ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 467 การประชุมของเซียนยุคโบราณ
ลู่หยางกำลังปลอมตัวเป็นเซียนอมตะเสมือนเป็นกลเม็ดวิเศษ ใช้
อำนาจรักษาการแทนเจ้าสำนักวางแผนจัดงานฉลองสำนัก
จะให้เรียกทุกคนมากินดื่ม แล้วให้เซียนอมตะกล่าวเปิดงาน
กล่าวปิดงานแล้วจบ เช่นนี้คงไม่ได้
งานครบรอบหนึ่งแสนสองหมื่นปีที่จัดอย่างจืดชืด ไม่เพียงผ่าน
ด่านศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ แม้แต่ลู่หยางเองก็ทนดูไม่ได้
อาจจะผ่านด่านเซียนอมตะได้เท่านั้น
“งานฉลองก็แค่มาสังสรรค์รื่นเริงกันสักหน่อย ทำไมต้องจัดให้
ซับซ้อนด้วย?”
เซียนอมตะยกตัวอย่าง แนะนำให้ลู่หยางละทิ้งความคิดที่ว่างาน
ฉลองต้องจัดอย่างซับซ้อน ซึ่งเป็นความคิดไร้สาระของคนรุ่นหลัง
“พวกเราเซียนยุคโบราณยังจัดงานประชุมไม่ซับซ้อนเท่าเจ้าเลย พอ
ข้าจะทำอาหาร เซียนเฉียนหลินและคนอื่นๆ ยังบอกว่าอย่าลำบาก
เลย ไม่ต้องทำหรอก”
สิ่งที่เรียกว่าการประชุมของเซียนยุคโบราณนั้น คือเซียนอมตะ
ใช้เสน่ห์ส่วนตัวรวบรวมเพื่อนเคราะห์ร้ายอีกสี่คนมาอยู่ด้วยกัน
บางครั้งยังมีภรรยาสองคนของเซียนเฉียนหลินร่วมด้วย
“แล้วพวกท่านประชุมกันทำอะไร?”
“แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบำเพ็ญสิ จะทำอะไรอีก เจ้าก็รู้ว่า
ตอนนั้นโลกมีเซียนแค่ห้าคน หาคนร่วมทางพูดคุยยากมาก พวกเรา
จึงหวงแหนทุกครั้งที่ได้พบกัน”
“เวลาประชุม พวกเราพูดอย่างเปิดอกเปิดใจ วิจัยวิธีใช้ผลของ
การบำเพ็ญ เกิดการปะทะความคิดที่ง่ายต่อการสร้างแนวคิดใหม่
หรือบางครั้งก็ทิ้งบททดสอบไว้สำหรับคนรุ่นหลัง”
ลู่หยางพยักหน้า เรื่องนี้ฟังดูมีเหตุผลแล้ว เป็นภาพของเซียนที่
เขานึกถึง สนทนาเรื่องวิถีเซียน ออกบททดสอบคนรุ่นหลัง
“แล้วรายละเอียดล่ะ?”
“รายละเอียดก็คือข้าศึกษาวิธีการระเบิดตัวเองให้มีอานุภาพมาก
ที่สุด”
“เซียนอิงเทียนก็ถามว่าพวกเรานึกถึงการทดสอบที่ยากๆ ได้อีก
หรือไม่”
“เซียนแห่งกาลเวลาบอกว่าเขาค้นพบวิธีใช้ผลของการบำเพ็ญ
กาลเวลาแบบใหม่ เขาสร้างพื้นที่ลับ ซึ่งกาลเวลาไหลต่างจาก
ภายนอก ฝึกบำเพ็ญในนั้นหนึ่งวัน ข้างนอกผ่านไปหนึ่งปี”
ลู่หยาง “……”
พวกท่านอย่าทำให้โลกวุ่นวายเลย
“หรือไม่ก็คิดเรื่องราวขึ้นมา อย่างเช่น สวรรค์ พุทธะ พวกนี้ อย่า
มองข้ามเรื่องเล่าพวกนี้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องที่พวกเราห้าคนคิดขึ้น
อย่างพิถีพิถัน แต่ละเรื่องล้วนแฝงปรัชญาอันลึกซึ้ง เพื่อเป็นการ
ปลูกฝังแนวคิดให้คนรุ่นหลัง”
“เซียนอิงเทียนยังบอกว่าเช่นนี้ยังช่วยให้คนรุ่นหลังวิจัย
ประวัติศาสตร์ยุคโบราณไม่กระจ่างชัด หากพวกเราใครทำเรื่องเสื่อม
เสีย ก็ยังปกปิดได้”
ลู่หยางคิดว่าเซียนอิงเทียนก็เป็นคนเจ้าเล่ห์เหมือนกัน ด้วยความ
ช่วยเหลือของเซียนอมตะผู้นี้ที่ชอบขัดขวางสิ่งต่างๆ เพื่อรักษาความ
สง่างาม เขาได้ทำหลายสิ่งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ เพียงแต่ไม่ทราบว่า
เขารู้หรือไม่ว่าภาพลักษณ์ในใจผู้บำเพ็ญรุ่นหลังคือชายผู้ชอบ
ล่วงเกินภรรยาผู้อื่น และทำให้ผู้บำเพ็ญหญิงตั้งครรภ์มากมาย
ตัวเขาเข้าอกเข้าใจเซียนอิงเทียน หวังว่าเซียนอิงเทียนก็จะ
เข้าใจเขาเช่นกัน หากเซียนอิงเทียนมาฆ่าเขาถึงที่ ก็ขอให้เปิดทาง
รอดให้เขา ไว้ชีวิตเขาสักหนึ่ง
“บางครั้งก็เล่นโยนดาวเคราะห์ไปมา คนทั่วไปเรียกมันว่าฝนดาว
ตก ถือเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ พอเห็นพวกเราโยนดาวเคราะห์ก็
จะอธิษฐาน”
ลู่หยางเป็นผู้ฟังที่ดีมาก เขาเงียบฟังเซียนอมตะเล่าประวัติศาสตร์
ยุคโบราณ เอ่ยถามตามเพื่อให้เกิดการสนทนาต่อเนื่อง ฟังมาครึ่งชั่ว
ยามแล้ว
มีคนกล่าวว่าประวัติศาสตร์มักซ ้ารอย การทำสิ่งใดสามารถ
อ้างอิงประวัติศาสตร์เป็นแบบอย่างได้ เขาใคร่ครวญการประชุมของ
เซียนยุคโบราณตามที่เซียนอมตะเล่าอย่างจริงจัง มองหาสิ่งควรค่า
แก่การนำมาเป็นแบบอย่างหรือไม่ สุดท้ายเขาก็ได้ข้อสรุป——
เขาเสียเวลาไปครึ่งชั่วยาม
ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่เดินเข้ามาในถ ้าพัก แม้สีหน้าจะไม่แตกต่าง
จากปกติ ยังคงไร้อารมณ์เช่นเคย แต่ลู่หยางในฐานะศิษย์น้อง ที่มี
อัตราความสำเร็จถึงห้าส่วนสิบในการอ่านความรู้สึกจากสีหน้า
เล็กน้อยของศิษย์พี่ใหญ่
เขาคาดเดาว่าศิษย์พี่ใหญ่เข้ามาเพราะมีเรื่องสำคัญ
เซียนอมตะถึงแม้จะไม่มีอัตราความสำเร็จในการอ่านใจสูงเท่าลู่
หยาง แต่นางก็มาถึงข้อสรุปเดียวกัน
ด้วยว่าการเป็นรักษาการแทนเจ้าสำนักของนางเป็นไปอย่าง
ราบรื่น หากไม่มีเรื่องสำคัญ เด็กอวี้ก็จะไม่มาที่ถ ้าพัก
เซียนอมตะเห็นเช่นนี้ก็ปลื้มปริ่ม หลังจากนางเป็นรักษาการแทน
เจ้าสำนัก ลู่หยางกับเด็กอวี้ก็กลายเป็นมือซ้ายมือขวาของนาง คอย
ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ
“ศิษย์พี่ใหญ่ มีเรื่องอะไรหรือ?” ตอนนี้ลู่หยางยังควบคุมร่างกาย
ของตนอยู่
“ข้าเพิ่งได้รับข่าว ฝ่าบาทมีแนวคิดหนึ่งที่ต้องการผลักดัน หวัง
จะเชิญเจ้าสำนักทั้งห้าไปประชุมที่วังหลวง”
ลู่หยางกับศิษย์พี่ใหญ่จ้องมองกันนิ่งอยู่สองสามอึดใจ จากนั้น
เขาก็ชี้ที่ตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ ราวกับได้ยินผิดไป “ข้าไป?”
“ไม่ใช่เจ้าไป แต่เป็นท่านเซียนไป” ศิษย์พี่ใหญ่แก้ไขอย่างจริงจัง
“ก็ดี…… เดี๋ยวนะ นั่นมันต่างกันตรงไหน!”
“ทำไมจะไม่ต่างกัน ข้าเป็นคนไปประชุม ไม่ใช่เจ้า!” เซียนอมตะ
ฟังลู่หยางพึมพำก็เบิกตาโตหันมามอง สงสัยว่าคนผู้นี้มีความคิดแย่ง
ชิงอำนาจ!
ลู่หยางข่มเสียงเอะอะของเซียนอมตะไว้ ไม่ใส่ใจ
แม้ลู่หยางจะเป็นศิษย์คนเล็กของท่านเต๋าปู้อวี่ เป็นศิษย์น้องขอ
งอวี้จือ เป็นผู้จัดการฝ่ายที่สองของคณะเซียนอมตะ เป็นประมุขลัทธิ
มารอมตะ เป็นรองประมุขรุ่นเล็กแห่งลัทธิสวรรค์ เป็นร่างที่เซียนอมตะ
อาศัยอยู่ เป็นผู้มีแก่นทองคำที่แข็งแกร่งที่สุด เป็นผู้สร้างสถิติการ
ต่อสู้ข้ามขั้น และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งที่หากพูดถึง
ในที่อื่นต้องเดินอย่างสง่าผ่าเผยทั้งสิ้น
แต่ให้เขานั่งร่วมกับฝ่าบาทและเจ้าสำนักทั้งห้า เพื่อปรึกษาเรื่อง
สำคัญของฝ่ายธรรมะ เขาก็ยังรู้สึกฝืนใจอยู่บ้าง
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” ในที่สุดศิษย์พี่ใหญ่ก็กล่าวถ้อยคำที่ทำให้
ลู่หยางรู้สึกสบายใจขึ้น
ลู่หยางค่อยใจชื้นขึ้นมาบ้าง ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นแก่น
ทองคำธรรมดา จะคู่ควรให้นั่งร่วมกับเจ้าสำนักทั้งสี่คนอื่นได้อย่างไร
มีศิษย์พี่ใหญ่คอยหนุนหลัง ความกดดันก็น้อยลงมาก
“ไปกันเถอะ”
การไปประชุมก็ไม่มีอะไรต้องเตรียมตัว แค่ไปก็พอ ศิษย์พี่ใหญ่
ออกจากถ ้าพัก แหงนหน้ามองฟ้า นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จับวัด เมฆบน
ท้องฟ้าเคลื่อนหายไปก้อนหนึ่ง เกิดเป็นเมฆลอยมาอยู่ใต้เท้าของนาง
“เชิญท่านรักษาการแทนเจ้าสำนัก”
ลู่หยางถูกยึดร่าง เซียนอมตะไม่ลังเลที่จะใช้ร่างของลู่หยางขึ้น
เมฆ
เซียนอมตะยืนบนเมฆ ไขว้แขนหน้าอก มองไปข้างหน้า ใบหน้า
เรียบเฉย
“เด็กอวี้ ออกเดินทางได้”
ฉึ่บ——
เมฆพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว เซียนอมตะไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้ยืนมั่น
กลิ้งตกจากหัวเมฆไปถึงท้ายเมฆ เกาะริมเมฆไว้แน่น ครึ่งตัวห้อยอยู่
นอกเมฆอย่างทุลักทุเล
นางใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปีนกลับขึ้นมาบนเมฆได้ ดูแล้วช่าง
อิดโรย
“เด็กอวี้ เจ้าแกล้งข้าใช่หรือไม่!” นางเบ้ปากจ้องมองอวี้จือ
อวี้จือนิ่งเฉย “ไม่ใช่ เป็นอุบัติเหตุ”
“แกล้ง!”
“อุบัติเหตุ”
“แกล้ง!”
“อุบัติเหตุ”
ลู่หยางโผล่หน้ามา ขัดจังหวะการทะเลาะกันของเซียนยุคโบราณ
กับเซียนยุคปัจจุบัน “เอ่อ ศิษย์พี่ใหญ่ ฝ่าบาทบอกหรือเปล่าว่าการ
ประชุมครั้งนี้จะทำอะไร?”
“จะจัดการแข่งขันของผู้บำเพ็ญหนุ่มสาว คัดกรองผู้ที่สลายพลัง
บำเพ็ญเริ่มใหม่”
“หา?”
……
อาจารย์หลวงแห่งแคว้นต้าอวี๋เงยหน้า มองเมฆที่ลอยผ่านเหนือ
ศีรษะ ตาเล็กลง
“อาจารย์หลวง ท่านเป็นอะไรหรือ?” ลูกน้องถาม หวังจะ
ช่วยเหลือ
“เมื่อครู่คนที่นั่งบนเมฆคือลู่หยาง”
ลูกน้องตกใจ “อะไรนะ?! พวกเราจะลงมือหรือไม่?”
พวกเขามาที่ใกล้สำนักเวิ่นเต๋า เพื่อสำรวจบริเวณโดยรอบ ดูว่า
จะใช้วิธีใดแทรกซึมเข้าไปในสำนักเวิ่นเต๋า ปูทางวางแผนล่วงหน้า
ไม่คาดคิดว่าแค่มาถึงบริเวณใกล้สำนักเวิ่นเต๋า ก็เห็นเป้าหมาย
ในครั้งนี้แล้ว
อาจารย์หลวงส่ายหน้า มีแผนการอื่น “ยังไม่ต้อง ฆ่าลู่หยางตอน
นี้ก็ง่ายเกินไป ต้องรอจนถึง
ตอนที่งานฉลองเปิดงาน ให้เขาตายต่อ
หน้าทุกคน!”
เขาไม่เพียงแค่ต้องการฆ่าลู่หยาง แต่ยังต้องการทำลายสำนักเวิ่น
เต๋าทั้งหมด!