ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 359 งานชมแก่นทอง
ในลานที่หรูหรา แสงสีทองจ้าวูบวาบเป็ นระยะ
เมื่อแสงทองจางหาย แก่นทองที่แผ่ไอน้าละเอียดค่อยๆ หมุนวน ลมปราณบริสุทธิ์รวมตัวมาจากทุกทิศ
“ได้ยินมานานแล้วว่าสหายหยวนจื้อสร้างแก่นทองโอบจันทร์ได้หนึ่งดวง สมแล้วที่เป็ นแก่นทองระดับสามชั้นบน วันนี้ได้เห็นกับตาจริงๆ เป็ นอย่างที่ลือกันไม่มีผิด!” ชายชราลูบเคราขาว ยิ้มจนตาย่น
“มิกล้าๆ ข้าหยวนบ าเพ็ญมาสามสิบปีถึงได้สร้างแก่นทองโอบจันทร์ระดับสามนี้ออกมา เป็ นที่น่าขบขันจริงๆ อีกอย่าง ด้วยความรู้ของท่านผู้เฒ่าขง แก่นทองโอบจันทร์ดวงนี้คงไม่ถือว่าเป็ นอะไรหรอก”
ผู้เฒ่าขงมีความรู้ลึกซึ้ง หลงใหลในการศึกษา เป็ นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากหอวิชาการในเมืองหลวง มีชื่อเสียงสูงส่งในแคว้นชิง ได้รับความเคารพจากผู้คนทั้งหลาย
คนอื่นๆ รีบพูด “สหายหยวนจื้อพูดเช่นนี้ไม่ถูกแล้ว พวกเราแค่สร้างแก่นทองระดับสี่ห้าก็ยากเย็นแสนเข็ญ แก่นทองระดับสามนับว่าพิเศษแล้ว ความปรารถนาสูงสุดของพวกเราคือสามารถท าลายแก่นทองเป็ นทารกได้ราบรื่น แต่สหายหยวนจื้อกลับสามารถทะลุถึงขั้นทารกแรกกาเนิด กลายเป็ นขั้นแปลงร่างเซียน หรือก้าวไปไกลกว่านั้น กลายเป็ นผู้ที่แม้แต่ขั้นรวมร่างยังต้องเกรงกลัว นั่นคือขั้นฝึ กความว่างเปล่า”
แก่นทองระดับสามกลางมีโอกาสบาเพ็ญถึงขั้นแปลงร่างเซียน แต่โอกาสนั้นริบหรี่เหลือเกิน พวกเขาไม่กล้าหวังมากเกินไป ได้ถึงขั้นทารกแรกกาเนิดก็ดีแล้ว
เมื่อมองหยวนจื้อ แก่นทองระดับสามชั้นบน ย่อมสามารถทาลายแก่นทองเป็ นทารกได้แน่นอน มีโอกาสถึงขั้นแปลงร่างเซียน ขั้นฝึ กความว่างเปล่า ขั้นรวมร่างล้วนเป็ นไปได้ อนาคตไร้ขีดจากัด มีศักยภาพมากกว่าพวกเขาหลายเท่า
หยวนจื้อปากบอกว่าน่าขบขัน แต่ในใจกลับปลาบปลื้มยินดี แก่นทองระดับสามชั้นบน เหนือกว่าผู้บาเพ็ญขั้นแก่นทองคาเก้าในสิบแล้ว แม้ตนเองจะอยู่แค่ขั้นแก่นทองคาตอนต้น แต่แม้แต่ผู้บาเพ็ญขั้นแก่นทองคาตอนกลางและปลายก็ไม่กล้าดูถูก ตรงกันข้าม ยังต้องสุภาพนอบน้อมกับตนเอง
ลานอี้ชิงกาลังจัดงานชมแก่นทอง แก่นทองนานาชนิดแข่งกันเปล่งประกาย สร้างความตื่นตะลึงให้ผู้คนเป็ นระยะ
แก่นทองโอบจันทร์ของหยวนจื้อโดดเด่นท่ามกลางแก่นทองทั้งหลาย ด้วยแก่นทองโอบจันทร์นับว่าพิเศษแม้ในบรรดาแก่นทองระดับสาม
ขณะที่หยวนจื้อกาลังภาคภูมิใจ ร่างหนึ่งวิ่งเซถลาเข้ามาในลาน “พวกท่านรีบไปดูที่เวทีประลองเร็ว ที่นั่นคึกคักมาก!”
หยวนจื้อไม่พอใจ จาได้ว่าคนที่วิ่งเข้ามาในลานเป็ นผู้บาเพ็ญขั้นแก่นทองคาที่มีแก่นทองระดับล่าง แม้แต่คุณสมบัติเข้าร่วมงานชมแก่นทองก็ไม่มี “บนเวทีประลองจะมีอะไรน่าดู ก็แค่ผู้บาเพ็ญขั้นสร้างฐานตอนต้นแย่งที่หนึ่งกันเท่านั้น”
“ไม่ใช่ เป็ นศิษย์ห้าสานักเซียนกาลังประลองกัน ล้วนเป็ นขั้นแก่นทองคา ยกเว้นวัดเสวียนคง สี่สานักที่เหลือล้วนมีคนเข้าร่วม!”
“อะไรนะ?!”
“ศิษย์ส านักเซียนประลองกัน?!” ทุกคนตกตะลึง ดีใจจนใจเต้น การออกโรงของศิษย์สานักเซียนเป็ นเรื่องที่หาดูได้ยากยิ่ง
ผู้เฒ่าขงตื่นเต้นที่สุด รีบถาม “มีคนจากสานักเวิ่นเต๋าด้วยหรือ?”
“ไม่ใช่แค่มี แต่มีถึงถึงสองคน!”
ผู้เฒ่าขงไม่พูดพร่าทาเพลง ร่างกายคล่องแคล่วยิ่งกว่าคนหนุ่ม ลุกขึ้นรีบมุ่งหน้าไปทางเวทีประลอง
ทุกคนเห็นดังนั้น ต่างพากันรีบตามไป ทิ้งให้หยวนจื้อยืนงงอยู่ที่เดิม
“ข้าต้องดูให้รู้ว่าศิษย์สานักเซียนพวกนี้เก่งกว่าข้าตรงไหน!”
ศิษย์สานักเซียนจะเป็ นอย่างไร ไม่ใช่แก่นทองระดับสามชั้นบนเหมือนตนหรอกหรือ?
เมื่อหยวนจื้อมาถึงที่เกิดเหตุ เวทีประลองถูกปิดล้อมจนแม้แต่น้าก็ไหลผ่านไม่ได้ แทรกตัวเข้าไปยังล าบาก
การต่อสู้ระหว่างศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของสานักเซียน หลายปีถึงจะมีสักครั้ง แค่การต่อสู้ครั้งนี้ ทุกคนก็รู้สึกว่าการมาร่วมงานแคว้นชิงคุ้มค่าแล้ว
แม้ว่าพวกเขาจะมองไม่เห็นการต่อสู้บนเวทีประลองก็ตาม
หยวนจื้อจนใจ ได้แต่ใช้เวทมนตร์ แอบมาถึงแถวหน้า หาสหายจากงานชมแก่นทองจนเจอ
สหายจากงานชมแก่นทองล้วนไม่ทันสังเกตการมาถึงของหยวนจื้อ ความสนใจของพวกเขาจดจ่ออยู่ที่ห้าคนบนเวทีประลอง จ้องไม่กะพริบตา กลัวจะพลาดรายละเอียดแม้เพียงน้อย
ยกเว้นผู้เฒ่าขง คนที่เหลือล้วนเป็ นผู้ที่เพิ่งสร้างแก่นทองสาเร็จ อยู่ขั้นแก่นทองคาตอนต้น
พวกเขามองดูห้าคนที่กาลังต่อสู้บนเวทีประลอง รู้สึกประหลาดใจ รู้สึกราวกับพวกเขาไม่ได้สร้างแก่นทอง ยังคงอยู่ขั้นสร้างฐาน
“นี่เป็ นพลังและความเร็วที่ผู้บาเพ็ญขั้นแก่นทองคาตอนต้นควรมีหรือ?!”
ไม่ต้องพูดถึงเทคนิคการต่อสู้ แค่พลังและความเร็วที่ลู่หยางทั้งห้าแสดงออกมา ก็บดขยี้พวกเขาแล้ว
ความคิดที่จะเทียบชั้นที่เพิ่งผุดขึ้นในใจหยวนจื้อก็ถูกดับลง
เขาสงสัยว่าหากต่อสู้กับคนใดคนหนึ่งในห้าคนนั้น ตนเองคงรับไม่ถึงสิบกระบวนท่า
แม้จะเป็ นแก่นทองระดับสามชั้นบนเหมือนกัน ช่องว่างถึงกับมากมายถึงเพียงนี้หรือ?
“ท่านผู้เฒ่าขง ศิษย์สานักเซียนทั้งห้านี้มีแก่นทองอะไรกันบ้าง ท่านดูออกหรือไม่?” บนเวทีประลองไม่ใช่งานชมแก่นทอง แก่นทองไม่ได้ปล่อยออกมาให้ทุกคนชม พวกเขาได้แต่คาดเดาจากรายละเอียดปลีกย่อยในการต่อสู้
น่าเสียดายที่ประสบการณ์ของพวกเขามีจากัด จึงมองไม่ออกว่าเป็ นอย่างไร
ผู้เฒ่าขงขมวดคิ้วแน่น สิ่งที่เขามองออกก็ไม่มากนัก “ตอนนี้สิ่งที่แน่ใจได้คือ พวกเขาล้วนสร้างแก่นทองระดับหนึ่ง และเป็ นแก่นทองระดับหนึ่งที่อยู่ในอันดับต้นๆ ด้วย”
ทุกคนพยักหน้า หากไม่ใช่เช่นนั้น ก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทาไมพลังรบของศิษย์สานักเซียนทั้งห้าถึงสูงถึงเพียงนี้
“คนที่ชื่อเมิ่งจิ่งโจวผู้นั้น พลังหยางพุ่งทะยาน เดือดพล่านท่วมท้น ราวกับดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ ผีร้ายพันธุ์หลีกหนี ดูคล้ายแก่นทองสุริยะ ยิ่งคล้ายแก่นทองบริสุทธิ์หยาง แต่ดูเหมือนไม่ว่าจะเป็ นแก่นทองชนิดใด ก็ไม่อาจถึงระดับนี้ได้ แปลกนัก หรือว่าจะมีแก่นทองที่มีพลังหยางแรงกล้ายิ่งกว่าแก่นทองสุริยะและแก่นทองบริสุทธิ์หยาง?”
“ศิษย์หญิงผู้นั้น เบาสบายดุจเซียน กลืนกินไอขาว ลมปราณยืดยาวไม่สิ้นสุด ความอึดน่าตกใจ ดวงตาสุกสว่าง ราวกับแสงอรุณ คล้ายกับแก่นทองหงเหมิงในตานานอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่บันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแก่นทองหงเหมิงมีน้อยนัก ชราภาพไม่กล้าฟันธง คนรุ่นหลังช่างน่าเกรงขามจริงๆ”
ผู้เฒ่าขงรู้สึกว่าไม่เพียงแค่ตัวเอง แม้แต่เรียกนักปราชญ์แก่ๆ จากหอวิชาการในเมืองหลวงมาต่อแถวดู ก็ไม่แน่ว่าจะมองออกว่าเป็ นอย่างไร
…
บนเวทีประลอง ภายใต้การโจมตีของหลานถิงและไป๋ หมิง ลู่หยางถอยร่นติดๆ ตกอยู่ในสถานการณ์ล าบาก
“ลู่หยาง เลิกแกล้งท าได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้ามีวิชาร่างแยก” ไป๋ หมิงเห็นลู่หยางแสดงท่าทีอ่อนล้า ไม่กล้าประมาท พลังของลู่หยางไม่ใช่แค่ที่แสดงออกมาเท่านี้แน่
ตอนที่เอาชนะเขาได้ ไม่ใช่ร่างจริงของลู่หยาง แต่เป็ นร่างแยกของเขา!
“หลอกไม่ส าเร็จสินะ” ลู่หยางท าท่าล าบากใจ เขายังอยากล่อให้ไป๋ หมิงเข้ามาใกล้ แล้วจากนั้นก็ใช้วิชาปลูกต้นไม้แยกร่างเป็ นสองคน เล่นงานไป๋ หมิงให้ตาย
“วิชาร่างแยก?” ดวงตาคู่งามของหลานถิงมองลู่หยางอย่างสนใจ ศิษย์พี่ลู่หยางถึงกับเรียนรู้เวทมนตร์แบบนี้ได้ สมแล้วที่เป็ นคนที่มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์สูงที่สุดเท่าที่นางเคยพบ
ลู่หยางหยิบเมล็ดบัวคู่แฝดออกมา ใช้วิชาปลูกต้นไม้ ดอกบัวบาน ลู่หยางและร่างแยกดอกบัวยืนอยู่บนกลีบบัว
“ต่อให้มีร่างแยกแล้วอย่างไร จิตวิญญาณของเจ้าจะควบคุมสองคนพร้อมกันได้หรือ?” ไป๋ หมิงรู้จุดอ่อนของวิชาร่างแยก ตอนประลองครั้งก่อน ร่างจริงของลู่หยางนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ตั้งใจควบคุมร่างไม้ก็พอ คราวนี้ต่างกัน เขาต้องควบคุมสองคน ต้องการพลังจิตสูงมาก
“ลองดูก็รู้” ลู่หยางยิ้มพูด แต่ก่อนทาไม่ได้ แต่หลังจากสร้างแก่นทอง พลังจิตพุ่งทะยาน ในระดับเดียวกันไม่มีใครเทียบได้แน่
ลู่หยางมองกระบี่ชิงเฟิ งในมือ คิดครู่หนึ่ง แล้วโยนให้ร่างแยกดอกบัว ให้ร่างแยกดอกบัวต่อสู้กับหลานถิง
“ควรหลอมกระบี่เพิ่มอีกเล่มนะ ช่างเถอะ ค่อยว่ากันทีหลัง” ลู่หยางเตรียมจะสู้กับไป๋ หมิงด้วยมือเปล่า
“อบอุ่นร่างกายเสร็จแล้ว ถึงเวลาใช้แก่นทองอมตะ… จะเอาชนะสองคนนี้ได้อย่างไร?”
ไม่นานแก่นทองอมตะก็ตอบสนอง
“ใช้หมัดอรหันต์กับไป๋ หมิง”
ลู่หยางยิ้มออกมา