ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 222 หวงโต้วโต้ว มือดำแห่งยุคโบราณ
“เซียนอย่างน้อยก็ให้ผลไม้เซียนสักสองลูกสิ?”
ลู่หยางพอจะนึกภาพความวุ่นวายที่ผลไม้เซียนลูกนั้นก่อขึ้นได้
ยิ่งได้ติดต่อกับเซียนอมตะนานขึ้น ลู่หยางก็ยิ่งไม่รู้ว่ำทำไมนางถึงถูกคนฆ่า—เหตุผลมากเกินไป ลู่หยางไม่รู้ว่าควรเลือกข้อไหน
“ข้าบอกแล้วไงว่าจะมอบให้ปีศาจที่ ‘งดงามที่สุด’ คำว่า ‘ที่สุด’ มีได้แค่หนึ่งเดียว เจ้าไม่รู้หรือ?”
เซียนอมตะจริงจังกับการสอนความรู้พื้นฐานทางภาษาให้ลู่หยาง
ลู่หยางเงียบไปนานก่อนพูดว่า: “…เจ้าพูดมีเหตุผล”
“ใช่ไหมล่ะ” เซียนอมตะเท้าสะเอว ภาคภูมิใจ
“แล้วผลไม้เซียนลูกนั้นสุดท้ายให้ใครไป?”
“หลังจากนั้นข้าได้ยินเซียนซุ่ยยวี่เล่าว่า ในงานแต่งงาน อัจฉริยะตระกูลมังกรกับอัจฉริยะตระกูลหงส์ทะเลาะกันเรื่องการเป็นเจ้าของผลไม้เซียน จนต้องประลองวิชาตัดสิน”
“พูดถึงเรื่องนี้ เซียนกิเลนก็ตระหนี่จริงๆ เขาก็มีผลไม้เซียน ให้ภรรยาคนละลูกก็จบแล้ว ทำไมต้องทะเลาะกันด้วย?”
เซียนอมตะส่ายหน้า เมื่อเทียบกับเซียนกิเลน ตัวนางใจกว้างกว่ามาก สามารถหยิบผลไม้เซียนออกมาเป็นของขวัญได้
“แล้วต่อมาล่ะ?”
“ต่อมาเซียนกิเลนบอกว่าประลองวิชาในงานแต่งงานดูไม่เหมาะสม ควรเปลี่ยนเป็นการแข่งขันรูปแบบอื่น พอดีมีเซียนสามท่านมาร่วมงาน ให้เซียนอิงเทียน เซียนจิ้วชง และเซียนซุ่ยยวี่เป็นกรรมการ ส่วนเขาไม่เป็น จะได้ไม่เกิดสถานการณ์คะแนนสองต่อสอง”
“เจ้าดูสิ ถ้าตอนนั้นเซียนกิเลนเชิญข้าไป พวกเราห้าเซียนก็เป็นกรรมการได้ไง? แล้วเจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนแบบไหน ทำอะไรยุติธรรมไม่ลำเอียง ให้ข้าเป็นกรรมการคนเดียวก็ได้”
“คิดว่าข้าสวยเกินไป กลัวจะบดบังอัจฉริยะตระกูลมังกรและตระกูลหงส์ ข้าก็สวมผ้าคลุมหน้าได้นี่!”
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสิบสาวงามแห่งยุคโบราณ เซียนอมตะมั่นใจในรูปโฉมของตัวเองมาก
ลู่หยางคิดในใจว่า เซียนเอ๋ย ระวังหน่อยเถอะ เห็นชัดๆ ว่าเซียนกิเลนไม่อยากเป็นกรรมการถึงได้ถอนตัวออกมา
“อัจฉริยะตระกูลมังกรกับตระกูลหงส์แข่งขันอะไรกัน?”
“ทำอาหาร”
เซียนอมตะส่ายหน้าอย่างเสียดาย:
“เซียนกิเลนกับพวกเขาสี่คนไม่รู้หรอกว่าฝีมือทำอาหารของอัจฉริยะตระกูลมังกรและตระกูลหงส์ล้วนเป็นข้าที่สอน แม้ไม่มีนามอาจารย์ศิษย์ แต่มีความเป็นอาจารย์ศิษย์ พวกนางเรียนรู้ไม่ถึงแก่น ได้เพียงหนึ่งหรือสองส่วนในสิบของวิชาทำอาหารของข้า แม้จะเป็นแค่นั้น ในหมู่ผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติก็หาคู่ต่อสู้ได้ยากแล้ว”
“ตอนแข่งขัน พวกนางล้วนเรียนจากอาจารย์คนเดียวกัน ใครก็ทำลายกลเม็ดของอีกฝ่ายไม่ได้ อาหารที่ทำออกมาก็แยกแยะความสูงต่ำไม่ได้”
“เซียนซุ่ยยวี่เล่าให้ข้าฟังว่า เมื่อพวกเขาสามคนชิมอาหารที่อัจฉริยะตระกูลมังกรและตระกูลหงส์ทำ ก็ตะลึงราวกับเทพเจ้า รู้สึกว่าในนั้นมีพลังแห่งกาลเวลาแฝงอยู่ ทำให้พวกเขาทั้งสามทบทวนชีวิตของตัวเองอย่างรวดเร็ว”
“ข้าขอพูดอย่างถ่อมตัวว่า ข้าเป็นคนสอนพวกนาง แต่พวกนางได้เรียนรู้แค่เปลือกนอกของข้าเท่านั้น”
“เซียนซุ่ยยวี่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า พวกเขาสามคนรุมตีเซียนกิเลนเร็วเกินไป ต้นเหตุไม่ใช่เขา ข้าซักถามว่าหมายความว่าอย่างไร เขาก็ไม่พูด”
ลู่หยางประนมมือคำนับเซียนอมตะ แสดงความเคารพ
หากคนอื่นไม่รู้จักนิสัยของเซียนอมตะ ได้ยินเรื่องราวนี้อย่างเดียว การเรียกเซียนอมตะว่ามือดำแห่งยุคโบราณก็ไม่เกินไป: ตัวไม่ได้ไปงาน แค่ผลไม้เซียนลูกเดียว ก็ทำให้อัจฉริยะตระกูลมังกรและตระกูลหงส์ต่อสู้กัน เซียนทั้งสี่แห่งยุคโบราณแตกคอกัน ทำให้เซียนกิเลนตกอยู่ในสถานการณ์ไร้คุณธรรม
นางยังแอบสอนวิชาให้อัจฉริยะตระกูลมังกรและตระกูลหงส์ รอโอกาส
สติปัญญาเช่นนี้ จะใช้คำว่าหยั่งไม่ถึงก็ยังน้อยไป ไม่ว่าใครเผชิญหน้ากับปีศาจแก่ที่มีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้งเช่นนี้ ก็ต้องหวาดกลัวตัวสั่นงันงก
แต่ลู่หยางรู้จักเซียนอมตะดี ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้คำอื่นอธิบายสติปัญญาของเซียนอมตะ—
โง่จนเหมือนฉลาด
“พวกเจ้าน่าจะรู้ว่า ตระกูลมังกรและตระกูลหงส์เป็นเผ่าที่หยิ่งทะนงที่สุดในเผ่าปีศาจ เลือดของพวกเขาล้ำค่ายิ่งนัก มนุษย์จะได้เลือดของพวกเขาม่ายากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ ด้วยเหตุนี้หินเลือดหงส์จึงสำคัญยิ่งนัก”
“หินเลือดหงส์ไม่เพียงเป็นเอกลักษณ์ของมณฑลลั่วเฟิงพวกเรา ยังเป็นอุตสาหกรรมหลักของพวกเราด้วย ทุกปีได้หินวิเศษจากการขายหินเลือดหงส์จำนวนมหาศาล!”
“หินเลือดหงส์ไม่เพียงเป็นวัตถุดิบที่ดีในการหลอมของ เมื่อใช้เป็นเครื่องประดับ พกติดตัวเป็นเวลานาน ยังมีประโยชน์ที่คาดไม่ถึง”
“ได้ยินพ่อข้าเล่าว่า มณฑลลั่วเฟิงขุดหินเลือดหงส์มาสี่พันปีแล้ว แร่ก็ยังไม่หมด มีหินเลือดหงส์ขุดออกมาไม่ขาดสาย”
หลี่หาวเหรินแนะนำเศรษฐกิจบ้านเกิด ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวพยักหน้าไม่หยุด ดูเหมือนผู้นำที่มาตรวจงาน
“หินเลือดหงส์ก้อนนี้ราคาเท่าไหร่?”
เมิ่งจิ่งโจวเลือกดูในร้านค้า เขาเห็นของนี้หายาก อยากซื้อสักสองสามก้อนเล่น
“สามร้อยหินวิเศษ”
“แล้วก้อนนี้ล่ะ?”
“สี่ร้อยห้าสิบหินวิเศษ”
เมิ่งจิ่งโจวส่ายหน้าต่อ หินเลือดหงส์ราคาถูกแบบนี้ไม่คู่ควรกับฐานะของเขา
“เอาหินเลือดหงส์ที่ดีที่สุดของร้านเจ้ามา ข้าไม่ขาดเงิน”
เมิ่งจิ่งโจวทำท่าเหมือนคุณชาย
เจ้าของร้านได้ยินดังนั้น ตาเป็นประกาย นี่คือลูกค้าใหญ่นี่
เขามองซ้ายมองขวา เห็นในร้านมีแค่กลุ่มของเมิ่งจิ่งโจว จึงพาพวกเขาไปที่ลานหลัง หยิบกล่องไม้ประณีตจากชั้นวางของอย่างระมัดระวัง
เปิดกล่อง ในกล่องมีหินสีแดงสดขนาดเท่าไข่ห่านวางอยู่เงียบๆ แดงสดราวกับเลือด ราวกับถูกย้อมด้วยเลือดของหงส์แก่ในตำนานตอนที่เพิ่งตาย
แม้แต่ซิ่นเมี่ยนเมี่ยนก็รู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาของหินเลือดหงส์ก้อนนี้
เจ้าของร้านกระซิบ: “สองสามวันก่อน อุโมงค์เหมืองถล่ม นี่เป็นหินเลือดหงส์ก้อนสุดท้ายที่ขนออกมาจากอุโมงค์ ข้าใช้เวลาตั้งครึ่งวันถึงได้มา ราคาเดียว ห้าหมื่นหินวิเศษ”
เมิ่งจิ่งโจวพยักหน้า นี่พอได้อยู่: “เอาสิบก้อน”
ห้าหมื่นหินวิเศษหรือห้าแสนหินวิเศษ สำหรับคุณชายตระกูลเมิ่งก็เหมือนฝนพรำ ไม่ต้องพูดถึง
เจ้าของร้านทำหน้าลำบากใจ: “ท่านลูกค้า ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากขายมาก แต่ร้านข้ามีหินเลือดหงส์แค่ก้อนเดียวจริงๆ”
“ได้ งั้นเอาก้อนนี้ก้อนเดียว”
เจ้าของร้านดีใจมาก จริงๆ แล้วเขาตั้งราคาสูงเกินไป เผื่อไว้ต่อราคา ไม่คิดว่าเมิ่งจิ่งโจวจะไม่ต่อราคาเลย ซื้อเลยทันที
เจ้าของร้านยังแถมหินเลือดหงส์คุณภาพดีอีกหลายก้อน แต่เมื่อเทียบกับก้อนที่เมิ่งจิ่งโจวซื้อแล้ว ก็ต่างกันมาก
เมิ่งจิ่งโจวรู้ว่ายังต่อราคาได้ แต่เขาซื้อของมาไม่เคยต่อราคา ยุ่งยากเกินไป
เขาให้เจ้าของร้านเจาะรูร้อยเชือก
เมิ่งจิ่งโจวสวมไว้ที่คอ รู้สึกว่าไม่เลวเลย
เขาคิดว่าทุกคนมาเที่ยวด้วยกัน จะให้แค่ตัวเองซื้อหินเลือดหงส์คงไม่ดี เขาเดินดูร้านค้าหลายร้านติดๆ กัน อยากซื้อหินเลือดหงส์คุณภาพใกล้เคียงกันให้ลู่หยางและคนอื่นคนละก้อน แต่น่าเสียดายที่เมื่อเทียบกันแล้ว ไม่มีก้อนไหนเทียบกับก้อนของเขาได้เลย
เจ้าของร้านหลายร้านถามเมิ่งจิ่งโจวว่าซื้อหินเลือดหงส์มาจากไหน เมิ่งจิ่งโจวก็ไม่บอก
“มีเงินก็ใช้ไม่ออก”
หลี่หาวเหรินเตือน: “พี่เมิ่งเลิกคิดเถอะ พลังหงส์ที่แฝงอยู่ในหินเลือดหงส์ไม่มีประโยชน์กับพวกเรามากนัก แม้แต่การหลอมของตอนนี้ข้าก็ยังไม่มีความสามารถหลอมหินเลือดหงส์คุณภาพสูงขนาดนี้ ซื้อมาพวกเราก็ใช้ไม่ได้”
“ได้” เมื่อได้ยินหลี่หาวเหรินพูดแบบนี้ เมิ่งจิ่งโจวจึงต้องล้มเลิก
“เอ๊ะ แล้วการพกหินเลือดหงส์ติดตัวนานๆ มีประโยชน์อะไร?”
เมิ่งจิ่งโจวชี้หินเลือดหงส์ที่อกถาม
“บำรุงฮ่องเต้”