ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 451 ประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว มู่ไป๋อี้
ศิษย์พี่ใหญ่มาถึงยอดเขาคุมขัง เมื่ออาจารย์ผู้เฒ่าเห็นวิญญาณ
ของผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติทั้งสอง ก็ถึงกับชะงักงัน
เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน แต่กลับมีผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติมา
เยือนอีกสองคน
เขาคำนวณเวลาดู ในหนึ่งปีมีการจับผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติได้
ถึงสี่คน อีกสองสามปีเขาคงควบคุมยอดเขาคุมขังไม่ไหวแล้ว
แม้พลังของเขาจะไม่อ่อนด้อย แต่การต้องคุมขังวิญญาณผู้
บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติมากมายเช่นนี้ ต่อให้เป็นใครก็คงรับมือไม่ไหว
“จริงๆ แล้วคือสามคน หนึ่งในนั้นข้าได้หลอมเป็นวิญญาณวัตถุ
วิเศษไปแล้ว ส่วนสามคนนี้ล้วนเป็นผู้ที่ศิษย์น้อยพบเจอระหว่างออก
เดินทาง”
ใบหน้าของอาจารย์ผู้เฒ่ากระตุกไม่หยุด ศิษย์หลานผู้นี้ช่างก่อ
เรื่องยิ่งกว่าท่านเต๋าปู้อวี่เสียอีก
เพียงอยู่ในขั้นแก่นทองคำ แต่ภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร เกรง
ว่าจะไม่มีผู้ใดคาดเดาได้
“เกษียณแล้วก็ยังไม่สงบสุขเสียที” อาจารย์ผู้เฒ่าถอนหายใจ
เขาเกษียณเร็วเพราะโยนภาระให้ท่านเต๋าปู้อวี่และอีกแปดคน ด้วย
เหตุผลว่าใจเหนื่อยล้าเกินไป
ในยุคที่เขาเป็นศิษย์โดดเด่นแห่งสำนักเวิ่นเต๋า มีคนมาก
ความสามารถไม่น้อย ในนั้นเก่งกาจที่สุดเก้าคนได้รับการขนานนาม
ว่า “ศิษย์ทั้งเก้าแห่งสำนักเวิ่นเต๋า” ถือเป็นความหวังของสำนัก
ที่น่าประหลาดคือ ทั้งเก้าคนนี้ล้วนเป็นศิษย์ของเขา
ในยามเป็นเจ้าสำนัก เขาต้องคอยจัดการความวุ่นวายที่พวกเด็ก
พวกนี้ก่อขึ้นทุกวัน
ด้วยบุญคุณของพวกเขา ทำให้เขาได้รู้จักกับผู้นำวงการบำเพ็ญ
เซียนในตอนนั้นจนหมดสิ้น
เขาบำเพ็ญอย่างบ้าคลั่งจนถึงขั้นข้ามพิบัติ ก็เพื่อที่จะได้สั่งสอน
พวกเด็กเหล่านี้ได้อย่างสะดวกใจ
หากไม่เช่นนั้น เป็นอาจารย์ที่ต้องมองดูลูกศิษย์ก่อกวนแต่ตัวเอง
สู้พวกมันไม่ได้ จะไม่โกรธจนตายหรือ?
“หากรู้แต่แรก ข้าคงสลับกับอาจารย์น้อง ให้เขามาอยู่ยอดเขา
คุมขัง ส่วนข้าไปอยู่หอคัมภีร์”
อาจารย์ผู้เฒ่าถอนหายใจพลางนำอู๋อวี่เต๋าและพระอาจารย์ชัง
เลยไปขังไว้
……
ลู่หยางหิ้ววิญญาณของพระอาจารย์อู๋เซียเดินอย่างองอาจใน
สำนักเวิ่นเต๋า ดูน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก
โชคดีที่เขาเดินทางมาถึงยอดเขาร้อยเซียนได้อย่างปลอดภัย
โดยไม่ถูกใครซ้อมสักหมัด
พอมาถึง เขาก็เห็นหลี่หาวเหรินกำลังประลองกับชิ่นเหยียนเห
ยียน
ร่างของชิ่นเหยียนเหยียนแปรเปลี่ยนเป็นสายควันขาว ล่องลอย
เลื่อนลอย ยากจะคาดเดา ภายในม่านควันซ่อนยันต์ที่สามารถ
โจมตีหลี่หาวเหรินได้อย่างฉับพลัน
หลี่หาวเหรินไม่ใช่คนที่จะป้องกันอย่างเดียว เขาถอดวิกผม
ปลอมบนศีรษะ วิกผมหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว พัดม่านควันขาวให้สลาย
ไป
พ่อลูกประลองกัน ต่างฝ่ายต่างสู้อย่างสุดความสามารถ
“แก่นทองคำเมฆขาวหมอกขาว?” ลู่หยางจำแก่นทองคำของชิ่น
เหยียนเหยียนได้ เป็นแก่นทองคำระดับหนึ่ง
แก่นทองคำชนิดนี้ทำให้ผู้บำเพ็ญแปรกายเป็นเมฆหมอก ไร้รูป
แต่มีเงา ไม่ว่าจะสู้รบป้องกันหรือหลบหนีก็ล้วนสะดวกดียิ่ง
คุ้มค่ากับที่หลี่หาวเหรินอุตส่าห์ติวเข้มให้ลูกสาวคนเก่ามานาน
“ทะลุสู่ขั้นแก่นทองคำแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย” ลู่หยางยิ้ม
กล่าว เมื่อพ่อลูกทั้งสองสังเกตเห็นการมาของลู่หยาง ก็หยุดการ
ประลอง
“ศิษย์พี่ลู่ ท่านกลับมาแล้วหรือ?” หลี่หาวเหรินยังไม่ทราบเรื่องที่
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวเดินทางไปแคว้นหวง เพียงรู้สึกว่าไม่ได้เห็นทั้ง
สองคนนานเกือบเดือนแล้ว ทำให้รู้สึกไม่คุ้นชินกับความเงียบสงบ
การถูกสายใยโชคชะตาย้อนกลับไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจอะไร
ดังนั้นเมิ่งจิ่งโจวจึงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ
ศิษย์สำนักเวิ่นเต๋ารู้เพียงว่า ชิวจิ้นอันลอบโจมตีสำนักเวิ่นเต๋า
แต่ไม่รู้สาเหตุและผลลัพธ์
“อ๋อ ข้ากับหมอเมิ่งไปแคว้นหวงมา จับวิญญาณผู้บำเพ็ญขั้น
ข้ามพิบัติได้หนึ่งคน ศิษย์พี่ใหญ่บอกให้ข้านำมาให้ผู้อาวุโสที่ห้า” ลู่
หยางชูโซ่ตรวนในมือขึ้นด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับเพิ่งกลับจาก
เที่ยวเล่น แล้วซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ มาให้เพื่อนบ้าน
แม้จะค่อยๆ คุ้นชินกับโชคชะตาของลู่หยาง แต่พ่อลูกทั้งสองก็ยัง
อึ้งจนพูดไม่ออก
วิญญาณผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติมันเป็นผักกาดขาวรึไง ออกไป
เที่ยวก็เจอเลยงั้นหรือ?
“อาจารย์อยู่บนยอดเขากำลังหลอมวัตถุวิเศษ” หลี่หาวเหรินชี้
ทางให้ลู่หยาง
“ได้ ข้าจะรีบไปรีบกลับ พอดีมีเรื่องจะถามเจ้า”
หลี่หาวเหรินงุนงงไม่เข้าใจ
ลู่หยางมาถึงยอดเขา เห็นผู้อาวุโสที่ห้ากำลังนั่งคิดหน้าหม้อใบ
หนึ่ง ขมวดคิ้วจนเป็นปม ดูเหมือนกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง
“ผู้อาวุโสที่ห้า ท่านกำลังทำอะไรอยู่?”
“ลัทธิสวรรค์ของพวกเรา ไม่ใช่ว่าใช้กำแพงกำบังปิ้งย่าง
อัตโนมัติร่วมมือกับลัทธิจิ่วอิ่วหรอกหรือ ข้าก็เลยคิดว่า จะสร้างวัตถุ
วิเศษที่ผัดอาหารได้โดยอัตโนมัติสักชิ้นได้ไหม”
“ท่านทำสำเร็จหรือไม่?”
“ไม่ค่อยสำเร็จเท่าไร เจอปัญหาหลายอย่าง เช่น หม้อใบนี้มีพลัง
โจมตีสูงเกินไป ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน… ไม่พูดถึงเรื่องนี้ละ เจ้ามา
ทำอะไร… วิญญาณผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ?!”
ผู้อาวุโสที่ห้าตื่นจากภวังค์ เมื่อเห็นวิญญาณของพระอาจารย์อู๋
เซียในมือของลู่หยาง ดวงตาเปล่งประกาย ตื่นเต้นยิ่งกว่าเห็นภรรยา
ยกมือขยี้กันด้วยรอยยิ้มที่กว้างถึงขอบหู
“ศิษย์พี่ใหญ่ฝากข้ามามอบให้ท่าน นางบอกว่าสามารถใช้เป็น
วิญญาณวัตถุวิเศษได้”
“เป็นเช่นนี้จริงๆ!” ผู้อาวุโสที่ห้ารับโซ่ตรวนไป เก็บไว้อย่างหวง
แหน
มีวิญญาณผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ เขามั่นใจว่าจะสามารถหลอม
วัตถุวิเศษระดับข้ามพิบัติได้ นับเป็นประสบการณ์ล ้าค่า กระบวนการ
นี้จะช่วยยกระดับทักษะการหลอมวัตถุวิเศษของเขาอย่างมาก
ผู้อาวุโสที่ห้าโยนหม้อผัดอัตโนมัติทิ้งไว้ข้างๆ เมื่อมีโอกาสหลอม
วัตถุวิเศษระดับข้ามพิบัติ ใครเล่าจะไปสนใจหม้อผัดอัตโนมัติอีก
ลู่หยางลาจากผู้อาวุโสที่ห้าที่ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เดินลงเขาไป
หาหลี่หาวเหรินเพื่ออธิบายจุดประสงค์
“คราวนี้ข้าไปแคว้นหวง พบคนจากลัทธิจิ่วอิ่วคนหนึ่ง ลองดูว่า
เจ้ารู้จักหรือไม่?”
ลู่หยางใช้พลังวิเศษสร้างภาพชายสวมหมวกกระดาษขาว
“มู่ไป๋อี้?”
“คนผู้นี้ชื่อมู่ไป๋อี้หรือ?”
“ไม่ผิดแน่ นี่คือมู่ไป๋อี้ ในความทรงจำของชิ่นห่าวเหริน เขาเป็น
หนึ่งในรองประมุขทั้งสี่ของลัทธิจิ่วอิ่ว และเป็นรองประมุขที่อายุน้อย
ที่สุดในสี่คน”
“ตอนนี้เขาเป็นประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว”
หากก่อนหน้านี้ลู่หยางยังไม่มั่นใจว่ามู่ไป๋อี้เป็นประมุขหรือไม่ แต่
หลังจากศึกเมืองฮั่นสุ่ย มู่ไป๋อี้แสดงพลังออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาคือ
ประมุขแน่นอน
“เขาได้เป็นประมุขแล้วหรือ?”
หลี่หาวเหรินประหลาดใจเล็กน้อย หากพิจารณาตามอาวุโสและ
พลัง มู่ไป๋อี้ไม่ได้โดดเด่นนัก แม้แต่สือฮว่ากู๋ยังมีโอกาสเป็นประมุข
มากกว่ามู่ไป๋อี้
“คงไม่ใช่ว่าเขาให้คำมั่นอะไรไว้กระมัง เช่น การสร้างเมืองผีฝ่ง
ตู้?” หลี่หาวเหรินครุ่นคิด เนื่องจากมู่ไป๋อี้ไม่ได้มีข้อได้เปรียบในทุก
ด้าน หนทางเดียวที่อาจเป็นไปได้คือ เขาสัญญาว่าเมื่อได้เป็นประมุข
แล้วจะสร้างเมืองผีฝ่งตู้ ทำให้ฝ่ายเป็นกลางโน้มเอียงมาสนับสนุนมู่ไป๋
อี้
“แต่ก็ไม่น่าใช่ ลัทธิจิ่วอิ่วจนขนาดนั้น แม้แต่ชิ่นห่าวเหรินยังถูก
เจ้าหนี้ไล่ล่าทุกวัน จะมีเงินที่ไหนมาสร้างเมืองผีฝ่งตู้?”
หลี่หาวเหรินคิดไม่ตกว่าเป็นไปได้อย่างไร
“มู่ไป๋อี้ชำนาญเรื่องวิชาร่างแยกและวิชาแปลงกาย ทั้งชายหญิง
เด็กแก่เขาสามารถแปลงได้ทั้งหมด มู่ไป๋อี้เล่าว่า
ตอนที่เขายังเป็นเด็ก
ฝึกอยู่ในสำนัก เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องล้วนไม่ชอบไปฟังสอนที่โรงฝึก
แต่ชอบฝึกบำเพ็ญเอง แต่อาจารย์ใหญ่แห่งโรงฝึกมักจะขานชื่อ พวก
เขาจึงให้มู่ไป๋อี้ไปขานรับแทน แน่นอนว่าไม่ได้ทำฟรีๆ ต่างจ่ายลิ่นซือ
ให้มู่ไป๋อี้”
“พอดีมู่ไป๋อี้มีชาติกำเนิดไม่ดี ขาดแคลนลิ่นซือ จึงตกลงรับงาน”
“มู่ไป๋อี้ทำงานอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ จึงศึกษาวิชาร่าง
แยกและวิชาแปลงกาย ใช้วิชาทั้งสองตอนขานชื่อ”
“แล้วทำไมเขาไม่อยู่ในสำนักต่อ กลับไปเข้าร่วมลัทธิจิ่วอิ่วเล่า?”
ลู่หยางสงสัย “เพราะถูกอาจารย์จับได้ว่าขานชื่อแทนคนอื่น จึงถูกขับ
ออกจากสำนักหรือ?”
เมื่อได้ศึกษาในสำนัก ใครเล่าจะออกมาเข้าร่วมลัทธิมาร
“ไม่ใช่หรอก แค่สำนักเลิกกิจการไปเฉยๆ”
“เลิกกิจการ?” ลู่หยางยิ่งสงสัย สำนักดีๆ จะเลิกกิจการไปทำไม
กัน?
“สำนักก็แปลกนะ ทั้งๆ ที่มีศิษย์มาเรียนที่โรงฝึกไม่น้อย อัตรา
การเข้าเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การสอบปลายภาคกลับแย่มาก มี
เพียงมู่ไป๋อี้คนเดียวที่ผลการเรียนโดดเด่น”
“สำนักคิดว่าตนเองสอนคนไม่ได้ ไม่อยากทำให้เสียอนาคต จึง
เลิกกิจการไป”
ลู่หยาง: “……”