนหน้าต่างโฮโลแกรม แต่ไม่มีการตอบสนองใดๆ นิ้วของผมเพียงแค่ทะลุผ่านความว่างเปล่าไปเท่านั้น
“คำอธิบายสถานะ”
ผมลองออกคำสั่งดูบ้าง ผลลัพธ์คือความเงียบกริบ
เฮ้อ… เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย ผมเหนื่อยเกินกว่าจะมานั่งสุ่มเดากฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ด้วยตัวเองแล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่าในบรรดาผู้โดยสารบนตู้รถไฟต้องมีพวกเกมเมอร์ที่คุ้นเคยกับระบบแบบนี้อยู่บ้าง เดี๋ยวค่อยหาทางหลอกใช้ให้พวกนั้นช่วยวิเคราะห์ให้ก็ได้
แต่สำหรับตอนนี้ การเพิ่มค่าสถานะติดตัวไว้ก่อนคงไม่เสียหายอะไร
“เพิ่มแต้มสถานะ 1 แต้มลงในความทนทาน”
ผมลองกล่าวคำสั่งออกไป
ทันใดนั้น แต้มสถานะก็หายไปหนึ่งแต้มทันที
หือ? มันใช้ได้จริงด้วยแฮะ
คราวนี้ผมลองรวบรวมสมาธิแล้วคิดในใจว่าต้องการเพิ่มแต้มลงในความทนทานอีก 1 แต้ม รออยู่ครู่หนึ่งผมก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหมือนมีข้อความมาขอคำยืนยันในหัว
มันดูน่าขนลุกพิกลแต่ผมก็ส่งความรู้สึกที่แปลว่า ตกลง กลับไป แล้วแต้มสถานะอีกแต้มก็หายไป วิธีนี้น่าจะมีประโยชน์แฮะ
ผมจัดการเพิ่มแต้มสุดท้ายที่เหลือลงในค่าความทนทานทันที ก่อนจะปิดหน้าต่างสถานะลงเพื่อเริ่มวิเคราะห์สิ่งที่ได้รับมา
ความแข็งแกร่ง และความว่องไวเป็นค่าสถานะที่เข้าใจง่ายและไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก ส่วนความทนทานนั้นผมนิยามว่ามันน่าจะเป็นส่วนผสมของความอึด พลังชีวิต และการฟื้นฟูร่างกาย
ผมหวังว่ามันจะช่วยให้บาดแผลของผมหายเร็วขึ้น หรือช่วยให้ร่างกายต้องการการพักผ่อนน้อยลงกว่าปกติ
ในสถานการณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้ ผมไม่จำเป็นต้องโลภอยากได้พลังโจมตีหรือความเร็วที่หวือหวา เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือการเอาชีวิตรอดให้ได้นานที่สุด
และเท่าที่ผมสังเกตเห็น ค่าสถานะเหล่านี้สามารถเพิ่มขึ้นได้เองตามธรรมชาติแม้จะไม่มีแต้มสถานะมาช่วยส่งเสริมก็ตาม ดังนั้นสถานะอื่นๆ อาจจะมีวิธีเพิ่มที่นอกเหนือไปจากการใช้แต้มสถานะ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลทางจิตวิทยาหรือเปล่า แต่หลังจากเพิ่มแต้มไปแล้ว ผมกลับเริ่มรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด
เอาเถอะ… เดี๋ยวผลลัพธ์คงแสดงออกมาให้เห็นเอง
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องมานา ผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองได้ใช้มานาเพื่อเสริมพลังกายไปแล้วระหว่างการต่อสู้ การเคลื่อนไหวที่ดุดัน และฉับไวตอนที่ปะทะกับหมาป่านั่น มันเป็นสิ่งที่ตัวผมเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน
มันอาจจะเป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันระหว่างทักษะสมาธิ และการควบคุมมานา ซึ่งถ้าหากผมสามารถเรียนรู้วิธีควบคุมมันได้อย่างอิสระ โอกาสรอดชีวิตของผมในโลกใบนี้คงจะเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
แต่ก็นั่นแหละ… เรื่องลึกลับพวกนี้เอาไว้ค่อยหาคำตอบทีหลังก็ยังไม่สาย
ส่วนเรื่องชื่อจริงของผม… ผมเองก็ไม่รู้ว่าระบบล่วงรู้มันได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในตอนนี้คือการเตรียมใจไว้เนิ่นๆ ว่าอาจจะมีข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ โผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงเพิ่มอีกในอนาคต
การยืนอึ้งด้วยความตกใจท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตอาจหมายถึงจุดจบของชีวิต เพราะฉะนั้นให้คิดเสียว่าตัวตนที่ควบคุมระบบนี้รู้แจ้งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผมไปแล้วจะดีกว่า
ในเมื่อหลุดมาอยู่ที่นี่แล้ว ผมต้องตัดใจจากชีวิตบนโลก และจดจ่ออยู่กับการมีชีวิตรอดที่นี่เพียงอย่างเดียว แม้มันจะฟังดูรุนแรงไปบ้างก็เถอะ
แต่ในเมื่อต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของระบบนี้ สิ่งที่ฉลาดที่สุดคือการยอมรับว่าผมต้องติดอยู่ที่นี่ไปอีกอย่างน้อยห้าปี นานพอที่คนทางนั้นจะประกาศว่าพวกเราสาบสูญหรือตายไปแล้วได้เลยทีเดียว
ผมต้องสลัดภาพทุกคนบนโลกออกไปให้หมด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือใครก็ตาม ไว้รอจนกว่าจะถูกส่งกลับไปจริงๆ ค่อยมานั่งเศร้าหรือฉลองกันตอนนั้นก็ยังไม่สาย
การเตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และถ้าจะพูดกันตามตรง บนโลกใบนั้นก็ไม่ได้มีคนที่ผมแคร์มากนักหรอก หากผมกางรายชื่อนั่นออกมา มันอาจจะสั้นกุดจนน่าใจหายเลยก็ได้
ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเอาชีวิตรอด และผมจะไม่ยอมให้อะไรมาดึงความสนใจไปเด็ดขาด
นอกจากนี้ผมควรหาทางใช้ประโยชน์จากผู้โดยสารคนอื่นด้วย การทำตัวเป็นมิตรในระดับที่พอดีแต่ยังคงเว้นระยะห่างเอาไว้คือสิ่งที่ควรทำ
ผมต้องวางตัวให้ดูเหินห่างและแข็งกร้าวบ้างในบางจังหวะ เพื่อไม่ให้ใครมาเอาเปรียบได้ หากผมจัดวางตำแหน่งตัวเองให้ดี มันจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยอดเยี่ยมซึ่งผมจะเป็นคนได้รับผลประโยชน์มากกว่าเสีย
อยู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว… ถ้าฆ่าพวกนี้ เลเวลจะอัปไหมนะ?
ผมหยุดคิดเรื่องนี้อยู่นานกว่าปกติ แต่สุดท้ายก็ปัดมันทิ้งไป ผมเริ่มที่เลเวล 0 คนอื่นก็คงไม่ต่างกัน ต่อให้การฆ่าคนจะให้ค่าประสบการณ์จริง แต่ตอนนี้ผมเลเวล 1 แล้ว
หากจะให้เลเวลขยับขึ้นอีกก็คงต้องสังหารทิ้งเกือบหมดตู้ขบวน หรือบางทีระบบอาจจะตั้งใจให้มนุษย์เลเวล 0 ไม่มีค่าพอที่จะให้ประสบการณ์เลยก็ได้
อีกอย่าง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ประโยชน์จากพวกนั้นไปก่อนจนกว่าจะรวบรวมข้อมูลได้มากพอหรือแข็งแกร่งขึ้น เพราะฉะนั้นการเดินเส้นทางสายฆาตกร ตั้งแต่เริ่มจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เข้าท่านัก
ผมเลิกเสื้อออกจากอกเพื่อตรวจดูอาการ และไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่บาดแผลดูดีขึ้นกว่าเดิมจริงๆ
อีกประเด็นที่น่าสนใจจากหน้าต่างสถานะคือคำว่าการส่งกลับแบบบังคับ
ถ้าให้เดา มันคงมีวิธีกลับโลกโดยไม่ต้องรอให้ครบห้าปีสินะ คงจะมีวิธีอื่นที่ไม่ใช่การรอจนถูกระบบดีดกลับไป…
แต่เอาจริงๆ ผมอยากกลับไปขนาดนั้นจริงหรือ
ถ้าถามตอนนี้ก็คงบอกว่าอยากกลับ เพราะโลกเดิมนั้นปลอยภัยกว่า แต่ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไรนัก
ผมตัดสินใจพับเก็บเรื่องนั้นไว้ก่อน... บางอย่างก็ค่อยรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยนำกลับมาคิดใหม่
ส่วนข้อมูลชั้นที่ 1 ในหน้าต่างสถานะนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มันบ่งบอกชัดเจนว่ายังมีชั้นอื่นๆ ซ่อนอยู่อีก
และหากยึดตามตรรกะของเกม พวกเราอาจจะต้องพิชิตเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเลื่อนชั้น หรือไม่ก็อาจถูกย้ายไปยังชั้นถัดไปเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ
แต่ข้อสันนิษฐานเรื่องการย้ายชั้นตอนครบ 5 ปีนั้นดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะถ้าเราไม่เคยผ่านชั้นอื่นเลย สถานที่เดียวที่ระบบจะส่งกลับไปได้ก็คงมีแค่โลกเท่านั้น
แต่เอาเถอะ ไว้รวบรวมข้อมูลให้มากกว่านี้ก่อนค่อยสรุปอีกทีแล้วกัน
ตัวเลขเลเวลในสถานะตอนนี้ อาจเป็นเพียงดัชนีชี้วัดว่าผมได้รับแต้มสถานะมาแล้วกี่ครั้ง หรืออาจเป็นมาตรวัดความแข็งแกร่งโดยรวม
แต่มันก็น่าจะมีประโยชน์แฝงอย่างอื่น เช่น การเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการทำกิจกรรมบางอย่าง ทว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดกลับเป็นระดับความยากที่ระบุว่านรก
ในโลกของเกม ระดับนรกมักหมายถึงความท้าทายขั้นสูงสุดที่หินที่สุดเสมอ เพราะฉะนั้นผมต้องระวังตัวให้ถึงขีดสุด ห้ามประมาทศัตรูเด็ดขาดแม้พวกมันจะดูอ่อนแอเพียงใดก็ตาม
ผมสงสัยเหลือเกินว่าทำไมตนเองถึงถูกจัดอยู่ในระดับความยากนี้ มันอาจจะเป็นระดับที่โหดหินที่สุด หรืออาจจะมีสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าซ่อนอยู่โดยที่ผมยังไม่รู้ก็ได้
ส่วนเรื่องอาชีพที่ยังไม่เปิดใช้งานนั้น ก็น่าจะเป็นเพราะผมยังบรรลุเงื่อนไขพิเศษไม่ครบ หรือเลเวลยังไม่สูงพอ
เห็นได้ชัดว่าระบบล่วงรู้เรื่องราวของผมมากเกินไป และมีความเป็นไปได้สูงว่าผมกำลังถูกจับตาดูอยู่แม้ในวินาทีนี้
พอมาลองคิดดูแล้ว กระบวนการเลเวลอัปในโลกความจริงนี้มันช่างน่าฉงน ผมพยายามหาคำอธิบายในเชิงตรรกะว่ามันทำงานอย่างไร
เป็นไปได้ไหมว่ามันคือรางวัล ที่ระบบมอบให้เมื่อเงื่อนไขการสังหารมอนสเตอร์ครบถ้วน หรือแท้จริงแล้วมันคือการ ถ่ายโอนพลังชีวิต จากหมาป่าที่ตายลงมาสู่ตัวผม และชายชุดแจ็กเก็ต ที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้
พลังงานเหล่านั้นอาจถูกแบ่งสันปันส่วนตามสัดส่วนการต่อสู้ หรืออาจมีการสูญเสียพลังงานบางส่วนระหว่างการถ่ายโอนเป็นค่าธรรมเนียม ให้กับระบบ
ผมค่อนข้างเอนเอียงไปทางสมมติฐานเรื่องการถ่ายโอนพลังชีวิต เพราะมันดูมีเหตุที่สุดแล้ว
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน โชคดีที่ไม่มีอาการหน้ามืด และโดยรวมร่างกายยังถือว่าพร้อมลุยต่อ
ได้เวลาออกไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม และมองหาใครสักคนที่พอจะมีประโยชน์ให้หลอกใช้ได้แล้วล่ะ