ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 223 สิ่งนั้น
ในฐานะตระกูลชั้นสูงแห่งดินแดนกลางที่มีประวัติยาวนานนับหมื่นปี ตระกูลเมิ่งมีการอบรมสั่งสอนที่ดีงาม เมิ่งจิ่งโจวในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูลเมิ่ง มีกิริยาวาจาสง่างาม ย่อมไม่โกรธเคืองหลี่หาวเหรินด้วยเรื่องเล็กน้อย
เมิ่งจิ่งโจวมองหลี่หาวเหริน พูดเสียงเบาว่า “เรื่องยาบำรุงกำลังครั้งหน้าเจ้าจะบอกเร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม?”
หลี่หาวเหรินร้องอ๋อ ราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ จึงพูดต่อ
“อาจารย์บอกข้าว่าการแช่ในลาวาเป็นประจำก็ช่วยบำรุงกำลังได้เช่นกัน นี่คือแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้ข้าอดทนฝึกฝน และผลลัพธ์ก็ดีจริงๆ”
“…เราข้ามเรื่องยาบำรุงกำลังได้หรือไม่?”
“ได้สิ”
เมื่อลู่หยางและคณะกลับถึงบ้านตระกูลหลี่ มารดาของหลี่หาวเหรินได้เตรียมอาหารค่ำมื้อใหญ่รอทุกคนอยู่แล้ว
จะให้ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวสองแขกเป็นคนทำอาหารทุกวันก็คงไม่เหมาะ
เมิ่งจิ่งโจวซื้อของมามากมาย พูดง่ายๆ คือของแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยเห็น เขาซื้อมาหมด
จะมีประโยชน์หรือไม่ค่อยว่ากันที่หลัง สำคัญที่มันแปลกตา
แน่นอนว่าของที่ท้าทายสติปัญญาเกินไป เมิ่งจิ่งโจวไม่ได้ซื้อมา เช่นลมปราณบริสุทธิ์ธรรมชาติที่อ้างว่ามีประวัติสี่พันปี มาจากยุคเดียวกับหงส์เฒ่า และได้เห็นกระบวนการล่มสลายของหงส์เฒ่าทั้งหมด
ลู่หยางซื้อจี้รูปหงส์ที่ทำอย่างประณีต นำมาผูกติดกับแผ่นหยกประจำตัว ห้อยไว้ที่เอว
ชิ่นเหยียนเหยียนซื้อน้ำไผ่มาหนึ่งลัง เมื่อคืนตอนกินย่างเนื้อ นางชอบรสชาติของน้ำไผ่ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของมณฑลลั่วเฟิง
ซูอี้เหรินไม่ได้ซื้ออะไรเลย ในฐานะผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง ในมณฑลลั่วเฟิงไม่มีอะไรที่คู่ควรให้นางซื้อ นอกจากศพของหงส์เฒ่า
“แม่ มีฝีมือขนาดนี้เชียวหรือ?”
หลี่หาวเหรินเห็นอาหารมากมายบนโต๊ะ ตาเบิกกว้าง ในความทรงจำของเขา แม่ไม่เคยทำอาหารอร่อยขนาดนี้มาก่อน
มารดาของหลี่หาวเหรินยิ้ม “เพิ่งเรียนมา ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ อยู่เฉยๆ ก็น่าเบื่อ เลยหัดทำอะไรบ้าง”
บิดาของหลี่หาวเหรินแทรกขึ้น “แม่เจ้าเพิ่งเรียนรู้วิธีซื้อจากร้านอาหารเก่าแก่มา”
มารดาของหลี่หาวเหรินจ้องบิดาของเขาด้วยความโกรธ
หลี่หาวเหริน “…”
ฝีมือของร้านอาหารเก่าแก่ไม่ต้องพูดถึง แน่นอนว่าต้องดีเยี่ยม ร้านที่ในชาติก่อนของลู่หยางหาได้ยากยิ่งคือร้านเก่าแก่ร้อยปี แต่ในดินแดนกลางมีให้เห็นทั่วไป
ทว่าร้อยปี ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะเรียกว่าร้านเก่าแก่ การจะเรียกว่าร้านเก่าแก่ได้ ต้องมีประวัติอย่างน้อยห้าร้อนปีขึ้นไป
ร้านอาหารเก่าแก่นี้มีประวัติพันปี พนักงานเปลี่ยนไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่เจ้าของร้านไม่เคยเปลี่ยนในรอบพันปี รับประกันจากต้นตำรับว่ารสชาติจะไม่มีวันเปลี่ยน
สิ่งที่เก่าแก่ที่สุดในร้านอาหารเก่าแก่ไม่ใช่สูตรอาหารหรือเฟอร์นิเจอร์ แต่คือตัวเจ้าของร้านเอง
อะไรนะ เจ้าบอกว่าตอนเด็กๆ ที่เจ้ากินที่นี่ไม่ใช่รสชาติแบบนี้?
อาหารที่เจ้ากินตอนเด็กก็ข้าเป็นคนทำเอง!
หลังจากทุกคนกินอาหารค่ำเสร็จ ลู่หยางขอคำแนะนำเรื่องการสร้างแก่นจากซูอี้เหริน
“สร้างแก่น?”
ซูอี้เหรินไม่คิดว่าลู่หยางจะมาถามเรื่องนี้กับนาง หาวเหรินไม่ได้บอกหรือว่าเขาเป็นศิษย์คนที่สี่ของเจ้าสำนักเวิ่นเต๋า? ทำไมไม่ถามเจ้าสำนักเวิ่นเต๋าโดยตรง?
ในฐานะผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างเหมือนกัน เจ้าสำนักเวิ่นเต๋ามีคุณค่ามากกว่านางหลายเท่า
ต่อหน้าคนอื่น ลู่หยางคงไม่สามารถบอกว่าอาจารย์ของตนเป็นคนเหลวไหล ออกไปเล่าเรื่องทุกวัน สอนเขาแค่สองสามวัน
“อาจารย์ของข้าห่วงใยใต้หล้า ไม่มีเวลาดูแลข้า”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง” ซูอี้เหรินพยักหน้า เชื่อคำพูดของลู่หยาง
เมิ่งจิ่งโจวที่อยู่ข้างๆ กลอกตา
เมิ่งจิ่งโจวและหลี่หาวเหรินก็อยู่ในห้อง ฟังซูอี้เหรินอธิบายเรื่องการสร้างแก่น
หลี่หาวเหรินตอนนี้อยู่แค่ขั้นสร้างฐานต้น ไม่เป็นไร ความรู้เรื่องการสร้างแก่นไว้ใช้เมื่อไหร่ก็ได้
“ข้าคิดว่า การสร้างแก่นที่สำคัญที่สุดคือโชคชะตา พรสวรรค์ข้าธรรมดา ความหวังสูงสุดคือสร้างแก่นทองคำชั้นสอง นี่คือสถานการณ์ที่ดีที่สุดที่ข้าจินตนาการได้”
“เพื่อสร้างแก่นทองคำชั้นสอง ข้าคิดหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อบรรลุธรรม เข้าไปในป่าเดิมต่อสู้กับสัตว์ปีศาจ นั่งบนก้อนหินให้น้ำตกซัด สังเกตร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมของมนุษย์เพื่อเข้าใจกลิ่นอายของโลกีย์… ทั้งหมดนี้ล้มเหลวไม่เว้นแต่อย่างเดียว”
“วันหนึ่ง หลังจากข้าบำเพ็ญเสร็จ นอนอยู่ริมหน้าผา มองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว รู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กจ้อยเหลือเกิน”
“ก็ในตอนนั้นเอง ความเข้าใจที่อธิบายไม่ได้พรั่งพรูเข้ามาในใจ ข้าฉวยโอกาสนี้รวบรวมลมปราณสร้างแก่น สีของแก่นเต็มเปี่ยม เป็นแก่นทองคำชั้นหนึ่ง”
“เมื่อข้าไม่ได้ตั้งใจไขว่คว้า กลับได้รับความเข้าใจ ข้าเคยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทางหลายคน ในนั้นมีสองคนที่มีสถานการณ์คล้ายกับข้า”
ลู่หยางเกิดความเข้าใจบางอย่าง กล่าวขอบคุณซูอี้เหริน
ในความมืด ลู่หยางลืมตาขึ้น ยังไม่รู้ว่าเป็นยามไหนของราตรี
“ตื่นแล้วหรือ? ข้ากำลังจะปลุกเจ้าพอดี”
เซียนอมตะเอ่ยปาก ไม่แปลกใจที่ลู่หยางตื่นขึ้นมา
ลู่หยางขมวดคิ้ว ในความฝันเขารู้สึกว่ามีคนแอบย่องเข้ามาในบ้านของหลี่หาวเหริน
พวกเขามาทำอะไร?
“สองคน ขั้นแก่นทองคำช่วงกลาง” เซียนอมตะบอกสถานการณ์ของทั้งสองคน
ลู่หยางสงสัย บิดามารดาของหลี่หาวเหรินอยู่แค่ขั้นสร้างฐาน ฐานะธรรมดา ในบ้านของหลี่หาวเหรินมีอะไรที่ดึงดูดผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำกันนะ?
หรือจะเป็นหินเลือดหงส์ที่เมิ่งจิ่งโจวซื้อมา?
ลู่หยางไม่กังวลว่าจะมีอันตราย แม้ซูอี้เหรินไม่ลงมือ เขากับเมิ่งจิ่งโจวก็รับมือกับแขกไม่ได้รับเชิญสองคนนี้ได้สบายๆ
“คุณชายลู่ คุณชายเมิ่ง พวกท่านตื่นแล้วหรือ?”
เสียงของซูอี้เหรินดังก้องในสมองของลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว
หลี่หาวเหรินและชิ่นเหยียนเหยียนยังไม่มีประสบการณ์มากพอ ไม่มีความระแวดระวังเท่าลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว
“เพิ่งตื่น”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวตอบ “ท่านผู้อาวุโสซู ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ซูอี้เหรินส่ายหน้า
“ข้ารู้ไม่มาก รู้แค่ว่าคนที่แอบเข้ามาในบ้านเป็นผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำช่วงกลางสองคน แอบๆ ซ่อนๆ ไม่รู้จุดประสงค์ของพวกเขา สัญชาตญาณบอกข้าว่าเบื้องหลังพวกเขายังมีคนอื่นอีก ข้าอยากจับตัวพวกเขา แต่ก็กลัวจะตีงูให้ตื่น”
“เรื่องนี้ง่าย ท่านผู้อาวุโสซูคอยสกัดกั้นอยู่ห่างๆ ก็พอ”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวคิดหาวิธีได้อย่างรวดเร็ว
ภายใต้สายตาสงสัยของซูอี้เหริน ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวสวมชุดดำอย่างคล่องแคล่ว ค่อยๆ เดินออกจากบ้าน
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนนั้นดูเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง แต่พวกเขาไม่กล้าใช้พลังจิต กลัวจะถูกคนอื่นรับรู้
ได้ยินมาว่าบ้านนี้มีอัจฉริยะ เป็นศิษย์สำนักเวิ่นเต๋า หากไม่จำเป็นไม่ควรให้สำนักเวิ่นเต๋ารู้เรื่องของพวกเขา
พวกเขาคิดว่าการเคลื่อนไหวของตนลับๆ ล่อๆ แท้จริงแล้วถูกหลายคนจับตามองอยู่
พวกเขาพลันตื่นตัว รู้สึกถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา รีบหลบร่างหลีกเลี่ยงการโจมตีของลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว
“คิดไม่ถึงว่าจะหลบการโจมตีครั้งนี้ได้ ก็มีฝีมืออยู่”
ลู่หยางหัวเราะเย็น ใช้พลังจิตสื่อสาร
“พวกเจ้าเป็นใคร! มาบ้านตระกูลหลี่ทำไม!”
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนตอบกลับ
“ฮะ ถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว เมื่อมาเจอกันที่บ้านตระกูลหลี่ จะมาเพื่ออะไรได้ แน่นอนว่าต้องมาตามหาสิ่งนั้น!”
เมิ่งจิ่งโจวหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับกำลังเยาะเย้ยคำถามโง่เขลาของคนทั้งสอง “ส่วนพวกเราเป็นใคร เจ้าคิดว่ายังมีใครจะรู้เรื่องนี้อีก?”
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนเบิกตากว้าง “พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร!”
“ในโลกนี้ไม่มีกำแพงที่ทึบสนิท จะมีความลับอะไรที่คงอยู่ตลอดกาลได้? สิ่งที่ควรรู้ ต่อให้ปิดบังอย่างไรพวกเราก็ต้องรู้”
ลู่หยางพูด “หรือเจ้าคิดว่ามีแค่พวกเจ้าที่สนใจสิ่งนั้น?”
“บ้าจริง ทำไมตระกูลหม่อจึงรู้เรื่องหินเลือดหงส์ได้!”
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวเป็นใคร
ต้องเป็นตระกูลหม่อที่เป็นศัตรูกับพวกเขาแน่!
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวสบตากัน ที่แท้ก็มาเพราะหินเลือดหงส์ที่ซื้อมาจริงๆ
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนรู้ว่าเรื่องถูกเปิดเผยแล้ว
หลังจากปะทะกันสั้นๆ ก็ไม่รั้งรอ ฉวยโอกาสหนีไป
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวไล่ตามสุดกำลัง แต่ก็ไม่ทันฝีเท้าของผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนนี้ รู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง
ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนเห็นว่าสลัดลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวได้แล้ว รีบกลับไปรายงานสถานการณ์
“ท่านผู้อาวุโสซู พวกเราตามพวกเขาไป ก็จะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง”
ลู่หยางพูดพลางเร่งฝีเท้า แอบตามผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำสองคนนั้นไป
ซูอี้เหรินมีสีหน้าประหลาด พวกเจ้าสองคนทำเรื่องแบบนี้คล่องแคล่วเหลือเกินนะ?